มหันตภัยโลก... ...การจัดระเบียบใหม่ที่เสียสมดุล!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ..ย่างเข้าสู่ปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับปีแห่งความเสื่อมถอยของโลก ที่วัดจากความผันผวนอ่อนล้าของ ศีลธรรม ในมนุษยชาติ อันนำไปสู่ ความเสื่อมทราม ของผิวพรรณ วรรณะ.. ความเสื่อมสูญ ของอายุขัยที่ค่อยๆ ลดระดับต่ำลงไปในอัตรา ๑๐๐:๑ นับตั้งแต่พุทธปรินิพพานยก พ.ศ.ที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน

ปรากฏการณ์ ความเสื่อมถอย.. ความเสื่อมทราม.. ความเสื่อมสูญ.. นับเป็นการสอดรับกับ หลักธัมมุทเทส ที่ว่า.. โลกนี้อันชรานำไปไม่ยั่งยืน.. โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิตย์.. ไม่มีผู้ต้านทาน.. ไม่มีอะไรเป็นของตน และจำต้องละสิ่งทั้งปวงไป

จากธัมมุทเทสดังกล่าวจะเห็นได้ว่า.. รากฐานแห่ง พระสัทธรรมแท้จริง ทั้งหมดล้วนมีมาจาก ธรรมนิยาม อันเดียวกัน ที่แสดงความเป็นปกติธรรมดาของโลก ว่า.. ต้องเป็นเช่นนี้.. ต้องเป็นอย่างนี้.. จะแปรเปลี่ยนไปจากความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้

จึงได้เห็นการทำงานของ กฎแห่งกรรม ภายใต้การกำกับของ กรรมนิยาม ในกำกับของ ธรรมนิยาม ที่ดำเนินหน้าที่อย่างยุติธรรม เพื่อการควบคุมทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ อันเป็นที่ตั้งของ สัตว์โลก ให้ดำรงอยู่ในระเบียบ แบบแผนทางธรรม

การจัดระเบียบโลกด้วยอำนาจแห่งธรรมโดยการใช้ กฎเกณฑ์ของกรรม เป็นเครื่องมือ จึงดำเนินไปอย่างเป็นปกติ ภายใต้หลัก “อนัตตา” ที่มีลักษณะธรรม ๔ ประการ รวมความลงที่.. อตฺตปฏิกฺเขปโต (แย้ง..ต่ออัตตา)

กฎเกณฑ์ธรรมชาติ ภายใต้การกำกับของ อนัตตา จึงแสดงความเป็นจริงแท้ ไม่ผันแปรไปตามอิทธิพลใดๆ ในโลกนี้ เพื่อแสดงความยุติโดยธรรมในทุกสรรพสิ่งที่เป็นไปในโลกนี้ ว่า เมื่อมีสิ่งหนึ่ง ต้องมีอีกสิ่งหนึ่งย้อนแย้งเสมอ.. ในรูปของความเกิดและความดับ.. ความเจริญและความเสื่อม ที่เรียกรวมว่า หลักธรรมของโลก หรือ โลกธรรม

คำสั่งสอนในพระพุทธศาสนา จึงเป็นไปตามแบบ “กรรมวาที” ที่แปลว่า เป็น วาทะด้วยการกระทำ เน้นย้ำเรื่องของ กรรม เป็นลำดับ โดยบางครั้งเรียก กรรม ในรูปกิริยา เพราะการกระทำมีผลเป็นกิริยา จึงเรียก กิริยาวาที หรือในรูปของความเพียร ที่เรียก วิริยวาที .. ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน ที่ประมวลรวมลงใน หลักกรรม ที่นำไปสู่ กฎเกณฑ์กรรม อันน่าศึกษายิ่ง เพื่อปลุกเร้าให้ มนุษยชาติ ไม่หยุดนิ่งเฉยไปกับชะตาชีวิต แต่จะต้องตื่นขึ้นมาเรียนรู้ความเป็นไปตามปกติของชีวิต ภายใต้การกระทำและความเพียรที่มีผลต่อการพัฒนาชีวิต เพื่อการบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุด

พระพุทธศาสนา จึงกล่าวโดยสรุป ว่า.. ทุกปัญหาในโลกนี้ของมนุษย์ ต้องแก้ด้วยมนุษย์ ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่า ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ.. เมื่อเหตุดับ ธรรมทั้งหลาย ย่อมดับสิ้นไป

จากความเป็นจริงดังกล่าว จึงถูกพัฒนาสู่ความเป็นจริงอันประเสริฐ ที่เรียกว่า อริยสัจธรรม ด้วยพระปัญญาญาณในพระพุทธเจ้า ที่ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง จึงเห็นได้ถึงความเป็นเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา ว่า พระธรรมวินัย เป็นไปตามธรรม มุ่งเข้าถึงประโยชน์แห่งธรรมแท้จริง ได้แก่ การดับทุกข์ (พระนิพพาน) โดยวางหลักการศึกษาปฏิบัติไว้ในความเป็น อริยสัจธรรม ที่บอกหนทางอันดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ได้จริงในรูปของการกระทำดังที่เรียกว่า กรรมวาทะ, กิริยาวาทะ และวิริยวาทะ

สำคัญยิ่งในบริบทการศึกษาปฏิบัติเพื่อเป็นไปตามธรรม.. ได้แสดงเรื่อง กฎเกณฑ์ของกรรม ไว้อย่างละเอียด ด้วยการขยายความ กรรมนิยาม.. จิตนิยาม ที่จัดความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง ยากจะเข้าใจในฐานะของมนุษยชาติ หากขาดการเจริญสติปัญญาบารมีธรรมมา

จึงไม่แปลก หาก นักคิดทางโลก ที่สำคัญมั่นหมายว่าตนเองมีความรู้ เข้าใจธรรม จะพยายามแสดงออกถึง ภูมิปัญญาถั่วๆ ตามวิสัยปุถุชน ในการวิพากษ์วิจารณ์ กฎแห่งกรรม/กรรมวิบาก อย่างเมามัน โดยพยายามอวดอ้างความรู้ตามภาษาบาลีจากพระไตรปิฎก ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ตามคำและความหมาย เพื่อโน้มเข้าหาตามความเห็น-ความเชื่อของตน.. ที่ไม่เข้าใจจริงใน “กรรมนิยาม”

..ความไม่เข้าใจกฎแห่งกรรม.. ที่มีลักษณะธรรมชาติที่ไร้อัตตาตัวตนบังคับบัญชา จึงเป็นปัญหาของคนในสังคมทุกยุคสมัย ที่พยายามใช้ความคิดความเห็นที่ผิดเพี้ยนกฎแห่งกรรม เข้าไปออกแบบเพื่อจัดระเบียบสังคมในรูปของกฎหมาย กฎสังคม เพื่อสนองตัณหา มานะ ทิฏฐิ โดยมีความพยายามแปล “กรรมคติ” ให้เป็น “กรรมลิขิต” ที่ย้อนแย้งกับธรรมชาติของ “กรรมนิยาม”

จึงไม่แปลก หากจะมีการแปลความหมายพระธรรมคำสั่งสอนที่ปรากฏในชาดกต่างๆ เพี้ยนไปจากความเป็น สามัญญผล ของ กฎแห่งกรรม อันเป็นลักษณะธรรม.. เป็นธรรมดาในธรรมชาติ ที่รวมความลงที่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เมื่อความไม่เข้าใจในกฎแห่งกรรม.. เกิดปรากฏมากขึ้นในสังคม จึงเป็นสาเหตุนำไปสู่การทำลาย ศีลธรรม ที่เป็นพื้นฐานหลักในโครงสร้างอารยธรรมของสังคมมนุษยชาติ ให้สูญเสียสภาวะและอำนาจหน้าที่ไป จนกลายเป็นสังคมวิปลาส.. วิบัติเสื่อมถอยจากคุณธรรม (ศีลธรรม)

ปรากฏการณ์การใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม เข้าไปปกครองดูแล.. เพื่อจัดระเบียบสังคมจึงเกิดขึ้น โดยอาศัยกฎหมาย กฎสังคม ที่ออกแบบด้วย จิตวิปลาสธรรม เป็นเครื่องมือ และเชื่อมโยงกับการใช้เทคโนโลยียุคไอทีที่มีความรวดเร็ว ส่งสืบต่ออย่างไร้เขตคั่น และสามารถเข้าถึงบุคคลทุกระดับได้อย่างรวดเร็ว จนก่อเกิด “ภาวะการรับรู้ยุคไวไฟ” (State of Perception in the Wi-Fi Age) ขึ้น ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างดียิ่ง หาก สติปัญญา ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จะล้มเหลวทันที เมื่อขาด สติปัญญา ในการรู้เท่าทันสภาวธรรมที่ปรากฏ...

ภาวะการสูญเสียสมดุลในการเรียนรู้ในธรรมชาติจากการศึกษาของจิตวิปลาส จึงเกิดขึ้น ก่อให้เกิดการรับรู้ภายนอกเร็วเกินกว่าการรู้ใจตนเอง จึงนำไปสู่การสร้างขยะความคิด .. มลพิษแห่งจิตขึ้น ด้วยไม่รู้เท่าทันกิเลสที่คุกคามใจตน และนำไปสู่ความไม่รู้เท่าทันเจตนา.. สัญญาจึงนำชีวิต ปัญญาจึงอ่อนล้าติดตามไม่ทัน..

คนในสังคมยุคใหม่ จึงมีลักษณะโมหะนำชีวิต เป็นปกติวิสัย.. คติ วิญญาณ และวิตก จึงมีกำลังแรง แต่ปัญญากลับอ่อนลง ข้อมูลจึงท่วมท้นจิตใจ ให้ไหลหลงอยู่กับการผูกยึดถือ.. ด้วยโมหจิตครอบงำ..

การเข้าไปจัดระเบียบสังคมด้วยโมหจิต.. จึงเป็นผลพิษร้ายต่อสังคมมนุษยชาติ ที่ส่วนใหญ่ขาดการพิจารณาให้เห็นเหตุผล อันเป็นสังคมที่มีลักษณะ “ข้อมูลมาก.. แต่ขาดปัญญา”

อะไรๆ จึงเกิดขึ้นได้อย่างไร้ภาวะปกติ.. โดยเฉพาะการกระทำที่ ไม่ละอาย.. ไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม “ด้วยภาวะไร้รู้ธรรมของจิต” ในสัตว์ยุคใหม่ ที่สามารถรวมตัวกันได้อย่างรวดเร็ว เกาะกลุ่มกันได้อย่างเหนียวแน่น และมีพลังชักนำสังคมไปในทิศทางการสร้างความเสื่อมสูญอารยธรรมได้อย่างไม่ยาก

ภาวะ Disruption ในอิทธิพลยุคไอทีจึงปรากฏเกิดขึ้นในทุกภาคสังคม เพื่อการสลายโครงสร้างสังคมเดิม.. แม้ ดีอยู่แล้ว ให้เปลี่ยนแปลงไป แม้จะ เลวกว่าเดิม.. ด้วยการขาดปัญญาเห็นเหตุผลและเข้าถึงสัจธรรม.. (โมหจิต)

การถาโถมเข้าสู่กระแสไอทีของคนในสังคมยุคนี้ จึงเกิดขึ้นให้เห็นในทุกองคาพยพสังคม ก่อเกิดภาวะ “อารมณ์ปัจจัยถาโถม” ไร้สติเป็นด่านกรอง.. ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องชำระล้าง..

ภาวะวิกฤตคุณธรรม-ความดี ที่เป็นอันตรายยิ่งต่อมนุษยชาติ จึงเกิดขึ้น.. ส่งผลให้ กฎแห่งกรรม ต้องทำงานอย่างหนัก เมื่อการให้ผลเกิดขึ้นรวดเร็วเท่ากับ กรรม ..โดยเฉพาะเมื่อกำหนดเข้าสู่ยุค วจีกรรม.. เร็วกว่า กายกรรม.. และเมื่อบรรจบกับประสิทธิภาพของไอทีในการเชื่อมโยงชักนำ จึงก่อเกิด “กรรมหมู่” ขึ้น เนื่องด้วยการหลงพร้อมกันตามหลัก อุปาทานโมหะหมู่..

มหันตภัย.. จากการจัดระเบียบภายใน (จิต) ที่เสียสมดุลจึงเกิดขึ้น และส่งผลต่อการสูญเสียภาวะสมดุล (คุณธรรม) อย่างยากจะหลีกเลี่ยง.. ของสัตว์ในสังคม “อุปาทานโมหจิตหมู่” ที่เรียกสั้นๆ ว่า.. “โรคอุปาทานหลงพร้อมกัน” (Delusional Disorder : DSM-5).. ชื่อปัจจุบันของ DSM-5 คือ Delusional Disorder, Shared Type หรือ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, Fifth Edition.

เจริญพร

dhamma_araya@hotmail.com

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระเบียบใหม่ตะวันออกกลาง อิหร่าน คือชาติมหาอำนาจ

สงครามตะวันออกกลางที่เป็นการสู้รบกันระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ถึงขณะนี้ก็ยังไม่แน่ชัดว่า หลังจากนี้ จะกลับมาเปิดฉากสู้รบ-ปะทะกันอย่างหนักอีกหรือไม่

ดร.เอนก เตือนสังคมศาสตร์ไทย ไร้รากเหง้า ระวังกลายเป็น 'ศาสตร์ไร้จิตวิญญาณ'

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ชวนสังคมศาสตร์ไทยกลับมาศึกษารากเหง้าตัวเอง ชี้ใช้ทฤษฎีตะวันตกได้ แต่ต้องรู้ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม-ภูมิปัญญาไทยให้พอกัน เตือนหากเอาแต่เป็

ปมเสี่ยง จุดสลบ รัฐบาลสีน้ำเงิน-อนุทิน

แม้รัฐบาล "อนุทิน ชาญวีรกูล" หรือ "อนุทิน 2" จะเป็นรัฐบาลมาแค่ 3 เดือนกว่า แต่เห็นชัดว่าเจอหลายปมร้อนการเมืองโหมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา

สู่พรรษาปี ๒๕๖๙ .. ณ วัดป่าฯ สกลนคร!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เข้าถึง วันเข้าพรรษาปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ตรงกับ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๖๙ พระภิกษุ-สามเณร และชาววัด ต่างมีกิจอันสำคัญยิ่งที่ถือปฏิบัติสืบกันมา ได้แก่ การแสวงหาที่พักจำพรรษา.. ซึ่งปีที่ผ่านมาได้รับนิมนต์ไปพักอยู่จำพรรษาที่ วัด DVMP (Dhamma Vinaya Monastery of Pune - India) ที่ศรัทธาชาวพุทธอินเดียสร้างถวาย ด้วยมูลค่าที่มากกว่า ๑๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมราคาที่ดินที่ถวายโดยเศรษฐีที่ดินอินเดียชาวฮินดู ตั้งอยู่ในนครปูเน่ รัฐมหาราษฏระ บนทำเลที่เหมาะควรต่อการเป็น สัปปายสถาน

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"