ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาแสดงวิสัยทัศน์และนำเสนอนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน เพื่อหวังผลคะแนนเสียงเลือกตั้ง รวมถึงการส่งตัวแทนพรรคไปร่วมเวทีดีเบต-นำเสนอนโยบายตามเวทีต่างๆ ที่จัดขึ้นหลายแห่ง
ซึ่งเวทีภาคประชาชน ก็เป็นเวทีสำคัญที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน โดยพบว่าเมื่อ 25 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) จัดงาน “Festival กป.อพช. x เครือข่ายภาคประชาชน Kick Off ข้อเสนอนโยบายภาคประชาชนถึงพรรคการเมือง” โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนกว่าร้อยคนจาก 20 กว่าองค์กรทั่วประเทศเข้าร่วม เช่น เครือข่ายสมัชชาคนจน เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ขบวนประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เครือข่ายนักกิจกรรมแห่งประชาคมปาตานี ขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงปกป้องสิทธิฯ กป.ตะวันออก มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายรักษ์ระนอง ชุมพร นักรบผ้าถุง สลัมสี่ภาค เครือข่ายสภาริมรางและเครือข่ายคนไร้บ้านจ.ขอนแก่น สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 10 พรรค เข้าร่วมเวที
นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานกป.อพช. กล่าวว่า เวทีนี้เป็นพื้นที่สาธารณะของกระบวนประชาชน ในการรวบรวมเสียงและประสบการณ์ตรง รวมทั้งข้อเสนอเชิงโครงสร้างจากผู้ได้รับผลกระทบจริงและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เพื่อนำเสนอไปยังพรรคการเมืองในฐานะสถาบันทางการเมือง ที่มีบทบาทโดยตรงในการกำหนดทิศทางประเทศ ทั้งในเชิงนโยบายการออกกฎหมาย และการใช้อำนาจรัฐ กป.อพช. ย้ำว่าข้อเสนอที่แนบมานี้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผ่านการแลกเปลี่ยนวิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้ามเครือข่ายอย่างจริงอย่างจริงจัง บนฐานของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีศรีความเป็นมนุษย์ จึงขอให้พรรคการเมือง พิจารณาข้อเสนออย่างรอบคอบ และแสดงจุดยืนหรือแนวทางตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมต่อข้อเสนอของพวกเราภาคประชาชน เพื่อเป็นข้อมูลต่อสาธารณะและเป็นฐานสำหรับการติดตามตรวจสอบ และการสื่อสารทางการเมืองในระยะต่อไป
เสนอกำหนดสิทธิกำหนดรูปแบบการปกครอง – จัดการตนเอง แก้ปัญหาความไม่สงบชายแดนใต้
ด้านตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนได้นำเสนอข้อเรียกร้องต่อตัวแทนพรรคการเมือง โดยกอนีต๊ะ สะรี ตัวแทนประชาคมปาตานี กล่าวว่า เป็นระยะเวลากว่าสองทศวรรษของความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เกิดความสูญเสียใหญ่ต่อคนในพื้นที่จากเหตุความไม่สงบมากกว่า 2 หมื่นครั้ง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็ก สตรี และกลุ่มเปราะบาง สิ่งเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวในการจัดการโครงสร้างความขัดแย้งและความยุติธรรมกับประชาชน ดังนั้นจึงมีข้อเสนอต่อพรรคการเมืองดังนี้ 1.สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครอง และการจัดการตนเองให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ วัฒนธรรมและบริบททางสังคม 2.สิทธิในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก การชุมนุม การดำเนินกิจกรรมทางการเมือง 3.รับรองสิทธิของคนพื้นเมือง คนดั้งเดิม ซึ่งคือประชาคมที่มีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา การดำรงชีพและทรัพยากร 4. กำหนดให้รัฐมีเจตจำนงทางการเมืองในการแสวงหาทางออกทางการเมือง หรือการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี โดยไม่ใช้ความรุนแรง
พร้อมกับขอให้พรรคการเมืองผลักดันนโยบายให้เกิดกระบวนการสันติภาพให้เป็นวาระแห่งชาติ สอดคล้องกับหลักการสากล และบรรทัดฐานระหว่างประเทศ นอกจากนี้ควรทบทวนการยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่ย กฎอัยการ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคง และผลักดันให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายได้รับการคุ้มครองพลเมืองตามหลักสากล ขณะเดียวกันต้องคุ้มครองทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ โดยจัดสรรแบ่งปันอย่างเป็นธรรม คืนภาษีให้ทั้งท้องถิ่น สร้างความยั่งยืนต่อคนและระบบนิเวศโดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ต่อไปของคนรุ่นต่อไป
สมัชชาคนจน จี้ ปฏิรูปนโยบายที่ดิน-ทรัพยากร ติงรัฐรวบอำนาจตัดสินใจ ขอยกเลิกหนี้เกษตรกร
ไพทูรย์ สร้อยสด ตัวแทนสมัชชาคนจน เปิดเผยว่า เกษตรกรรายย่อยในประเทศไทยเผชิญกับความยากลำบากมาอย่างยาวนานจากการผูกขาดเชิงนโยบายของรัฐ และโครงการพัฒนาของรัฐ รวมถึงการที่รัฐรวบอำนาจการตัดสินใจไว้เพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้เกษตรกรถูกกีดกันออกจากกระบวนการตัดสินใจในทุกระดับ ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องเริ่มจากการกระจายรายได้ และการปฏิรูปนโยบายด้านที่ดินและทรัพยากร โดยเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ ยกเลิกการรวมศูนย์อำนาจในการบริหารจัดการที่ดิน และกระจายอำนาจให้เกษตรกรและชุมชนมีส่วนร่วม แก้ไขปัญหาที่ดินโดยให้ชุมชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในการจำแนกและจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดินใหม่ พร้อมทั้งทบทวนกฎหมายให้ทันสมัย ครอบคลุมถึงการจัดการทรัพยากรน้ำ
ในด้านนโยบายวิถีชีวิตและการเข้าถึงปัจจัยการผลิต รัฐควรให้ความช่วยเหลือและชดเชยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐต้องไม่แสวงหากำไรจากการแก้ไขปัญหาคาร์บอนเครดิต โดยไม่ผูกโยงกับสิทธิในที่ดิน รวมถึงจัดตั้งโรงเรียนเกษตรนิเวศเพื่อพัฒนาความรู้และความยั่งยืนในการผลิต นอกจากนี้ รัฐต้องไม่เข้าร่วมหรือถอนตัวจากภาคีและข้อตกลงที่ละเมิดสิทธิของเกษตรกร โดยเฉพาะการทำข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งต้องไม่นำประเด็นด้านอาหารและการเกษตรไปเป็นเงื่อนไขในการเจรจา
ด้านนโยบายเศรษฐกิจ เสนอให้ยกเลิกหนี้เกษตรกร เปิดโอกาสให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการกำหนดราคา และส่งเสริมการใช้และพัฒนาพันธุกรรมท้องถิ่น พร้อมกันนี้ เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงปารีส และเรียกร้องให้เงินกองทุนจากองค์กรระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขวิกฤตสภาพภูมิอากาศต้องปราศจากเงื่อนไข โดยไม่ควรใช้วิธีการกู้ยืมเงินซึ่งจะสร้างภาระให้กับประเทศ
เสนอปลดล็อกที่ดินรัฐ สร้างที่อยู่อาศัยผู้มีรายได้น้อย
โยธิตา สิงหาราม เครือข่ายสภาริมราง จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เราต้องการเจตจำนงการเมืองอันแน่วแน่ โดยเสนอให้ทุกพรรคบรรจุนโยบายสิทธิในที่อยู่อาศัยเป็นนโยบายหลัก ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดหาให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยอย่างปลอดภัยและต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อเสนอ 6 ข้อประกอบด้วย 1.ต้องบรรจุสิทธิในที่อยู่อาศัยไว้ในรัฐธรรมนูญ 2.ขยายโมเดลที่ทำได้จริง เช่น โครงการห้องเช่าคนละครึ่ง และโครงการห้องเช่าราคาถูก 3.ปลดล็อกที่ดินรัฐ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและคนไร้บ้าน 4.การจัดตั้งกองทุนหลักประกันความมั่นคงเพื่อป้องกันการไร้บ้าน 5 .ปฏิรูปงบประมาณท้องถิ่นให้ยึดตามการใช้ชีวิตจริง และปรับปรุงอำนาจหน้าที่ให้สามารถดำเนินการที่อยู่อาศัย สำหรับคนมีรายได้น้อย และ6. ยกระดับศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งสู่การบริหารจัดการร่วมกันของภาคประชาสังคม
ทันตา เลาวิลาวัณยกุล เครือข่ายพนักงานบริการทางเพศ (เอ็มพาวเวอร์) กล่าวว่า มีพนักงานบริการทางเพศหลายแสนคนในประเทศ และได้ผลกระทบจากกฎหมายปราบปรามการค้าประเวณี ทั้งนี้ตลอด 40 ปีที่ผ่านมาเครือข่ายได้ต่อสู้มาโดยตลอดเพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิการเป็นแรงงาน ความยุติธรรม และไม่ได้รับโอกาสใด ๆ จึงมีข้อเสนอต่อพรรคการเมืองดังนี้ 1. ยกเลิกพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี 2539 (ยกเลิกความผิดทางอาญา) 2. จัดทำร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ รับรองการทำงาน และให้คุ้มครองผู้ใช้บริการ จดเบียนผู้ประกอบการ (ไม่ใช่พนักงานบริการ) และ3.การมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมาย และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพนักงานบริการทางเพศ
โดยในช่วงท้ายของการนำเสนอเครือข่ายภาคประชาชน กป .อพช .ได้ส่งมอบข้อเสนอต่อตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง 10 พรรค และเปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้ให้สัตยาบันกับภาคประชาชนในการผลักดันข้อเสนอหากได้เป็นรัฐบาล พร้อมประกาศการติดตามนโยบายที่ได้เสนอทุกพรรคการเมืองไป พร้อมรณรงค์ 8 กุมภากาเห็นชอบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"
สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.
บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..
เผชิญ .. วิกฤตการณ์ทับซ้อน .. ในสังคมปัจจุบัน!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่า.. กระแสโลกไหลเลื่อนเข้าสู่ร่องเวลาที่มี วิกฤตการณ์
แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ
ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น
“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล
“ความดี.. (ที่ไม่จริง) .. เป็นสิ่งที่ดี” ในกระแสสังคม .. วิปลาสธรรม !!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..

