เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในวิถีสังคมที่สับสนไปด้วยความลังเลสงสัยในสัจธรรม.. จึงได้เห็นปรากฏการณ์ “การทำอะไรเกินจริง” อยู่เสมอ จนเป็นที่มาของคำสั่งสอนว่า.. “อย่าทำอะไรเกินจริง” ที่หมายถึง พึงมีสติควบคุมจิต.. เพื่อรู้จักยับยั้งชั่งใจในการ คิด พูด ทำ สิ่งต่างๆ ที่ควรคำนึงถึง ความพอดี เหมาะสมกับความเป็นจริง ไม่นำไปสู่การบิดเบือน อยู่ภายในขอบเขตของธรรมและอรรถ และรู้จักประมาณตนว่า.. มีกำลังความสามารถที่ทำได้ตามความเป็นจริง..
การจะคิด พูด ทำอะไรๆ ที่ต้องเป็นจริง (สัจธรรม) จึงต้องเป็นคุณสมบัติของผู้มี สติปัญญา ..เป็นปกติ ที่สามารถ ผลิตภาวะรู้เท่าทัน ไว้กำกับจิตใจ เพื่อให้ดำรงอยู่อย่างเป็นปกติ ไม่ วิปลาสธรรม
ความไม่ วิปลาสธรรม .. เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในวิถีจิตของคนเราที่เป็นปุถุชน แต่เพราะเป็นเรื่องที่ยากนี่แหละ.. จึงต้องขวนขวายในการกระทำ เพื่อการเข้าถึงสมบัติอันควรของสัตว์ประเสริฐ ได้แก่ คุณธรรมความดี.. บุญกุศล ซึ่งจะเกิดมีขึ้นได้นั้น ก็ด้วยการขจัดความวิปลาสธรรม.. ตั้งแต่ในระดับสัญญาให้สิ้นไป.. เป็นเบื้องต้น
ดังในกระแสสังคมที่วุ่นวายชุลมุนด้วยอิทธิฤทธิ์ของกระแสข่าวสารไร้พรมแดนยุคดิจิทัล ที่เกลื่อนกราดไปด้วย สภาวะสัญญาวิปลาส อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ จิตวิปลาส.. และทิฏฐิวิปลาส.. ที่ค่อนข้างเข้าสู่ วิกฤตการณ์ โดยเมื่อเห็นยอดวิวการเสพข่าวสารที่ วิปลาสสัญญา มากเกินปกติ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งในเรื่อง ความวิปลาส กับ ความไม่วิปลาสในสัญญา ที่ปรากฏในกระแสสังคม คือ ภาวการณ์รับรู้ ของผู้คนในปัจจุบันว่า.. มีคุณภาพการรับรู้เป็นอย่างไร... ซึ่งหมายถึง สภาพจิตใจมีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน.. ในการแยกแยะว่า อะไรตรงธรรม อะไรวิปลาสธรรม
ยิ่งเมื่อได้เห็นการปลุกเร้า กระแสความวิปลาสธรรม ให้เป็น กระแสแห่งความชอบธรรม อย่างไม่เกรงกลัวต่อ อำนาจแห่งธรรม ที่กำกับดูแลอยู่ โดยสร้าง กฎแห่งกรรม เข้าควบคุมทุกขณะจิตที่มีเจตนาไปตามธรรมนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็น กุศล.. หรือ อกุศลธรรม.. หรือไม่ว่าวิปลาส.. หรือไม่วิปลาสธรรม..
เฉกเช่นเรื่องราวของ การทำความดี ตามความเข้าใจในนิยามของคนทั่วไป แต่ ไม่ชอบธรรม มิหนำซ้ำ ผิดทั้งศีลธรรม.. และผิดทั้งกฎหมายบ้านเมือง แต่ถูกกระตุ้นให้เกิดความสำคัญมั่นหมายอย่างวิปลาสธรรม ว่า.. เป็นความดีที่ชอบธรรม (เพราะตรงใจกู) แม้ความดีนั้นจะผิดพระวินัย.. ผิดศีล ผิดธรรม และผิดกฎหมายบ้านเมือง...
ด้วยความไม่เข้าใจเรื่องการทำการงานว่าเป็นโทษหรือไม่เป็นโทษ จึงนึกคิดเอาเองตามประสาสัตว์โลก ว่า โลกเป็นอย่างนั้น.. โลกเป็นอย่างนี้.. ก่อเกิดทิฏฐิที่นำไปสู่การบัญญัติเอาเองว่า.. ฉันทำดี.. ความดีของฉัน.. ฉันเป็นเจ้าของความดีนั้น.. อย่างไม่เข้าใจในคำว่า สุจริต.. หรือ ทุจริต...
เรื่องดังกล่าวหากเกิดกับชาวบ้าน ก็คงเป็นเรื่องที่น่าสงสาร.. ควรแก่การอนุเคราะห์ไปตามเหตุปัจจัย.. แต่หากเกิดกับบรรพชิต.. พระภิกษุในพระพุทธศาสนา ก็ต้องกล่าวว่า รู้สึกน่าสมเพชเวทนา .. ด้วยการนุ่งห่มผ้ากาสาวะ.. อันเป็นธงชัยพระอรหันต์.. เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ นั้นหมายถึง ผู้ที่ประกาศสงครามเพื่อการชนะในทุจริตทั้งปวง ทั้งทางกาย วาจา ใจ ที่จะต้องมีทิฏฐิไม่วิปลาส
ผู้มีศรัทธาปสาทะในพระผู้มีพระภาคเจ้า.. เข้ามาขอบรรพชา-อุปสมบทเข้ามาในพระพุทธศาสนา ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ตรงตามพระพุทธานุญาต จะต้องทำความสำนึกที่เป็นจริงตรงธรรมเสมอ.. เพื่อการกระทำที่พอดี.. พอเหมาะ พอควร.. ในการทำความดีนั้นๆ อย่างไม่เกินจริง ประกอบ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่ไม่มีโทษ ด้วยความเข้าใจในสัจธรรมที่ว่า..
การกระทำที่ไม่เป็นโทษ เป็นกำลังสุจริต...
ย่อมเป็นมงคลแก่ผู้กระทำ..
ผู้กระทำย่อมเจริญก้าวหน้า..
ทั้งนี้ โดยการคำนึงถึงหลักเกณฑ์การกระทำใดๆ ที่ไม่เป็นโทษ (อนวัชชพละ) ว่า จักต้องเป็นดังนี้ คือ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกฎสังคม.. ไม่ผิดศีลและไม่ผิดธรรม
โดยมีความรู้..ความเข้าใจ ในหลักเกณฑ์ของ อนวัชชพละ ตามที่กล่าวมาว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างยิ่งต่อบัณฑิต.. สมณพราหมณ์ โดยเฉพาะพระภิกษุทั้งหลายในพระพุทธศาสนา เพื่อการสร้าง องค์ความรู้ ที่จะได้เข้าถึง สัจธรรม ในเรื่องนั้นๆ เมื่อต้องหาข้อสรุปในความย้อนแย้งที่ปรากฏ ว่า.. จะทำอย่างไร.. จึงได้ชื่อว่า เป็นการกระทำที่ไม่เป็นโทษ.. หากในบางเรื่องเป็นความขัดแย้งระหว่าง ศีลธรรมกับกฎหมาย หรือระหว่าง กฎหมายกับกฎสังคม (จารีตประเพณี) หรือในระหว่างกฎหมาย+กฎสังคม กับศีลธรรม หรือในที่สุด ระหว่าง กฎหมาย+กฎสังคม+ศีล กับธรรม โดยควรยึดหลักว่า ..การงานใดที่ไม่เป็นโทษนั้น จะต้องไม่ขัดแย้งกับธรรม .. (แม้ว่า จะขัดแย้งกับกฎหมาย.. กฎสังคมและศีล.. ก็ตาม..)
ผู้ที่ตั้งอยู่ใน อนวัชชพละ จึงต้องมีสติปัญญาประกอบความเพียรชอบ สามารถแยกแยะตัดสินได้อย่างถูกต้องในเรื่องนั้นๆ และจะต้องมีความกล้าหาญในการยืนอยู่บนความถูกต้อง อย่างไม่กลัวเกรงต่ออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น.. สำคัญยิ่ง คือ กล้าหาญในการตัดสินใจปฏิเสธ.. สิ่งที่ผิดไปจากธรรมทั้งปวง.. อย่างไม่หวั่นไหวเพื่อการทำหน้าที่อย่างซื่อตรงต่อไป.
ความกล้าหาญ .. จึงเป็นคุณสมบัติอันสำคัญยิ่งต่อการสนับสนุนผู้ที่จะทำการงานอย่างไม่เป็นโทษ (อนวัชชพละ) ภายใต้แรงกดดันมากมาย ทั้งจากผลประโยชน์ จากกระแสสังคม.. และสถานการณ์บ้านเมือง-เศรษฐกิจจากภายใน-ภายนอก ที่ท้าทายต่อความกล้าหาญในการทำหน้าที่อย่างซื่อตรงเสมอ.. เพื่อที่จะ...
๑ ..กล้ารักษาความถูกต้องโดยชอบธรรม.. ไม่ขวัญอ่อน ขี้ตกใจ.. จนเข้าไปเอื้อประโยชน์โดยมิชอบให้กับผู้กระทำทุจริต.. จนก่อเกิดการทำงานที่เป็นโทษในตนเอง
๒ ..กล้าปฏิเสธสิ่งที่ผิดศีลธรรม.. และที่สุดแม้ผิดศีล.. แต่ต้องไม่ผิดธรรม.. จึงไม่ต้องกล่าวถึงการผิดกฎหมาย.. ผิดจารีตประเพณีหรือกฎสังคม...
๓ ..กล้าหาญตัดสินใจตามความรู้ชอบ อย่างมีหลักการและเหตุผลตรงธรรม.. ไม่หวั่นไหวไปตามกระแสสังคมในโลกดิจิทัล ที่ใช้ อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หรือบุคคลที่มีอิทธิพลบนโซเซียลมีเดียเป็นเครื่องมือในการรุกเร้า ทำลาย ความน่าเชื่อถือ ความชอบธรรม
..ที่สุด.. ต้องกล้าหาญในการวางใจเป็นกลาง เมื่อกระทำหน้าที่โดยชอบธรรม.. อันถึงที่สุด.. โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ.. เรียกว่า.. ทำเรื่องนั้นๆ ให้ตรงกับเหตุปัจจัย... แล้วปล่อยวางให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยนั้น ด้วยจิตที่เป็นกลางๆ .. ไม่ต้องไปเร่งเร้า วิงวอน วิตกกังวลใดๆ.. ด้วยความเข้าใจอย่างเป็นธรรมดาว่า.. ธรรมทั้งหลาย เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย.. และสิ้นไปเมื่อเหตุปัจจัยสิ้นไป..
ดังนั้น ควรอย่างยิ่งในการช่วยกันให้สติกับสังคม จะได้ไม่หลงไปตามกระแสวิปลาสสัญญา.. จนสูญเสียคุณธรรมความดีของสัตว์ประเสริฐ พากันละทิ้งศีลธรรม.. ละเลยกฎหมายบ้านเมือง โดยหลงเข้าไปยึดหมายใน ความดีที่ผิดสัจจะ.. ดังที่มี การพูดเกินจริง.. ทำเกินตัว (ฐานะบทบาท/หน้าที่) และกลัวความจริง (ไม่เคารพสัจธรรม)
จึงได้เห็นปรากฏการณ์ข่าวดังมากมายในกระแสสังคมบ้านเรายามนี้ ที่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ตั้งอยู่บน “ความจริงและความดี” แม้ในแวดวงนักบวชบางหมู่ .. บางคณะ ที่ออกจะสุดโต่ง ด้วยความวิปลาส.. พูดจาบอกกล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม.. ไม่ใช่ธรรมของพระพุทธองค์.. ออกอาการสุดโต่ง ในการพูดเกินจริง เพื่อสร้างภาพ.. และมักจะทำอะไรเกินตัว เพื่อเล่นกระแส.. อย่างไม่กลัวเกรงต่อ ความจริง (สัจธรรม).. อย่างไม่เกรงกลัวต่อความจริง .. ที่เป็นธรรม!
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความบังเอิญ .. ที่ไม่บังเอิญ “ณ ภูทอก .. หลวงปู่จวนฯ”
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา เช้าวันพระในวันจันทร์ที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็น “วันอัฏฐมีบูชา”.. ได้เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจโครงการร้อยใจไทย สืบสานราชธรรมฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”.
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'ใครเป็นพวกหัวรุนแรงถอนรากถอนโคน : เมืองไทยในรอบกว่าสิบปี'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความ
ภาวะผกผันระหว่างบ้านเมือง-ศาสนา ในกระแสสติอ่อนล้า .. ของสังคม!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามข่าวสารรอบด้านที่เชื่อมสัมพันธ์กันทั้งทาง บ้านเมืองและฝ่ายศาสนา.. ได้เห็นปรากฏอาการ “โลกล้ำ-ธรรมล้น” อันเป็นไปตามสมัยวัตถุนิยม ที่แสดงถึง ภาวะอ่อนล้าของสติ สัมปชัญญะ โดยมวลรวมของภาคสังคม.. อันน่าศึกษายิ่ง
ภัยร้าย .. ต่อศาสนา ปัญหา .. เสพติดเทคโนโลยี!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ภายใต้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ จึงได้เห็น ความเปลี่ยนแปลงในความดำรงอยู่.. อันดำเนินไปตามเหตุปัจจัย.. ที่สะท้อนความเป็นจริงว่า.. ทุกอย่างเป็น.. ธรรม ธรรม.. เป็นไปตามเหตุปัจจัย..
“เมื่อโลกล้ำ.. ธรรมล้น..” ... กาลโกลาหลจึงบังเกิด!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... นับว่า วิถีโลก เข้าสู่กาลโกลาหลเต็มตัว เมื่ออำนาจเทคโนโลยียุคไอทีผลักดันสังคมเข้าสู่กระแสดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ.. จึงได้เห็น กาลโกลาหลในกระแสสังคมดิจิทัล ที่แม้แต่ ศาสนจักร ยากจะปฏิเสธ
'ดร.เอนก' แนะพึ่งพากันอย่างรู้แจ้ง ชี้ทางสว่าง '2 ผู้นำมหาอำนาจ'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เขียนบทความเรื่อง "เมื่ออาเซียน ยุโรป และผองชาติอำนาจอื่นๆ ต้องร่วมแก้ปัญหาให้ พญาอินทรีและพญามังกร"

