
ภายหลังการเฉลิมฉลองเทศกาลประเพณีสงกรานต์ได้ผ่านพ้นไปแล้วนั้น ประเทศไทยได้กลับเข้าสู่ภาวะของสภาพเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางมรสุมสงครามในตะวันออกกลางและความถดถอยของเศรษฐกิจโลกอันส่งผลให้ประชาชนเริ่มระมัดระวังในการใช้จ่าย มีการขอขยับราคาสินค้าตามกลไกตลาดและราคาพลังงานโดยเราเริ่มเห็นข่าวการปลดพนักงานในบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งของโลกรวมถึงในประเทศไทย
นักวิชาการหลายสำนักพูดถึงคำว่า “วิกฤตซ้อนวิกฤต” หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอการเติบโตตัวหรือหยุดชะงัก แต่อัตราเงินเฟ้อกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Stagflation) และมีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 นี้ ประเทศไทยจะมีการเจริญเติบโตทางผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP (Growth Domestic Product) น้อยกว่า 2% ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกัน
แม้ว่ารัฐบาลจะเตรียมออกมาตรการช่วยค่าครองชีพเพิ่มมากขึ้นหรือรณรงค์เรื่องการประหยัดพลังงานในหลายบริบทแต่เพราะประเทศมีปัญหาและความท้าทายเชิงโครงสร้างเป็นเวลาช้านานทั้งในเรื่องของหนี้ภาคครัวเรือนและความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยนานนับสิบปี การจะทำให้เศรษฐกิจพลิกฟื้นอย่างรวดเร็วนั้นจึงเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่นอย่างเต็มกำลัง
ในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนต้องเร่งปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและ AI รวมถึงการหาตลาดใหม่ทดแทนแก้ไขเรื่องการขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน ไม่นับรวมถึงธุรกิจเอส เอ็ม อี ที่ขาดสภาพคล่องจนต้องปิดตัวเป็นรายวัน ประเทศไทยตอนนี้จึงไม่ใช่การอุปมาอุปไมยเป็นรถติดหล่มแต่อาจเป็นเรือที่มีรูรั่วอยู่หลายจุดไม่นับรวมถึงปัญหาคอร์รัปชันที่บั่นทอนกัดกร่อนประเทศของเราอย่างไม่เกรงใจประชาชน
ภาคประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งประกอบด้วยภาคประชาชน ชุมชน มูลนิธิ สมาคม กิจการเพื่อสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ สถาบันต่างๆ ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างก็ขยับตัวและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันและจริงจังในการแก้ไขปัญหาของประเทศมาโดยตลอด โดยในระยะเวลาหนึ่งปีเศษที่ผ่านมานั้นได้เห็นการเสริมสร้างความรู้ (Upskill) โดยมีมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลอาสาทำหน้าที่เป็นแม่งานในการจัดฝึกอบรมพัฒนาองค์ความรู้แก่คณะกรรมการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์กรไม่แสวงหากำไรในการออกไปรับใช้สังคมได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบันได้มีการจัดอบรม แล้วจำนวน 15 รุ่น มีองค์กรต่างๆ เข้ามาร่วมมากกว่า 200 องค์กรและมีสมาชิกกว่า 400 คนที่ได้ผ่านการอบรมจึงเชื่อมั่นว่าทุกๆ คนจะได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการอบรมในหลักสูตรนี้ไปพัฒนาองค์กรของตนและสร้างคุณค่า (value creation) ให้กับสังคมไทยได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนั้นจะเป็นการเสริมสร้างการปฏิบัติหน้าที่ด้วยหลักธรรมาภิบาลและยกระดับองค์กรไม่แสวงหากำไรสู่มาตรฐานสากล
ภาคประชาสังคมมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของสังคมไทยเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์และจะถึงระดับสุดยอดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้แล้วซึ่งหากภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็ง มีการพัฒนาองค์กรในแต่ละที่ แต่ละชุมชนได้เป็นอย่างดีและเป็นระบบแล้ว ภาคประชาสังคมจะสามารถเป็นผู้ขับเคลื่อนการกำหนดนโยบายให้กับภาครัฐได้ตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และถือเป็นความหวังของประเทศที่ภาคประชาสังคมมีความเข้มแข็ง และเข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายสาธารณะรวมถึงการแก้ไขปัญหาและความท้าทายต่างๆ ในระดับท้องถิ่นและชุมชนของตนเองได้โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือโดยตรงจากภาครัฐหรือภายใต้ระบบการเมืองที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ยังอยู่ภายใต้การครอบงำของนักการเมืองที่สืบทอดอำนาจผ่านระบบพรรคการเมืองและระบบโควต้าที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลงให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง
ดังนั้นการใช้กลไกของการมีส่วนร่วมพัฒนาองค์กรไม่แสวงหากำไรผ่านหลักสูตรการบริหารจัดการด้วยหลักธรรมาภิบาลของมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลจึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาสังคมและถือเป็นการจุดประกายแห่งความหวังในการร่วมกันแก้ไขวิกฤตของสังคมในมิติที่เกี่ยวข้องได้โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากใคร แต่เป็นการแก้ไขได้ด้วยความรู้และปัญญาที่ร่วมสร้างและพัฒนาขึ้นมาจากการมีส่วนร่วมของประชาชนเอง
บทความ คอลัมน์ พิจารณ์นโยบายสาธารณะ กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
เทวัญ อุทัยวัฒน์
กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ระเบียบโลกใหม่ที่ไร้ระเบียบกับการปรับตัวของสังคมไทย
ผู้อ่านหลายๆท่านน่าจะเห็นตรงกันว่าไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 มีปรากฏการณ์สำคัญๆที่ส่งผลต่อประชาคมโลกอย่างที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นพร้อมๆกันและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะอะไร ?
เมื่อช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานใหญ่สองงานที่อยากขอมาแชร์ให้ผู้สนใจด้านนโยบายสาธารณะได้ช่วยกันคิดต่อว่าเราจะช่วยกันให้ประเทศและสังคมก้าวต่อไปอย่างไรกันดี
หน้าที่พลเมืองในการแก้ปัญหาของประเทศ
ประเทศของเรากำลังเผชิญกับปัญหาและความท้าทายหลายประการทั้งในเชิงโครงสร้างและปัญหาอื่นๆที่สะสมมายาวนานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหนี้ภาคครัวเรือน ความสามารถด้านการแข่งขัน การขาดนวัตกรรมและสภาพคล่องของเอสเอ็มอี การเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ การทุจริตคอร์รัปชัน
ESG และ NET ZERO ในบริบทของกลุ่มเปราะบางในประเทศไทย
ในช่วงปีที่ผ่านมาหลังวิกฤติด้านสาธารณสุขของโรคระบาดโควิด 19 ประเทศไทยเริ่มฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและผู้คนจำนวนมากได้กลับสู่ชีวิตเป็นปรกติแม้จะมีส่วนหนึ่งที่ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงชีวิตหน้าที่การงาน
สังคมไทยภายใต้กระบวน การยุติธรรมหลาย มาตรฐาน
ต้องยอมรับว่าหลายๆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศเราในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นทำให้ระบบสังคมโดยเฉพาะระบบย่อยหลายระบบ เช่น เศรษฐกิจ ครอบครัว สาธารณสุข ความเชื่อและศาสนามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเจริญเติบโตด้านวัตถุ โครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี รถยนต์ไฟฟ้า หรือการนำปัญญาประดิษฐมาประยุกต์ใช้งานและธุรกิจต่างๆ
ความล้มเหลวของการศึกษาไทยสู่ปัญหาที่ขาดผู้รับผิดชอบ
ในแวดวงนักวิชาการด้านนโยบายสาธารณะต่างเห็นตรงกันว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศที่สำคัญลำดับต้นๆ คือการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ในหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ มาตรา 54 บัญญัติในสาระสำคัญว่า

