ถอดรหัส smart #1 Premium รถไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ไม่ได้มีดีแค่ประหยัด แต่ต้องขับสนุกและปลอดภัย

ในวันที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแข่งขันกันดุเดือด การมีแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ วิ่งได้ไกล หรือแปะหน้าจอขนาดยักษ์ไว้กลางคอนโซล อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้รถสักคันโดดเด่นขึ้นมาได้อีกต่อไป เพราะผู้บริโภคยุคนี้ต้องการมากกว่าคำว่า “รถไฟฟ้า” แต่ต้องการรถที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ขับดี ใช้งานสะดวก ปลอดภัย และมีบุคลิกเป็นของตัวเอง

smart #1 Premium จึงเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าจับตามอง ด้วยแนวคิดการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV ในรูปแบบพรีเมียมขนาดกะทัดรัด ผสานรูปลักษณ์ร่วมสมัย สมรรถนะจากระบบขับเคลื่อนล้อหลัง และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

พูดกันตรง ๆ รถคันนี้ไม่ได้มาในแนวรถเล็กที่เน้นประหยัดเพียงอย่างเดียว แต่พยายามนำเสนอความครบเครื่อง ตั้งแต่กำลังขับเคลื่อน ห้องโดยสาร ไปจนถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่

คำถามจึงไม่ใช่แค่รถคันนี้วิ่งได้กี่กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แต่คือ เมื่อพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดแล้ว smart #1 Premium มีอะไรให้คนใช้รถได้มากกว่าความเป็นรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป

272 แรงม้า ขับเคลื่อนล้อหลัง จุดขายที่ไม่ควรมองข้าม

เริ่มกันที่เรื่องหัวใจการขับเคลื่อน smart #1 Premium ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวชนิด PMSM ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือ RWD ให้กำลังสูงสุด 200 กิโลวัตต์ เทียบเท่าประมาณ 272 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 343 นิวตันเมตร

ตัวเลขนี้ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด เพราะมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถส่งแรงบิดได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มออกตัว ช่วยให้การเร่งแซงและการเพิ่มความเร็วทำได้ฉับไว โดยไม่ต้องรอรอบเครื่องยนต์เหมือนรถสันดาปทั่วไป

อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ที่ 6.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมโหมดการขับขี่ ECO, Comfort และ Sport ให้เลือกตามลักษณะการใช้งาน

จุดที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือการเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เพราะสำหรับผู้ที่มองรถยนต์ในมิติของการขับขี่ การจัดวางระบบขับเคลื่อนลักษณะนี้มีส่วนช่วยสร้างบุคลิกการควบคุมที่แตกต่างจากรถขับเคลื่อนล้อหน้าหลายรุ่น

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำลังและระบบขับเคลื่อนยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสนุกในการขับรถ การกระจายน้ำหนัก ช่วงล่าง การตอบสนองพวงมาลัย และการทำงานร่วมกันของระบบควบคุมเสถียรภาพ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ต้องพิสูจน์กันบนถนนจริง

สเปกบนกระดาษทำให้รถน่าสนใจได้ แต่การขับขี่จริงต่างหากที่จะบอกว่ารถคันนี้ดีเพียงใด

แบตเตอรี่ 66 kWh วิ่งสูงสุด 440 กม. ชาร์จเร็วรองรับชีวิตประจำวัน

ด้านพลังงาน smart #1 Premium ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุ 66 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระบุระยะทางขับขี่สูงสุดประมาณ 440 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP

หากพิจารณาจากแนวทางการใช้งาน รถระดับนี้มีศักยภาพรองรับทั้งการเดินทางในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัดระยะไม่ไกลมาก และการใช้งานประจำวันของคนที่ต้องการรถคันเดียวซึ่งทำหน้าที่ได้หลากหลาย

แต่ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัด ตัวเลข 440 กิโลเมตรเป็นระยะทางตามมาตรฐานทดสอบ ไม่ใช่คำรับประกันว่าจะวิ่งได้เท่านี้ทุกครั้งในชีวิตจริง เพราะระยะทางใช้งานขึ้นอยู่กับความเร็ว สภาพการจราจร อุณหภูมิ การใช้เครื่องปรับอากาศ น้ำหนักบรรทุก และรูปแบบการขับขี่

เรื่องการชาร์จก็ทำได้อย่างน่าสนใจ รองรับไฟฟ้ากระแสสลับ หรือ AC สูงสุด 22 กิโลวัตต์ และกระแสตรง หรือ DC สูงสุด 150 กิโลวัตต์ โดยการชาร์จ DC จากระดับ 10-80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสม

จุดนี้ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่สามารถวางแผนแวะสถานีชาร์จระหว่างทางได้ แต่ในทางปฏิบัติ ความเร็วในการชาร์จยังขึ้นอยู่กับกำลังของสถานีชาร์จ อุณหภูมิแบตเตอรี่ และเงื่อนไขของระบบในขณะนั้น

สำหรับคนเมืองที่มีจุดชาร์จประจำบ้านหรือที่ทำงาน ความสะดวกอาจไม่ได้อยู่ที่การชาร์จเร็วเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสามารถเติมพลังงานระหว่างทำกิจกรรมอื่นได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตมากนัก

ตัวถังกะทัดรัด แต่ฐานล้อยาว พื้นที่ใช้สอยต้องไม่เป็นรอง

smart #1 Premium มีความยาวตัวถัง 4,270 มิลลิเมตร กว้าง 1,822 มิลลิเมตร สูง 1,636 มิลลิเมตร และมีระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร ขนาดดังกล่าววางตำแหน่งตัวรถไว้ในกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัด เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่ต้องเผชิญทั้งถนนแคบ พื้นที่จอดรถจำกัด และการจราจรที่หนาแน่น ระยะฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตรเป็นอีกองค์ประกอบที่น่าสนใจ เพราะมีส่วนช่วยในการจัดสรรพื้นที่ห้องโดยสารให้รองรับผู้โดยสารได้ 5 ที่นั่ง ส่วนระยะห่างจากพื้นขณะไม่บรรทุกอยู่ที่ 182 มิลลิเมตร ตัวรถมีน้ำหนักเปล่า 1,800 กิโลกรัม และรัศมีวงเลี้ยว 5.5 เมตร โดยรัศมีวงเลี้ยวเป็นตัวเลขที่ควรพิจารณาควบคู่กับการขับขี่ในเมือง การกลับรถ และการเข้าจอดในพื้นที่จำกัด

ด้านพื้นที่เก็บสัมภาระ มีช่องเก็บของด้านหน้าขนาด 15 ลิตร และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 313-976 ลิตร เบาะหลังพับแยกแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บสิ่งของ ตัวเลขความจุสูงสุดด้านท้ายย่อมเกิดขึ้นเมื่อจัดวางเบาะตามเงื่อนไขที่เหมาะสม จึงควรพิจารณาทั้งพื้นที่ใช้งานปกติและพื้นที่เมื่อพับเบาะ หากต้องใช้รถขนสัมภาระเป็นประจำ

หัวใจของรถอเนกประสงค์ขนาดกะทัดรัดจึงไม่ได้อยู่ที่ขนาดภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบให้ทุกพื้นที่เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้รถในเมืองให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสมรรถนะ

ดีไซน์พรีเมียม รายละเอียดภายนอกเกินกว่ารถใช้งานทั่วไป

ในส่วนของรูปลักษณ์ smart #1 Premium มาพร้อมไฟหน้า Matrix LED ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED และไฟท้าย LED รวมถึงระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติและระบบ Follow Me Home มือจับประตูแบบซ่อนพร้อมไฟส่องสว่าง ประตูกระจกแบบไร้กรอบ และไฟส่องพื้นขณะเปิดประตู ช่วยสร้างภาพลักษณ์ร่วมสมัย ขณะที่ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วเพิ่มความโดดเด่นให้ตัวรถ กระจกมองข้างปรับและพับด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมปรับมุมลงอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ส่วนที่ปัดน้ำฝนด้านหน้าทำงานอัตโนมัติ และด้านหลังมีที่ปัดน้ำฝนพร้อมระบบฉีดน้ำล้างกระจก อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เพิ่มความสะดวกคือประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับด้วยเท้า รวมถึงหลังคากระจกพาโนรามิกชนิดกันความร้อนและราวหลังคา รายละเอียดเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้รถเร็วขึ้น แต่มีผลต่อประสบการณ์การใช้งานและความรู้สึกที่ผู้ขับขี่ได้รับในแต่ละวัน

อุปกรณ์ที่มีมากย่อมต้องพิจารณาควบคู่กับการบำรุงรักษาและความเหมาะสมกับการใช้งานจริง เพราะความเป็นรถพรีเมียมไม่ได้วัดกันเพียงจำนวนรายการอุปกรณ์ แต่ต้องรวมถึงคุณภาพการประกอบ ความทนทาน และบริการหลังการขายด้วย

ห้องโดยสารดิจิทัล จอใหญ่ เสียงดี พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสาร smart #1 Premium จัดอุปกรณ์มาในแนวทางรถยนต์ยุคดิจิทัลอย่างชัดเจน

หน้าจอสัมผัสกลางความละเอียด HD ขนาด 12.8 นิ้ว ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการควบคุมระบบต่าง ๆ เสริมด้วยมาตรวัดดิจิทัล Full-HD LCD ขนาด 9.2 นิ้ว และจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า หรือ HUD ขนาด 10 นิ้ว

ระบบเชื่อมต่อรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบนำทาง ระบบสั่งงานด้วยเสียง การเชื่อมต่อ 4G และ Wi-Fi

ด้านความบันเทิงติดตั้งระบบเสียง Beats® พร้อมลำโพง 13 ตำแหน่ง ช่วยเพิ่มมิติการฟังเพลงระหว่างเดินทาง

อย่างไรก็ตาม จำนวนลำโพงไม่ใช่ตัวตัดสินคุณภาพเสียงทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยด้านการออกแบบห้องโดยสาร ตำแหน่งลำโพง และการปรับจูนเสียงเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ควรทดลองฟังด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ

ส่วนความสะดวกสบายมีทั้งเบาะหุ้มหนัง เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบปรับหนุนหลัง 4 ทิศทาง และระบบทำความอุ่นเบาะคู่หน้าปรับได้ 3 ระดับ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังมีระบบทำความอุ่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีระบบกรองอากาศ PM2.5 + N95 + Carbon แท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และระบบไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบ Extended

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้จอแสดงผล คือความง่ายในการใช้งานจริง เมนูต่าง ๆ ต้องเข้าถึงสะดวก การสั่งงานไม่ควรทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ และระบบเชื่อมต่อต้องทำงานได้อย่างราบรื่น เพราะเทคโนโลยีที่ดีต้องช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่เพิ่มภาระให้คนขับ

 ระบบช่วยขับขี่จัดเต็ม แต่สติของคนขับยังสำคัญที่สุด

อีกด้านที่ smart #1 Premium ให้ความสำคัญคือระบบช่วยเหลือการขับขี่และความปลอดภัย ซึ่งมีรายการอุปกรณ์ครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมรถในสถานการณ์ปกติไปจนถึงการเตือนความเสี่ยงที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุ

ระบบสำคัญประกอบด้วย Adaptive Cruise Control (ACC) สำหรับควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ระบบเตือนการชนพร้อมช่วยชะลอความเร็วด้านหน้าและด้านหลัง ตลอดจนระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ELKA)

นอกจากนี้ยังมีระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบช่วยดึงพวงมาลัยกลับเมื่อรถออกนอกเลน (LDP) ระบบเตือนจุดอับสายตา (BSD) ระบบเตือนรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบเตือนรถวิ่งตัดผ่านด้านหลัง (RCTA) ระบบเตือนการชนก่อนเปิดประตู (DOW) ระบบจดจำป้ายจราจร (TSR) และระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ (DPM) ก็เป็นส่วนหนึ่งของชุดอุปกรณ์ที่ติดตั้งมา ด้านการช่วยจอดมีทั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ และเซ็นเซอร์กะระยะถอยจอด 12 จุด ส่วนระบบความปลอดภัยพื้นฐานประกอบด้วย ABS, EBD, BAS, CBC, ESC, TCS, HDC และ TPMS รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมนิรภัยระหว่างเบาะคู่หน้า

ยังมีเข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ระบบปลดล็อกประตูฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ และระบบเตือนคนรอบข้างขณะรถขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ

เมื่อดูจากรายการอุปกรณ์ จะเห็นว่ารถรุ่นนี้พยายามให้ความสำคัญกับความปลอดภัยหลายมิติ ทั้งการป้องกันอุบัติเหตุ การช่วยลดความรุนแรงเมื่อเกิดเหตุ และการช่วยผู้ขับขี่รับรู้สถานการณ์รอบตัว

แต่ต้องย้ำกันตรงนี้ว่า ระบบช่วยขับขี่ไม่ใช่ระบบขับรถแทนมนุษย์ ผู้ขับขี่ยังคงต้องควบคุมรถและพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ตลอดเวลา อีกทั้งประสิทธิภาพของระบบต่าง ๆ ยังขึ้นอยู่กับสภาพถนน สภาพอากาศ การมองเห็น และเงื่อนไขการทำงานของเซ็นเซอร์

สำหรับผู้ซื้อที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ควรตรวจสอบผลทดสอบการชนและคะแนนความปลอดภัยจากหน่วยงานอิสระ ตลอดจนรายละเอียดการรับรองอุปกรณ์ของรถรุ่นย่อยที่จำหน่ายจริงเพิ่มเติมด้วย

บทสรุป: รถไฟฟ้าที่น่าสนใจ ต้องวัดกันทั้งสมรรถนะและการใช้งานจริง

หากพิจารณาจากข้อมูลจำเพาะ smart #1 Premium เป็นรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมขนาดกะทัดรัดที่มีจุดขายชัดเจน ทั้งมอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 272 แรงม้า ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง แบตเตอรี่ 66 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดประมาณ 440 กิโลเมตร และความสามารถในการชาร์จ DC สูงสุด 150 กิโลวัตต์

ขณะเดียวกัน ยังเสริมอุปกรณ์ด้านความสะดวกสบาย ระบบความบันเทิง เทคโนโลยีเชื่อมต่อ และระบบช่วยเหลือการขับขี่หลายรายการ ทำให้ตัวรถมีองค์ประกอบที่ตอบโจทย์การเดินทางในชีวิตประจำวันได้อย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ดี ผู้ที่กำลังพิจารณาซื้อไม่ควรตัดสินใจจากตัวเลขแรงม้า ระยะทาง หรือจำนวนอุปกรณ์เพียงอย่างเดียว แต่ควรทดลองขับเพื่อประเมินการตอบสนองของพวงมาลัย ช่วงล่าง การเก็บเสียง ความสบายของเบาะ และการทำงานของระบบช่วยขับขี่ สนนราคา 1,449,000 บาท

smart #1 Premium จึงเป็นรถที่น่าจับตาในกลุ่มรถไฟฟ้าพรีเมียมขนาดกะทัดรัด จุดแข็งอยู่ที่การผสานสมรรถนะ เทคโนโลยี และความสะดวกสบายไว้ในแพ็กเกจเดียว ส่วนคำตอบสุดท้ายว่าจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายหรือไม่ ต้องวัดจากประสบการณ์ขับขี่จริง ราคา และบริการหลังการขายที่ผู้ซื้อได้รับ

นี่แหละคือสิ่งที่คนเล่นรถต้องดูให้ขาด เพราะรถดีไม่ได้หมายถึงรถที่มีตัวเลขสวยที่สุด แต่ต้องเป็นรถที่เหมาะกับชีวิตของคนใช้มากที่สุดด้วย


โดย นรินทร โชติภิรมย์กุล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปอร์เช่ เอเอเอสฯ ชวนสัมผัสยนตรกรรมสปอร์ต พร้อมข้อเสนอดาวน์ 0%* ในงาน AAS Roadshow at Central Ladprao 22–28 ต.ค.นี้

ปอร์เช่ เอเอเอสฯ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการรายแรกของประเทศไทย