
จากรถยนต์ขนาดกะทัดรัดสู่เอสยูวีพรีเมียมไซซ์กลาง smart #5 PREMIUM ขยับเกมครั้งสำคัญ ชูมอเตอร์ไฟฟ้า 363 แรงม้า แบตเตอรี่ 100 kWh ระยะทางสูงสุด 590 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP พร้อมสถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 400 kW จัดเต็มห้องโดยสารดิจิทัลและระบบความปลอดภัย ในราคาที่ระบุ 1,749,000 บาท

smart #5 PREMIUM คืออีกหนึ่งโมเดลที่สะท้อนทิศทางดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการขยายแนวคิดของ smart จากรถยนต์ขนาดกะทัดรัดไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ระดับพรีเมียมที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ให้พื้นที่โดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระมากขึ้น พร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จัดเต็มกว่าเดิม

กำลังสูงสุด 363 แรงม้า แบตเตอรี่ความจุ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางขับขี่สูงสุด 590 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP และระบบไฟฟ้า 800V ที่รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 400 กิโลวัตต์ คือจุดขายหลักที่ทำให้รถคันนี้น่าจับตา
แต่สำหรับคนเล่นรถเป็น สิ่งที่ต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลขคือ การนำสมรรถนะเหล่านี้มาใช้จริงได้ดีแค่ไหน ระบบชาร์จเร็วมีเงื่อนไขอย่างไร พื้นที่โดยสารตอบโจทย์ครอบครัวหรือไม่ และเมื่อเทียบกับเงิน 1.749 ล้านบาทแล้ว ผู้ซื้อได้ความคุ้มค่าเพียงใด

ขยายร่างจากรถเล็ก สู่เอสยูวีพรีเมียมที่พร้อมทำงานหนักขึ้น
การมาของ smart #5 PREMIUM เป็นการขยายขอบเขตของแบรนด์ไปสู่อีกกลุ่มตลาดอย่างชัดเจน เพราะรถเอสยูวีขนาดกลางต้องตอบโจทย์มากกว่าความคล่องตัวในการขับขี่ ต้องมีพื้นที่เพียงพอสำหรับผู้โดยสาร ต้องบรรทุกสัมภาระได้จริง ต้องเดินทางไกลได้อย่างมั่นใจ และต้องมีอุปกรณ์ที่ทำให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายขึ้น ตัวรถมีความยาว 4,695 มิลลิเมตร กว้าง 1,920 มิลลิเมตร สูง 1,705 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,900 มิลลิเมตร รองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่ง สัดส่วนดังกล่าวทำให้ smart #5 มีพื้นที่สำหรับจัดวางห้องโดยสารและสัมภาระมากกว่ารถขนาดกะทัดรัดตามแนวทางดั้งเดิมของ smart โดยเฉพาะระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,900 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการจัดสรรพื้นที่ระหว่างผู้โดยสารด้านหน้าและด้านหลัง

ด้านพื้นที่เก็บสัมภาระมีช่องเก็บของด้านหน้าขนาด 72 ลิตร และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้าย 630 ลิตรเมื่อไม่พับเบาะหลัง เพิ่มได้ถึง 1,530 ลิตรเมื่อพับเบาะ นี่คือความอเนกประสงค์ที่มีความหมายต่อการใช้งานจริง เพราะรถครอบครัวไม่ได้ขนแค่กระเป๋าเดินทาง แต่ยังต้องรองรับสิ่งของสำหรับกิจกรรมวันหยุด อุปกรณ์กีฬา และสัมภาระที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้โดยสาร อย่างไรก็ตาม ตัวเลขความจุสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อจัดวางเบาะตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ซื้อควรทดลองบรรทุกสัมภาระที่ใช้เป็นประจำ เพื่อประเมินว่ารูปทรงพื้นที่ท้ายรถตอบโจทย์หรือไม่ ส่วนระยะห่างจากพื้นใต้ท้องรถอยู่ที่ 197 มิลลิเมตรในสภาพไม่บรรทุก และ 175 มิลลิเมตรเมื่อบรรทุก เป็นอีกหนึ่งตัวเลขที่ควรพิจารณาสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางผ่านถนนต่างระดับ ทางลาด หรือเส้นทางนอกเมือง แต่ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า ระยะห่างจากพื้นมากไม่ได้หมายความว่ารถจะพร้อมลุยออฟโรดหนักโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องพิจารณาระบบขับเคลื่อน ยาง การป้องกันใต้ท้องรถ และรูปแบบการควบคุมรถร่วมด้วย

363 แรงม้า ขับหลัง แรงเหลือเฟือสำหรับเอสยูวีไฟฟ้า
หัวใจของ smart #5 PREMIUM คือมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวชนิด PMSM ขับเคลื่อนล้อหลัง หรือ RWD ให้กำลังสูงสุด 267 กิโลวัตต์ เทียบเท่า 363 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 373 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ที่ 6.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อพิจารณาจากตัวเลขกำลัง รถเอสยูวีคันนี้มีสมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการเร่งแซงและเดินทางบนทางหลวง ขณะเดียวกันก็มีโหมดการขับขี่ ECO, Comfort และ Sport ให้เลือกตามลักษณะการใช้งาน การเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลังยังเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับบุคลิกการขับขี่ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ รถมีน้ำหนักเปล่าถึง 2,260 กิโลกรัม น้ำหนักระดับนี้ทำให้การออกแบบช่วงล่าง ระบบเบรก และการควบคุมตัวถังมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ เพราะรถที่มีกำลังสูงไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมได้ดีเสมอไป

ผู้ผลิตระบุว่า smart #5 PREMIUM ใช้ช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ หรือ Double Wishbone และด้านหลังแบบมัลติลิงก์ พร้อมการเซ็ตช่วงล่างในแนวนุ่มนวลเพื่อความสบายในการเดินทาง ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ทำงานร่วมกับดิสก์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนล้ออัลลอยมีขนาด 20 นิ้ว ในทางวิศวกรรม ช่วงล่างปีกนกคู่และมัลติลิงก์เปิดโอกาสให้วิศวกรปรับพฤติกรรมการทำงานของล้อได้ละเอียด แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังขึ้นอยู่กับการเซ็ตสปริง โช้กอัพ บุช และการควบคุมตัวถังโดยรวม ดังนั้น จุดที่ควรพิสูจน์ในการทดลองขับคือ รถรับมือกับผิวถนนที่ไม่เรียบได้ดีเพียงใด การเข้าโค้งมีความมั่นคงหรือไม่ และระบบเบรกสามารถควบคุมมวลของรถได้อย่างเป็นธรรมชาติแค่ไหน
นี่คือเรื่องที่สเปกบอกได้เพียงบางส่วน ต้องขับจริงจึงจะตัดสินได้เต็มปาก

แบตเตอรี่ 100 kWh วิ่ง 590 กม. พร้อมระบบไฟฟ้า 800V
อีกหนึ่งจุดขายสำคัญคือแบตเตอรี่ความจุ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อมระยะทางขับขี่สูงสุด 590 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP แบตเตอรี่ขนาดนี้มีศักยภาพรองรับการเดินทางระยะไกลได้ดีขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถเป็นประจำระหว่างเมือง หรือมีแผนเดินทางในวันหยุดที่ต้องการลดจำนวนครั้งในการแวะชาร์จ อย่างไรก็ตาม ระยะทาง 590 กิโลเมตรเป็นตัวเลขตามมาตรฐานทดสอบ ไม่ใช่ระยะทางที่รับประกันว่าจะทำได้จริงในทุกสถานการณ์ การใช้พลังงานขึ้นอยู่กับความเร็ว ลักษณะเส้นทาง อุณหภูมิ การใช้เครื่องปรับอากาศ น้ำหนักบรรทุก สภาพยาง และพฤติกรรมการขับขี่ ผู้ที่เดินทางด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องอาจมีระยะทางใช้งานแตกต่างจากตัวเลขที่ระบุ สิ่งที่น่าสนใจกว่าแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ คือการใช้สถาปัตยกรรมไฟฟ้า 800V ซึ่งรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 400 กิโลวัตต์ตามข้อมูลทางเทคนิค ผู้ผลิตระบุว่าสามารถชาร์จจากระดับ 10-80% ได้ภายในเวลาน้อยกว่า 18 นาที ภายใต้เงื่อนไขการชาร์จที่เหมาะสม หากระบบสามารถทำงานได้ตามเงื่อนไขที่ระบุจริง ก็ถือเป็นจุดแข็งที่ช่วยลดเวลาหยุดพักระหว่างเดินทางได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ต้องขีดเส้นใต้ไว้ตรงนี้ว่า การรองรับกำลังชาร์จสูงสุด 400 กิโลวัตต์ ไม่ได้หมายความว่ารถจะชาร์จด้วยกำลังดังกล่าวตลอดเวลา
กำลังชาร์จจริงขึ้นอยู่กับความสามารถของสถานีชาร์จ อุณหภูมิแบตเตอรี่ ระดับประจุ และกราฟการรับพลังงานของระบบรถด้วย ผู้ซื้อจึงควรตรวจสอบสถานีชาร์จที่มีกำลังจ่ายเหมาะสมตามเส้นทางใช้งานจริง ด้านการชาร์จ AC รองรับกำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ ผ่านหัวต่อ Type 2 พร้อมระบบเบรกเพื่อจ่ายพลังงานกลับคืน หรือ Regenerative Braking สำหรับผู้ใช้รถไฟฟ้า การมีระบบชาร์จเร็วเป็นข้อได้เปรียบ แต่การชาร์จที่บ้านหรือที่ทำงานได้สะดวกก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อค่าใช้จ่ายและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ห้องโดยสารดิจิทัล จอ OLED คู่ HUD ใหญ่ถึง 25.6 นิ้ว
หากภายนอกสะท้อนความเป็นเอสยูวีพรีเมียม ภายในห้องโดยสารคือพื้นที่ที่ smart #5 PREMIUM พยายามแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว หน้าจอสัมผัสกลางแบบ Dual-OLED ขนาด 13.0 นิ้ว ทำงานร่วมกับมาตรวัดดิจิทัล Full-HD LCD ขนาด 10.25 นิ้ว และจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า หรือ HUD ขนาด 25.6 นิ้ว ซึ่งรองรับการแสดงภาพเสมือนจริง ระบบ HUD ช่วยนำข้อมูลที่จำเป็นมาแสดงในแนวสายตาของผู้ขับขี่ ลดความจำเป็นในการก้มมองหน้าปัด แต่ประโยชน์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับความชัดเจนของภาพ การจัดวางข้อมูล และความเหมาะสมกับตำแหน่งการนั่ง
ด้านความบันเทิง รถติดตั้งระบบเสียง Sennheiser พร้อมลำโพง 20 ตำแหน่ง รองรับ Dolby Atmos เพื่อสร้างประสบการณ์เสียงที่มีมิติมากขึ้น ระบบเชื่อมต่อรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย รวมถึงระบบนำทาง การสั่งงานด้วยเสียง อินเทอร์เน็ต 4G/5G, Wi-Fi, USB และ Bluetooth นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ และไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่เลือกได้ 256 สี อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ใช้รถ เทคโนโลยีที่ดีไม่ใช่แค่มีจอใหญ่หรือระบบเสียงหลายลำโพง แต่ต้องตอบสนองรวดเร็ว ใช้งานง่าย และไม่สร้างภาระให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนนบ่อยเกินไป นี่คือรายละเอียดที่ควรทดลองใช้ด้วยตัวเอง เพราะความทันสมัยของห้องโดยสารจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อทำให้การเดินทางสะดวกขึ้นจริง
เบาะหน้า-หลังมีระบบทำความอุ่น พร้อมระบายอากาศ
ความเป็นรถเอสยูวีระดับพรีเมียมยังสะท้อนผ่านอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่จัดมาให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
เบาะคู่หน้าหุ้มหนัง ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบปรับหนุนหลัง 4 ทิศทาง มีระบบจดจำตำแหน่งเบาะและระบบเลื่อนเบาะอัตโนมัติเพื่อความสะดวกในการขึ้น-ลง เบาะคู่หน้ามีทั้งระบบทำความอุ่นและระบบระบายอากาศ ปรับได้ 3 ระดับ ส่วนเบาะหลังปรับเอนไฟฟ้า พร้อมระบบทำความอุ่นและพนักพิงพับแยก 60:40 การให้ความสำคัญกับเบาะหลังถือเป็นประเด็นที่เหมาะกับรถครอบครัว เพราะผู้โดยสารไม่ได้มีเพียงคนขับและผู้โดยสารตอนหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสมาชิกในครอบครัวที่ต้องใช้เวลาเดินทางด้วยกัน ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอุณหภูมิซ้าย-ขวา พร้อมช่องปรับอากาศด้านหลัง และระบบกรองอากาศ PM2.5 + N95 + Carbon ช่วยเสริมความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร
ส่วนหลังคากระจกพาโนรามิกมีม่านหลังคาไฟฟ้า ช่วยให้เลือกเปิดรับแสงหรือปิดบังแสงได้ตามความต้องการ
รถยังมีแท่นชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย 2 ตำแหน่งด้านหน้า ระบบกุญแจอัจฉริยะพร้อมกุญแจการ์ด NFC ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับด้วยเท้า และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา
นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติและระบบเบรกฉุกเฉินขณะจอดรถ ช่วยเพิ่มความสะดวกในพื้นที่จอดที่มีข้อจำกัด ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวทางของรถที่พยายามทำหน้าที่มากกว่าพาหนะเดินทาง แต่เป็นพื้นที่ใช้ชีวิตอีกส่วนหนึ่งของเจ้าของรถ
อุปกรณ์ความปลอดภัยครบหลายมิติ แต่ต้องไม่ละเลยการทดสอบจริง
ในด้านระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ smart #5 PREMIUM ติดตั้งอุปกรณ์หลายรายการ ตั้งแต่ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ระบบเตือนการชนพร้อมช่วยชะลอความเร็วด้านหน้าและด้านหลัง ไปจนถึงระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในสถานการณ์ฉุกเฉิน (ELKA)
ยังมีระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน ระบบช่วยดึงพวงมาลัยกลับเมื่อรถออกนอกเลน ระบบเตือนจุดอับสายตา ระบบเตือนรถวิ่งตัดผ่านด้านหลัง และระบบเตือนการชนก่อนเปิดประตู ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ เซ็นเซอร์กะระยะถอยจอด 12 จุด และระบบปรับไฟสูงอัจฉริยะ ก็เป็นส่วนหนึ่งของชุดอุปกรณ์ช่วยเหลือ ด้านความปลอดภัยพื้นฐานมีถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมนิรภัยระหว่างเบาะคู่หน้า พร้อมระบบ ABS, EBD, BAS, CBC, ESC, TCS, HDC และ TPMS ยังมีระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบป้องกันการโจรกรรม ระบบล็อกพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ และระบบปลดล็อกประตูฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
สำหรับครอบครัวที่มีเด็ก การมีจุดยึดเบาะนิรภัยสำหรับเด็กเป็นสิ่งสำคัญ แต่ควรตรวจสอบตำแหน่งและความเข้ากันได้ของเบาะนิรภัยกับรถก่อนใช้งานจริง แม้อุปกรณ์จะครอบคลุมหลายด้าน แต่การมีระบบช่วยขับขี่จำนวนมากไม่ได้เป็นหลักประกันว่ารถจะปลอดภัยเหนือกว่าคู่แข่งโดยอัตโนมัติ ผู้ซื้อควรพิจารณาผลทดสอบการชนจากหน่วยงานอิสระ การทำงานของระบบในสถานการณ์จริง และรายละเอียดของรุ่นที่จำหน่ายจริงประกอบกัน ที่สำคัญ ระบบช่วยขับขี่มีหน้าที่สนับสนุนผู้ขับขี่ ไม่ใช่ขับรถแทนมนุษย์ ผู้ขับขี่ยังคงต้องมีสมาธิและพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา
ราคา 1,749,000 บาท โจทย์ใหญ่คือความคุ้มค่าในระยะยาว
มาถึงประเด็นที่ผู้ซื้ออยากรู้มากที่สุด smart #5 PREMIUM มีราคาตามข้อมูลที่ได้รับอยู่ที่ 1,749,000 บาท สิ่งที่ได้คือเอสยูวีไฟฟ้าขนาดกลางที่มีกำลัง 363 แรงม้า แบตเตอรี่ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ระยะทางสูงสุดตามมาตรฐาน WLTP 590 กิโลเมตร และระบบไฟฟ้า 800V ซึ่งรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 400 กิโลวัตต์ ภายในยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายรายการ ทั้งเบาะหน้าและหลังพร้อมระบบทำความอุ่น ระบบระบายอากาศเบาะคู่หน้า จอ HUD ขนาดใหญ่ ระบบเสียง Sennheiser และระบบช่วยเหลือการขับขี่จำนวนมาก
บทสรุป: smart #5 PREMIUM รถไฟฟ้าที่ต้องวัดกันมากกว่าตัวเลขบนกระดาษ
smart #5 PREMIUM เป็นก้าวสำคัญของการขยายแนวคิด smart สู่ตลาดเอสยูวีไฟฟ้าพรีเมียมขนาดกลาง ด้วยจุดขายที่ชัดเจนทั้งกำลัง 363 แรงม้า แบตเตอรี่ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางขับขี่สูงสุด 590 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP และระบบไฟฟ้า 800V ที่รองรับการชาร์จ DC สูงสุด 400 กิโลวัตต์ ตัวรถยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายสูงสุด 1,530 ลิตร ช่วงล่างแบบปีกนกคู่ด้านหน้าและมัลติลิงก์ด้านหลัง พร้อมห้องโดยสารดิจิทัลและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครอบคลุมทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ในราคา 1,749,000 บาท จึงเป็นรถที่มีองค์ประกอบน่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเอสยูวีไฟฟ้าซึ่งรองรับทั้งการใช้ชีวิตในเมือง การเดินทางระหว่างจังหวัด และกิจกรรมในวันหยุด
อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องพิสูจน์เพิ่มเติมคือระยะทางใช้งานจริง ประสิทธิภาพการชาร์จภายใต้เงื่อนไขที่พบได้จริง ความสบายของช่วงล่าง การควบคุมตัวถัง และต้นทุนการเป็นเจ้าของในระยะยาว เพราะรถที่ดีไม่ใช่แค่รถที่แรงที่สุด วิ่งไกลที่สุด หรือชาร์จเร็วที่สุด แต่ต้องเป็นรถที่นำความสามารถเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้จริง และเหมาะสมกับชีวิตของคนจ่ายเงินซื้อไปใช้
smart #5 PREMIUM จึงมีจุดขายมากพอที่จะเรียกความสนใจ แต่คำตอบสุดท้ายว่าคุ้มกับเงิน 1.749 ล้านบาทหรือไม่ คุณต้องไปทดลองขับว่าตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่
โดย นรินทร โชติภิรมย์กุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
smart #3 Sport Coupé SUV สวยสปอร์ต 272 แรงม้า! วิ่ง 455 กม. เคาะราคา 1.549 ล้าน
smart #3 Sport Coupé SUV เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ด้วยการผสมผสานรูปลักษณ์
ลองขับ MAZDA CX-6e อีวี พิสูจน์ DNA ซิ่งนุ่ม คุมแม่น สไตล์มาสด้า
มาสด้า CX-6e ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา ลองขับจริงจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้ากาญจนบุรี เจอทั้งรถติด ทางด่วน และถนนหลากหลายรูปแบบ
ปอร์เช่ เอเอเอสฯ ชวนสัมผัสยนตรกรรมสปอร์ต พร้อมข้อเสนอดาวน์ 0%* ในงาน AAS Roadshow at Central Ladprao 22–28 ต.ค.นี้
ปอร์เช่ เอเอเอสฯ โดย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการรายแรกของประเทศไทย
GWM รายงานยอดขายต่างประเทศเดือนกันยายนเติบโต 19.40%
GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มทั่วโลก ภายใต้แนวคิด
ถอดรหัส smart #1 Premium รถไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ไม่ได้มีดีแค่ประหยัด แต่ต้องขับสนุกและปลอดภัย
ในวันที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแข่งขันกันดุเดือด การมีแบตเตอรี่ก้อนใหญ่ วิ่งได้ไกล หรือแปะหน้าจอขนาดยักษ์ไว้กลางคอนโซล
อีซูซุปล่อยหมัดเด็ด! 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo 204 แรงม้า 500 นิวตันเมตร เขย่าตลาดปลายปี
อีซูซุเปิดเกมรุกตลาดยานยนต์ไตรมาสสุดท้าย ส่งขุมพลังดีเซลใหม่ ISUZU 2.2 Ddi MAXFORCE Biturbo ชูเทคโนโลยีเทอร์โบคู่

