กว่าจะถึงอเมริกาใต้
เปิดหัวมาอย่างนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้ทันทีว่า “ไม่ง่าย” ก่อนจะเล่าเรื่องการเดินทางในอเมริกาใต้ ขออนุญาตเล่าถึงอุปสรรคการเดินทางเข้าอเมริกาใต้สัก 1 ตอนนะครับ
ศรีลังกาลาแล้ว
นาอูชา คนขับตุ๊กๆ ผู้กลายมาเป็นเพื่อน เมื่อคืนนี้เขาจอดตุ๊กๆ ค้างคืนไว้ที่ลานจอดรถแห่งหนึ่ง ดื่มเบียร์กับผมแล้วเขาก็โบกตุ๊กๆ กลับบ้าน เช้านี้โดยสารตุ๊กๆ ของคนอื่นไปยังตุ๊กๆ ของตัวเอง จ่ายค่าที่จอด 150 รูปีแล้วขับมาหาผมที่โรงแรม
วัดกัลยาณีและเพื่อนชาวศรีลังกา
มหาวงศ์-พงศาวดารศรีลังกาบันทึกไว้ว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังเกาะลังกา 3 ครั้งตลอดพระชนม์ชีพ ครั้งที่ 3 คือบริเวณวัดเกลานิยะ (Kelaniya Temple) หรือ “วัดกัลณียา” ชานกรุงโคลัมโบในปัจจุบัน
ความเป็นไทยในโคลอมเบีย
ท่ามกลางผู้ที่เตะต่อยเป้ามวยไทยอยู่บนเวทีหอประชุมมหาวิทยาลัยซานโตโทมัส หนึ่งในนั้นคือท่านสรยุทธ ชาสมบัติ เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐโคลอมเบีย ส่วนคนล่อเป้าคือเดวิด กอนซาเลซ ประธานสมาพันธ์มวยไทยแห่งโคลอมเบีย อดีตแชมป์มวยไทยรุ่นเล็กของภูมิภาคลาตินอเมริกา
วัดหลวงพ่อโตแห่งเมืองแคนดี
ออกจากวัดพระเขี้ยวแก้วแล้วผมก็แวะกินมื้อค่ำที่ร้าน The Pub บนถนน Sri Dalada Veediya มีเครื่องดื่มเป็นเบียร์ 2 ไพนต์ ตามด้วยสุรากลั่นจากน้ำตาลจั่นมะพร้าวหรือที่เรียกว่า “อารัค” อีก 2 แก้ว ก่อนเรียกเก็บเงินเดินกลับที่พักเวลาประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง
สักการะพระเขี้ยวแก้ว
“ผู้ใดครองพระเขี้ยวแก้ว ผู้นั้นได้สิทธิ์ครองราชบัลลังก์” ชาวศรีลังกาถือคตินี้สืบต่อกันมาช้านาน แต่หากจะกล่าวใหม่ว่า “ผู้ใดครองราชบัลลังก์ ผู้นั้นได้สิทธิ์ครองพระเขี้ยวแก้ว” ดูจะตรงตามความเป็นจริงมากกว่า
แคนดีกับการเสียกรุงและความเกี่ยวข้องกับสยาม
หากกล่าวกันตามความเป็นจริง ศรีลังกา หรือชื่อเดิมคือ “ราชารตะ” อันมีเอกราชสืบต่อมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าวิชัยที่เสด็จมาจากดินแดนในอนุทวีปอินเดียและได้ก่อตั้ง “ราชอาณาจักรทัมบาปันนี” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.1 นั้น
ทะเลสาบแคนดีและพระอุบาลีเถระ
ศรีลังกามีประวัติความเป็นชาติยาวนานมากกว่า 2,600 ปี ใน 14 ศตวรรษแรกราชธานีอยู่ที่อนุราธปุระ จากนั้นย้ายไปที่โปลอนนารุวะเกือบ 2 ร้อยปี ธรรมเปนียะ 1 ร้อยกว่าปี กัมโพละไม่ถึง 1 ร้อยปี โกตเตเกือบ 2 ร้อยปี สิตาวกะช่วงสั้นๆ ก่อนจะถึงกรุงกัณฏี หรือ “แคนดี” ดินแดนเอกราชผืนสุดท้ายบนเกาะลังกา
สิกิริยา–ดัมบุลลา
ฝนพรำลงมาตั้งแต่เช้าตรู่ หรืออาจตกโปรยปรายมาหลายชั่วโมงก่อนรุ่งสางก็เป็นได้ ผมเดินลงจากบ้านต้นไม้ของเกสต์เฮาส์อย่างระมัดระวังเพราะกลัวจะลื่นไถลตกบันไดรับอรุณ
มอง ‘สิกิริยา’ จาก ‘ปิดูรังกาลา’
เราจะกล่าวได้หรือไม่ว่า “ชนใดใส่ใจในอาหารเช้า ชนนั้นมีอารยธรรม” และอาจกล่าวต่อไปได้ว่า “ลักษณะของอาหารเช้าบ่งบอกพื้นฐานงานอาชีพ” อย่างเช่น ถ้าอาหารเช้าของชนชาติใดมากไปด้วยสารอาหารประเภทแป้งและจัดเตรียมไว้หลากหลายชนิด ประชากรหลักของถิ่นฐานนั้นน่าจะประกอบอาชีพเกษตรกรรม

