
นาอูชา คนขับตุ๊กๆ ผู้กลายมาเป็นเพื่อน เมื่อคืนนี้เขาจอดตุ๊กๆ ค้างคืนไว้ที่ลานจอดรถแห่งหนึ่ง ดื่มเบียร์กับผมแล้วเขาก็โบกตุ๊กๆ กลับบ้าน เช้านี้โดยสารตุ๊กๆ ของคนอื่นไปยังตุ๊กๆ ของตัวเอง จ่ายค่าที่จอด 150 รูปีแล้วขับมาหาผมที่โรงแรม
ผมเคยเข้า “สีมา มาลากา” โบสถ์กลาง “ทะเลสาบเบรา” ของวัดคงคารามเมื่อเกือบ 3 สัปดาห์ก่อน ทั้งสองสถานที่นี้อยู่ห่างกันประมาณ 200 เมตร ปกติแล้วตั๋วของสีมา มาลากา ใช้เข้าวัดคงคารามได้ มีอายุการใช้งานภายในวันเดียวกัน ซึ่งตอนโน้นผมยังไม่ได้เข้าวัดคงคาราม นาอูชาบอกว่าวันนี้ให้นำตั๋วใบเดิมไปด้วย เขาจะพูดกับเจ้าหน้าที่เพื่อขออนุโลมให้ แต่พอถึงหน้าวัดผมดึงตั๋วออกมา นาอูชาไม่ทันได้พูดอะไร เจ้าหน้าที่ก็ผายมือเชิญให้เข้าวัด
หากเจ้าหน้าที่ไม่คิดว่าเป็นตั๋วที่ผมเพิ่งซื้อ ก็คงเพราะวัดกำลังมีการบูรณะซ่อมแซมอยู่หลายส่วน อาจไม่จำเป็นต้องใช้ตั๋วอยู่แล้ว สำหรับชาวศรีลังกาอย่างนาอูชานั้นเข้าสถานที่แห่งใดก็ไม่ต้องใช้ตั๋ว เพราะตั๋วมีไว้ขายนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น
วัดคงคารามมหาวิหารสร้างขึ้นเมื่อร้อยกว่าปีก่อน มีลักษณะสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างศรีลังกา ไทย จีน และอินเดีย ออกทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างโดยเจ้าของบริษัทขนส่งชาวศรีลังกานาม “ดอน บาสเตียน” เศรษฐีท่านนี้ยังได้นำหน่อของต้นพระศรีมหาโพธิ์จากอนุราธปุระมาปลูกและดูแลด้วยตนเอง

ในวัดมีหอบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (แต่ผมไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน) วิหาร เจดีย์ พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ปัจจุบันวัดมีชื่อเสียงด้านการสร้างสาธารณกุศล ทั้งดูแลสวัสดิภาพของผู้พิการ เด็กกำพร้า อุปถัมภ์ผู้ไร้บ้าน และยังมีโรงเรียนสอนสามเณรด้วย
ผมเคยได้ยินว่าวัดมีโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งว่ากันว่ามากจนเกินไปเมื่อเทียบกับขนาดของวัด เข้ามาชมก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ แม้ในส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์ก็จัดแสดงสิ่งสะสมอย่างอัดแน่นในพื้นที่เล็กๆ ทำให้ดูเหมือนห้องเก็บคอลเลกชันส่วนตัวของใครบางคนมากกว่า อีกทั้งไม่มีป้ายชื่อบ่งบอกวัตถุที่จัดแสดง

ส่วนที่ผมประทับใจมากที่สุดคือภายในพระวิหารที่มีประติมากรรมรูปคนและเทวดาจำนวนมาก อาจเป็นปูนปั้นหรือไฟเบอร์ ประดับตกแต่งบนผนังและเพดานอย่างวิจิตรงดงาม ดูเหมือนเคลื่อนไหวมีชีวิต คล้ายล่องลอยอยู่ในนภากาศ
ออกจากวิหารเดินไปยังเจดีย์พุทธคยาจำลอง มีพระพุทธรูปจำนวนมากวางอยู่ด้านหน้าพระเจเดีย์ วางเรียงอยู่เป็นแถว เป็นชั้น ต่อๆ กันขึ้นไป ชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุคงประมาณ 30 ปีกำลังยืนดูพระเจดีย์ เขาพูดกับนาอูชาว่าพระเจดีย์นี้จำลองมาจากพุทธคยา นาอูชาเป็นมุสลิม อาจจะไม่รู้เรื่องนี้ ผมเลยเข้าไปคุยแทนนาอูชา

คุยกันไม่กี่ประโยค ชายหนุ่มคนนี้ก็บอกว่าเขาเป็นเหลนของ “อนาคาริก ธรรมปาลา” ชาวศรีลังกาผู้ก่อตั้งสมาคมมหาโพธิ์ และได้อุทิศตนให้กับการฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดีย โดยเฉพาะการเรียกคืนพุทธคยาจากชาวฮินดูกลุ่มมหันต์ที่เข้าไปครอบครองพื้นที่และย่ำยีโบราณสถาน-โบราณวัตถุ อีกทั้งท่านยังเป็นทูตของพุทธศาสนาที่ได้เดินทางไปเผยแผ่พระธรรมของพระพุทธองค์ถึง 3 ทวีป ได้แก่ เอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ รวมถึงเป็นหนึ่งในผู้ทำการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ
ชายหนุ่มพำนักในประเทศออสเตรเลีย ไม่ค่อยมีโอกาสกลับมาเยี่ยมศรีลังกา ครอบครัวของเขาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่และมีชื่อเสียงของศรีลังกา Don Caloris and Sons โดยผู้ก่อตั้งบริษัทก็คือ “ดอน แคโรลิส เหววิตรเน” บิดาของ “ดอน เดวิด เหววิตรเน” ชื่อเดิมของท่านอนาคาริก ธรรมปาลา
หลานชายของท่านธรรมปาลาบอกผมว่าครอบครัวของเขากำลังจะถวายเฟอร์นิเจอร์ให้กับวัดชุดใหญ่หลังการบูรณะเสร็จสิ้น นอกจากนี้เขาก็สารภาพว่าเพิ่งรู้ไม่นานนี้เองว่าคนในตระกูลของเขาได้ทำสิ่งดีงามให้กับพุทธศาสนาและประเทศชาติไว้มากมาย
เขาเล่าประวัติของท่านธรรมปาลาให้ผมฟัง ซึ่งก็เล่าย่นย่อได้เป็นอย่างดี และที่ผมไม่เคยทราบคือ “เอ็ดมุนด์ เหววิตรเน” น้องชายคนสุดท้องของท่านธรรมปาลา (พี่น้อง 3 คน) ถูกอังกฤษจับตัวและขังคุกในเมืองจาฟฟ์นาจากข้อหาก่อจลาจลอันเกี่ยวเนื่องกับการรณรงค์เรียกร้องเอกราช และทรยศหน้าที่ในฐานะทหารกองหนุน หลังจากอยู่ในเรือนจำได้ 5 เดือนเขาก็เสียชีวิตลงด้วยโรคไข้ไทฟอยด์เพราะไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอ

คุยกันอยู่พักใหญ่ พอเขาปลีกตัวไปทางอื่นผมก็เดินไปทางต้นโพธิ์ น่าเสียดายที่ต้นโพธิ์แลดูไม่โดดเด่นเพราะเหมือนจะอยู่ชิดกำแพงรั้ว และถูกล้อมด้วยอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ผมเดินหาห้องน้ำแต่ไปเจอรูปเคารพศาสนาฮินดูตั้งอยู่ที่มุมหนึ่งของวัด รวมถึงศิวลึงค์และโยนี
เข้าไปยังห้องหนึ่งที่มีพระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ ข้างๆ มีป้ายแสดงใจความว่า พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรขนาดเท่าองค์จริงในวัดพระแก้วมรกต พระบรมมหาราชวัง มอบให้วัดคงคาราม โดยกรมศิลปากร ราชอาณาจักรไทย เนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา พ.ศ.2559 เป็นฝีมือการแกะสลักของอาจารย์สาคร โสภา ใช้หยกอย่างดีจากประเทศเมียนมา

ระหว่างที่ผมอยู่ในวัด นาอูชาจะเดินคุมเชิงอยู่ห่างๆ แล้วก็ถึงเวลาที่เขารอคอยมานาน ผมยินดีให้เขาพาไปที่ร้านขายของที่ระลึกชื่อ Laksaru เป็นร้านค้าขนาดใหญ่ เข้าใจว่าเพิ่งเปิดไม่กี่ปี ชื่อคล้ายกับ Laksala ร้านขายของที่ระลึกของรัฐ
ผมตั้งใจจะซื้อชาศรีลังกาหรือชาซีลอนอยู่แล้ว ได้ชิมทั้งชาร้อนและกาแฟร้อนท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวเพราะไฟฟ้าดับ อาการน้ำมูกไหลและจามเริ่มถามหาเพราะพักผ่อนน้อย สติสัมปชัญญะทำงานไม่เต็มที่ อีกทั้งการแนะนำสินค้าอย่างเหนือชั้นของลุงสิริเสนา ผู้จัดการวัย 71 ปี ทำให้ผมซื้อง่าย ซื้อแบบไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน ซื้อทุกอย่างที่แกเชียร์ บางอย่างดูราคาผิด นึกว่า 750 รูปี แต่ตอนหลังเห็นว่าเป็น 3,750 รูปี เหตุเพราะเลข 3 เขียนห่างจากเลข 7 เป็นนิ้ว
ถือว่าเป็นการซื้อของฝากที่เยอะอย่างที่ไม่เคยซื้อมาก่อนในชีวิต ตอนคิดเงินลุงสิริเสนาลดให้ 5 เปอร์เซ็นต์ แกว่าปกติไม่เคยลดให้ใคร
นาอูชาได้ค่าคอมมิชชั่น 5 เปอร์เซ็นต์จากยอดทั้งหมด ขอพาผมไปเลี้ยงข้าวบริยานีและไก่ทันดูรีที่ร้านชื่อ Sulthan Palace ใกล้ๆ ศาลาว่าการเมือง เขาว่านี่คือร้านที่อร่อยสุดในกรุงโคลัมโบ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่ค่อยรู้จัก
เขาจอดตุ๊กๆ อย่างช่ำชองที่หน้าร้าน บนรากต้นไม้ใหญ่ ระหว่างลำต้นกับรถยนต์คันหนึ่ง เดินนำผมขึ้นไปชั้น 2 ของร้าน ปกติร้านเปิดเครื่องปรับอากาศแต่วันนี้ไฟดับทั่วเมือง ต้องเปิดหน้าต่าง ไก่ทันดูรีและข้าวบริยานีอร่อยสมกับที่นาอูชาโม้ไว้จริงๆ ตอนเรียกเก็บเงินเขาไม่ยอมให้ผมดูบิล เป็นไปได้ว่าเขาอาจควักเนื้อนิดหน่อย นอกเหนือจากค่าคอมมิชชั่นที่ได้รับจากร้าน Laksaru
นาอูชาแวะหน้าทางเข้าอุทยานวิหารมหาเทวีซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับศาลาว่าการเมือง เขาซื้อบุหรี่ 1 ตัวจากร้านรถเข็นริมทาง บอกว่าสูบเฉพาะตอนที่มีความสุข เช่นเดียวกับเมื่อคืนที่สูบหลังดื่มเบียร์เสร็จ
ผมขอให้เขาแวะที่โรงแรมเพื่อรับกระเป๋าที่ฝากไว้แล้วไปส่งผมที่สถานีรถไฟ Colombo Fort ผมซื้อตั๋วไปนีกัมโบ เมืองใกล้สนามบินนานาชาติบันดารานายาเก (ประมาณ 8 กิโลเมตร) เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นผมต้องบินกลับเมืองไทยในเที่ยวบินที่เช้ามากชนิดที่ว่าไม่กล้าเสี่ยงเดินทางไปขึ้นเครื่องจากโคลัมโบ (ห่างกันราว 35 กิโลเมตร) และนีกัมโบคือเมืองที่ผมลงเครื่องแล้วเข้าพักค้าง 2 คืนเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน ขากลับขึ้นเครื่องจึงคิดว่าควรพักที่นีกัมโบ การจัดการเกี่ยวกับที่พักและรถไปสนามบินจะง่ายกว่า
นาอูชาช่วยแบกกระเป๋าเดินไปส่งถึงชานชาลา เขาไม่ทวงค่าโดยสารด้วยซ้ำ และผมก็เกือบลืมจ่าย เขาว่าถ้ามีเงินไม่พอสำหรับค่าโรงแรมคืนนี้ ไม่ต้องจ่ายเขาก็ได้ ยิ่งทำให้ผมต้องรีบจ่าย กล่าวคำอำลา และอวยพรให้เขาโชคดี

แต่เท่าที่ทราบ ชาวศรีลังกาเวลานี้น้อยคนที่จะโชคดี ประเทศกำลังประสบวิกฤตเศรษฐกิจขั้นรุนแรง ไม่รู้ว่าผู้คนที่ผมพานพบเมื่อสี่ห้าเดือนก่อนจะเป็นอย่างไรกันบ้าง
ระหว่างนั่งรถไฟหมายจะไปลงที่สถานีนีกัมโบ ผมเปลี่ยนแผนกะทันหัน ลงที่ Katunayake South เพราะเห็นว่าใกล้สนามบินมากกว่า (ประมาณ 3 กิโลเมตร) และลุงคนหนึ่งในรถไฟที่มองเห็นอาการลังเลของผมพูดขึ้นว่า “แอร์พอร์ต ลงนี่เลย”
อีกไม่กี่นาทีต่อมาผมก็สรุปกับตัวเองว่า เลยไปลงนีกัมโบน่ะดีแล้ว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมทีไร การเมืองมาเต็ม!
วันเสาร์ผมเข้าเวรทำข่าวตั้งแต่หกโมงเช้าครับ แล้วก็นั่งอยู่กับเรื่องฝนเรื่องน้ำไปเกือบทั้งวัน
แด่...อาจารย์ 'ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์'
ไปซะแล้วอีกราย!!!...อาจารย์ ดอกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว จากเยอรมนี จะไม่เขียนถึง ไม่คิดอุทิศเนื้อที่นี้เพื่อการรำลึก คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก
งานเลี้ยงเลิกรา
สัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนกันยายน ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุราชการประจำปี 2569 แวดวง “สีกากี” ปีนี้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
'เสรีพิศุทธ์-เรวัช' เลือกใครดี?
วันนี้มีซองหลงทางครับ ไม่ได้มาทางอีเมล ไม่ได้เข้าทาง Inbox แต่ผมไปเจอเข้าเองตอนเลื่อนเฟซบุ๊ก
วันนี้…สวัสดีกันหรือยัง
เมื่อวานบอกว่าจะขอหยุดอยู่โลกใบนี้สักวัน วันนี้ก็ยังอยู่ครับ ไม่ได้กลับไปสามโลกกับคุณปิยะแล้ว

