
ในปี ค.ศ. 2011 อังกฤษได้มีการออกพระราชบัญญัติที่เรียกว่า the Fixed-Term Parliament ที่กำหนดให้การยุบสภาก่อนครบวาระจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับเสียงเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนสองในสาม ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบแผนประเพณีในการยุบสภาครั้งใหญ่ของอังกฤษและของโลกเลยก็ว่าได้ ผู้ที่มีบทบาทในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขเงื่อนไขในการยุบสภาผู้แทนราษฎรคือ โทนี เบน (Tony Benn) นักการเมืองปีกซ้ายจัดของพรรคแรงงาน โดยโทนี เบนแสดงถึงความกังวลถึงแบบแผนการยุบสภาเดิมที่ให้ลำพังนายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯขอให้พระมหากษัตริย์ยุบสภา เพราะถ้าพระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจวินิจฉัยส่วนพระองค์ไปในทางใดก็ตามที่เป็นการปฏิเสธหรือยืนยันคำแนะนำของรัฐบาล ที่ไม่ได้มาจากการลงคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร การใช้พระราชอำนาจดังกล่าวนี้อาจจะทำให้เกิดการต่อต้านจากพรรคที่มีอำนาจอยู่ในขณะนั้น และนำพาให้อนาคตของตัวสถาบันพระมหากษัตริย์เองไปสู่ใจกลางของปัญหาข้อถกเถียงทางการเมือง
ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงกติการในการยุบสภา โดยการเสนอให้มีกฎหมายกำหนด “วาระที่ตายตัวของสภาฯ” มีเหตุผลดังต่อไปนี้คือ ๑. เพื่อความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง (ดูรายละเอียดในตอนที่แล้ว) และ
๒. เพื่อลดทอนอำนาจในการยุบสภาของนายกรัฐมนตรี
ด้วยกติกาแบบเดิม ทำให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจเพิ่มมากขึ้นเหนือเพื่อนร่วมงานของเขา ทำให้เขาสามารถควบคุมรัฐมนตรีและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรุ่นใหม่ในพรรคของเขาโดยถ้าคนเหล่านี้ตั้งท่าจะแตกแถว นายกรัฐมนตรีจะตอบโต้โดยใช้การยุบสภาฯเป็นมาตรการในการบีบบังคับควบคุมคนเหล่านั้น อย่างกรณีของนาย John Major สามารถควบคุมกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคอนุรักษ์นิยมที่จะแตกแถวในกรณีนโยบายเกี่ยวกับ the Maastricht ด้วยการขู่ว่าจะยุบสภาฯก่อนครบวาระ แต่ถ้ามีกฎหมาย “วาระที่ตายตัว” นายกรัฐมนตรีจะไม่สามารถใช้มาตรการดังกล่าวนี้ได้อีกต่อไป
๓. เพื่อการจัดการการเลือกตั้งที่ดีขึ้น
คณะกรรมาธิการการเลือกตั้งได้ให้ความสนใจในการมีสภาผู้แทนราษฎรที่มีวาระที่แน่นอนตายตัว (fixed term parliaments) มาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ดังนั้น หากมีแบบแผนกำหนดวาระของสภาผู้แทนราษฎรที่ตายตัวจะช่วยให้ผู้จัดการการเลือกสามารถตั้งเตรียมตัวได้ดีขึ้น เพราะรู้กำหนดการเลือกตั้งที่แน่นอนล่วงหน้าแล้ว
๔. เพื่อให้รัฐบาลสามารถวางแผนการบริหารงานได้ดีขึ้น
การที่สภาผู้แทนราษฎรมีวาระที่แน่นอนจะช่วยสร้างความคาดหวังที่สภาฯจะสามารถอยู่ได้ครบวาระ (ที่บ้านเราเรียกภาษาปากว่า ครบเทอม) ซึ่งการอยู่ครบวาระได้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐบาลเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือเป็นรัฐบาลผสม หรือเมื่อเสียงข้างมากของรัฐบาลมีจำนวนน้อยลง สภาฯที่มีวาระแน่นอนตายตัวจะช่วยให้รัฐบาลมีเวลาที่เหมาะสมในการออกกฎหมายและพัฒนาโครงการนโยบายต่างๆ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาอื่นๆที่จำเป็นต้องอาศัยเวลาในการบรรลุผล
๕. เพื่อเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์
จากการลดการใช้พระราชวินิจฉัยหรือกำหนดการใช้พระราชอำนาจวินิจฉัยขององค์พระมหากษัตริย์ จะช่วยหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ทางรัฐธรรมนูญที่อาจจะเกิดขึ้นจากการที่มีการถวายคำแนะนำต่อองค์พระมหากษัตริย์เพื่อให้มีการยุบสภาฯก่อนครบวาระ
ขณะเดียวกัน ก็มีข้อโต้แย้งต่อการกำหนดให้สภาฯมีวาระที่ตายตัวด้วย นั่นคือ
๑. การขาดความยืดหยุ่นและลดทอนความรับผิดชอบ (accountability)
การที่สภาฯมีวาระที่กำหนดไว้ตายตัวทำให้การเลือกตั้งทั่วไปไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในยามที่มันอาจจะมีความเหมาะสมที่จะยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ตัวอย่างได้แก่ ในกรณีที่นาย Antony Eden ตัดสินใจขอให้มีการเลือกตั้งก่อนสภาฯควรวาระในเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๙๕๕ ถือเป็นกรณีที่การยุบสภาฯมีความชอบธรรมที่จะยุบเพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น เขาได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก Churchill เร็วขึ้นเก้าวันหลังจากที่ Churchill ลาออก
การกำหนดวาระสภาฯที่ตายตัวจะทำให้รัฐบาลไม่มีอำนาจหรือถูกลดทอนอำนาจที่จะทดสอบความเห็นของประชาชนผ่านการเลือกตั้งในประเด็นสำคัญๆที่อาจจะเป็นผลประโยชน์ของชาติที่จะหยั่งเสียงประชาชน
การกำหนดวาระที่แน่นอนของสภาฯก่อให้เกิดความเคร่งครัดตายตัวสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่สภาวะที่รัฐบาลเป็น “เป็ดง่อย” ขาดเสียงไว้วางใจจากสภาฯ แต่ก็ไม่สามารถยุบสภาฯได้ ความกังวลดังกล่าวนี้มักจะอ้างอิงกรณีของ New South Wales ที่รัฐบาลที่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จนกว่าสภาฯจะครบวาระ เพราะเสียงข้างมากในสภาฯไม่ยอมลงมติให้มีการยุบสภา
๒. ไม่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ได้จริงๆ
ประสบการณ์ของสภาฯที่มีวาระที่แน่นอนในประเทศต่างๆชี้ให้เห็นว่า ข้อกำหนดให้สภาฯมีวาระที่แน่นอนนั้นอาจจะไม่ได้ผล เพราะในที่สุดแล้ว หากรัฐบาลใดมีความจำเป็นที่ต้องการยุบสภาฯก่อนกำหนด รัฐบาลก็มักจะหาทางใดทางหนึ่งที่จะยุบสภาฯจนได้ อย่างเช่นในกรณีของ ผู้นำเยอรมนี Helmut Kohl ในปี ค.ศ. ๑๙๘๒ และ Gerhard Schroder ในปี ค.ศ. ๒๐๐๕ ที่ตัวผู้นำเองพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้รัฐบาลพ่ายแพ้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเพื่อให้มีการยุบสภาฯ


ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องประหลาดมากที่ตัวรัฐบาลเยอรมันเองต้องการไม่ได้รับความไว้วางใจ แต่ความต้องการให้เสียงข้างมากของรัฐบาลคว่ำรัฐบาลนี้เป็นกุศโลบายที่หาทางจัดตั้งรัฐบาลผสมใหม่ที่มีเสถียรภาพความมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม
เรื่องราวการพยายามยุบสภาในการเมืองเยอรมันในปี ค.ศ. ๑๙๘๒ และ ค.ศ. ๒๐๐๕ ค่อนข้างจะสลับซับซ้อน และส่งผลให้เราอดคิดไม่ได้ว่า นักการเมืองที่ไหนๆก็ซับซ้อน ไม่ว่าจะตรากฎหมายออกมาอย่างไร พวกเขาก็มีปัญญาจะหากุศโลบายต่างๆในการหาช่องได้อยู่ดี
โปรดติดตามในตอนต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 12) จาก “แสงเงินแสงทอง” ถึง “วันใหม่ของชาติ” : การตีความและการใช้หลักฐานในงานศึกษาว่าด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490
ในตอนที่แล้ว ได้กล่าวถึงบทความ “รัฐประหาร 2490” ในฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้าที่เรียบเรียงโดย ณัฐพล ใจจริง ที่มีข้อความตอนหนี่งว่า “การรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มนายปรีดี
การทำประชามติครั้งที่สอง : เหตุผลเบื้องหลังประชามติเลือกระบอบการปกครองและการคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1905 อันนำไปสู่กำเนิดใหม่ของระบอบพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญนอร์เวย์ (ตอนจบ)
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่มีการทำประชามติครั้งของนอร์เวย์เพื่อออกจากสหภาพร่วมสวีเดนนอร์เวย์ นอกจากทำให้นอร์เวย์เป็นอิสระจากสวีเดนแล้ว กระแสธารความคิดในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่สำคัญคือในสังคม
การสืบราชสมบัติตามรัฐธรรมนูญไทย เหมือนหรือต่างจาก ประเทศอื่นๆที่ปกครองในระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ?
ในบทความเรื่อง “การสืบราชสมบัติภายใต้รัฐธรรมนูญไทย” โดย อาจารย์สมชาย ปรีชาศิลปกุล 15 Jun 2026 (ดูในลิงค์)
การทำประชามติแยกตัวจากสหภาพของนอร์เวย์ในปี ค.ศ. 1905: ประชามติครั้งแรก (ตอนที่ 4)
วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1905 นับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคสแกนดิเนเวีย โดย
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 11) จาก “แสงเงินแสงทอง” ถึง “วันใหม่ของชาติ” : การตีความและการใช้หลักฐานในงานศึกษาว่าด้วยรัฐประหาร พ.ศ. 2490
“ในสายพระเนตรของพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัต) ได้ทรงมีบันทึกให้ความเห็นถึงรัฐประหารครั้งนี้ว่า ‘เมืองไทยเปลี่ยนฉาก แสงเงินแสงทอง ความมืดมิดหายไปแสงสว่างกลับมา’” และ “ทรงเรียกบรรยากาศทางการเมืองหลังการรัฐประหารว่า ‘วันใหม่ของชาติ’”
สัมพันธภาพเชิงอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์สวีเดนกับรัฐสภาสตอร์ธิง ภายใต้บริบทระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ ค.ศ. 1814–1905 (ตอนที่ 3)
แม้ว่าในทางประวัติศาสตร์ นอร์เวย์จะต้องเข้าสู่สัมพันธภาพภายใต้สหภาพร่วมกับสวีเดนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสหภาพ (Act of Union) แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับดำเนินไปท่ามกลางความตึงเครียด

