อิสรภาพของ 'ทักษิณ ชินวัตร' วันที่อำนาจไม่คอยท่า ยุคสมัยไม่รอใคร!

11 พฤษภาคม 2569 คือวันที่ “ทักษิณ ชินวัตร” ได้รับการพักการลงโทษและก้าวออกจากเรือนจำ ภายใต้เงื่อนไขควบคุมเข้ม ทั้งการติดกำไล EM การรายงานตัวทุกเดือน และข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกจังหวัด

ในทางกฎหมาย นี่คือวันที่อดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ได้รับ “อิสรภาพ” กลับคืนมาอีกครั้ง แต่ในทางการเมือง วันเดียวกันนี้กลับสะท้อนอีกความจริงหนึ่งอย่างชัดเจนว่า อำนาจไม่ได้หยุดรอใคร และยุคสมัยก็เดินเลยยุคทักษิณไปแล้ว

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน การขยับตัวของทักษิณเพียงครั้งเดียวสามารถสะเทือนทั้งประเทศ พรรคการเมืองจำนวนมากต้องจัดตำแหน่งตัวเองใหม่ตามแรงกระเพื่อมจากชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ แต่ในปี 2569 สถานการณ์กลับไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในสถานะพรรคศูนย์กลางอำนาจเหมือนในยุคที่ชื่อของทักษิณเคยกำหนดทิศทางการเมืองไทย แม้ยังร่วมอยู่ในรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอีกต่อไป ขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับเติบโตขึ้นจนกลายเป็นแกนหลักทางการเมือง และถูกมองว่าเป็นพรรคที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุดในสมการการเมืองปัจจุบัน

ในอีกด้าน พรรคประชาชนยังคงครองพื้นที่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่เอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง พรรคเพื่อไทยจึงอยู่ในสภาพที่น่าอึดอัด จะสู้เกมอำนาจก็ไม่แข็งเท่าพรรคภูมิใจไทย จะสู้เรื่องกระแสการเมืองยุคใหม่ก็สู้พรรคประชาชนไม่ได้

นี่คือปัญหาใหญ่ที่สุดของเพื่อไทยในเวลานี้ เพราะยุคที่ชื่อของทักษิณสามารถพาพรรคชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ได้ปิดลงไปนานแล้ว แต่พรรคกลับยังไม่ยอมเดินออกจากวันวานเสียที

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อไทยพยายามสร้างภาพใหม่ พยายามทำให้สังคมเชื่อว่าพรรคกำลังเปลี่ยนผ่าน แต่ทุกครั้งที่เกิดกระแสข่าวเรื่อง “ทักษิณสั่งการ” หรือ “ทักษิณอยู่เบื้องหลัง” ภาพทั้งหมดก็พังลงแทบจะทันที

ปัญหาคือ สังคมจำนวนมากมองว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้กำลังสร้างอนาคตใหม่ แต่กำลังพยายามนำการเมืองแบบเดิมกลับมาใช้อีกครั้ง

จุดอันตรายที่สุดของพรรคเพื่อไทย คือการไม่ยอมรับความจริงว่า การเมืองไทยเปลี่ยนไปแล้ว

ในอดีต ทักษิณคือทั้งจุดขาย จุดแข็ง และเครื่องจักรสำคัญในการชนะเลือกตั้ง แต่ในปัจจุบัน ชื่อเดียวกันนี้กลายเป็นภาระทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสายตาของคนรุ่นที่เติบโตมากับความขัดแย้งทางการเมืองเกือบตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

คนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกผูกพันกับ “ยุคไทยรักไทย” เหมือนคนรุ่นก่อนอีกแล้ว ตรงกันข้าม หลายคนมองการเมืองแบบอิงตัวบุคคลว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศติดอยู่กับความขัดแย้งซ้ำเดิม

ขณะเดียวกัน ชื่อของทักษิณก็ไม่ได้มีเพียงภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคยชนะเลือกตั้งถล่มทลายเท่านั้น แต่ยังผูกติดกับคดีทุจริตและความขัดแย้งทางการเมืองที่ลากยาวเกือบตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

แม้ในทางกฎหมาย อดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้จะได้รับการพักโทษและเข้าสู่กระบวนการตามสิทธิที่กฎหมายกำหนดแล้วก็ตาม แต่ในทางการเมือง ภาพจำเหล่านั้นไม่ได้หายไปพร้อมคำพิพากษาหรือการพ้นเรือนจำ

และทุกครั้งที่ชื่อของทักษิณกลับมาอยู่ในสมการการเมือง ความทรงจำเรื่องความขัดแย้ง การใช้อำนาจ และข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ก็กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทุกครั้งซึ่งทักษิณกลับเข้าสู่พื้นที่ข่าว พรรคเพื่อไทยไม่ได้คะแนนนิยมกลับคืนมาเหมือนในอดีตอีกต่อไป

เพราะภาพของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ยังคงขยับบทบาททางการเมืองอยู่ตลอดเวลา ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วพรรคเพื่อไทยมีผู้นำของตัวเองจริงหรือไม่ หรือยังต้องรอ “เจ้าของพรรคตัวจริง” คอยกำหนดทิศทางอยู่เหมือนเดิม

คำถามนี้อันตรายมากสำหรับพรรคการเมืองที่กำลังสูญเสียความได้เปรียบทางการเมืองอยู่แล้ว

ยิ่งในวันที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างภาพของพรรคที่มีอำนาจจัดการเกมการเมืองได้จริง ขณะที่พรรคประชาชนก็ยึดพื้นที่ของกระแสการเมืองยุคใหม่เอาไว้แน่น พรรคเพื่อไทยจึงยิ่งดูไม่มีจุดยืนชัดเจน

พรรคไม่ได้เป็นเบอร์หนึ่งในเกมอำนาจอีกแล้ว และก็ไม่ใช่เบอร์หนึ่งในเกมความหวังใหม่เช่นกัน สิ่งที่เหลืออยู่ จึงมีเพียง “ชื่อเก่า” และ “ความสำเร็จในอดีต” ที่ถูกหยิบกลับมาพูดซ้ำอยู่ตลอดเวลา

แต่ปัญหาคือ การเมืองไม่เคยหยุดรอใคร พรรคที่ยังวนอยู่กับความสำเร็จเมื่อ 20 ปีก่อน ย่อมถูกพรรคที่เข้าใจการเมืองปัจจุบันแซงหน้าในที่สุด

ความจริงที่เพื่อไทยยังไม่ยอมรับ คือทุกครั้งที่ทักษิณกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมือง พรรคจะยิ่งเสียโอกาสในการสร้างผู้นำใหม่ทันที

เพราะตราบใดที่ชื่อของทักษิณยังลอยอยู่เหนือพรรค นักการเมืองรุ่นใหม่ภายในพรรคก็ไม่มีวันเติบโตขึ้นมาอย่างเต็มตัว

พรรคเพื่อไทยจึงติดอยู่ในวงจรเดิม คือพยายามพูดเรื่องอนาคต แต่กลับดึงอดีตกลับมานำทางตลอดเวลา นี่คือเหตุผลที่ภาพลักษณ์ของพรรคเริ่มดูเหนื่อยล้า และขาดพลังทางการเมืองอย่างชัดเจนในสายตาของประชาชนจำนวนมาก

ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคภูมิใจไทยที่กำลังขยายเครือข่ายอำนาจอย่างรวดเร็ว หรือพรรคประชาชนที่ยังมีพลังในโลกออนไลน์และในหมู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ เพื่อไทยยิ่งดูเหมือนพรรคที่กำลังหาทางของตัวเองไม่เจอ

ที่สำคัญ พรรคยังเผชิญปัญหาฐานเสียงเดิมเริ่มสั่นคลอน มวลชนจำนวนหนึ่งยังรักทักษิณ ยังผูกพันกับความทรงจำในอดีต และยังเชื่อว่าทักษิณคือผู้นำที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของประเทศ

แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนกลุ่มเดิมจำนวนไม่น้อยเริ่มเหนื่อยล้ากับการเมืองแบบเดิม หลายคนเริ่มรู้สึกว่า เพื่อไทยในวันนี้ไม่มีความชัดเจนทางอุดมการณ์อีกแล้ว

การจับมือทางการเมืองหลายครั้งทำให้ฐานเสียงสับสน และยิ่งเมื่อทักษิณกลับเข้ามาอยู่ในภาพการเมืองมากขึ้น ความรู้สึกว่า “พรรคไม่เคยเปลี่ยนจริง” ก็ยิ่งชัดขึ้นตามไปด้วย

นี่คือความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของเพื่อไทย เพราะหากวันหนึ่งพรรคเสียทั้งฐานเสียงเดิม และไม่สามารถดึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่กลับมาได้ พรรคจะเหลือเพียงโครงสร้างเก่า นักการเมืองเก่า และชื่อเสียงเก่าที่ค่อยๆ หมดพลังลงทุกปี

เพราะในโลกการเมืองปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถหยุดยุคสมัยเอาไว้ได้ตลอดไป แม้แต่คนที่เคยทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของประเทศก็ตาม

การพักโทษของทักษิณในครั้งนี้ จึงไม่ใช่สัญญาณของการกลับมาครองอำนาจทางการเมืองเหมือนในอดีต ตรงกันข้ามมันคือภาพสะท้อนชัดที่สุดว่า อำนาจทางการเมืองได้เปลี่ยนมือไปแล้ว และการเมืองไทยกำลังอยู่ในยุคใหม่ที่ไม่ได้หมุนรอบชื่อของทักษิณเหมือนเดิมอีกต่อไป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “อดีต” กับ “อนาคต” แต่กลับติดอยู่ตรงกลางจนเสียทั้งสองด้าน สู้ภูมิใจไทยในเกมอำนาจไม่ได้ สู้พรรคประชาชนในกระแสการเมืองยุคใหม่ไม่ได้ และยังไม่กล้าตัดขาดจากการเมืองแบบเดิมอย่างแท้จริง

ยิ่งพยายามดึงชื่อของทักษิณกลับมา พรรคก็ยิ่งถูกมองว่าไม่มีคำตอบใหม่สำหรับประเทศ การเมืองไทยวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อนอีกแล้ว ประชาชนไม่ได้มองหาผู้นำแบบเดิม และไม่ได้เชื่อว่าประเทศจะฝากอนาคตไว้กับคนเพียงคนเดียวได้อีกต่อไป

ในโลกการเมืองแบบใหม่ พรรคที่ไม่ยอมเปลี่ยน ย่อมถูกทิ้งไว้ข้างหลังเสมอ ถึงเวลาที่เพื่อไทยต้องยอมรับความจริงว่า ยุคที่ทักษิณสามารถแบกทั้งพรรคเอาไว้คนเดียว ได้จบลงแล้ว

และสิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีรายนี้ควรทำมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่การกลับมาจัดการการเมืองอีกครั้ง แต่คือการปล่อยมืออย่างสมบูรณ์ เพื่อให้พรรคที่ตัวเองสร้างมากับมือ มีโอกาสเริ่มต้นใหม่เสียที

เพราะแม้อิสรภาพของทักษิณจะกลับคืนมาแล้ว แต่อำนาจไม่ได้หยุดรออยู่ที่เดิม และยุคสมัยก็เดินต่อไปโดยไม่คอยใครทั้งนั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สรรพากรทำได้แค่นี้? อดีตสว.สมชาย ข้องใจปมภาษี 1.76 หมื่นล้านของทักษิณ

“สมชาย แสวงการ” ตั้งข้อสงสัยการดำเนินการของกรมสรรพากรกรณีภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยถามเหตุใดจึงไม่ใช้มาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากรเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินคดี พร้อมตั้งคำถามว่าหน่วยงานรัฐได้ใช้ทุ

'อนุทิน' บอกอย่ากังวลรัฐบาลจะอยู่ใต้อิทธิพลของใคร พวกเราฟังประชาชนเท่านั้น

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค

'พริษฐ์' จี้ภูมิใจไทยอธิบายให้ชัด หลังถอนชื่อร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย ทั้งที่เคยโหวตหนุน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยให้ สส.ถอนชื่อจากการสนับสนุนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ว่า ตนทราบจากข่าว เ

'ปธ.โสภณ' ยันรับอยู่แล้ว คำร้องฝ่ายค้านยื่นสอบ ป.ป.ช. ปมศักดิ์สยาม

'โสภณ' ยันรับอยู่แล้ว ปมฝ่ายค้านยื่นร้องสอบ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คดี 'ศักดิ์สยาม' ขอรอดูเนื้อหาก่อน แจงปมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ทุกฝ่ายหันหน้าคุยกัน ชี้ประธานมีหน้าที่บรรจุวาระ