
ไชยันต์ ไชยพร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ 4 ประกาศใช้ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 หนึ่งวันหลังจากคณะทหารที่นำโดยพลโทผิณ ชุณหะวัณก่อการรัฐประหารในประเทศไทย พลโทผิณ ชุณหะวัณ เป็นนายทหารนอกราชการและเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2490 โดยผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย
หากพิจารณามาตรา 9, 11, 26, 33, 74, 96 โดยผิวเผิน ย่อมทำให้เข้าใจไปได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจมากกว่ารัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ที่ถูกคณะรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ยกเลิกไป ที่ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจมากก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้พระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะอภิรัฐมนตรี และประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายรายชื่อนายกรัฐมนตรี อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจในการเลือกและตั้งสมาชิกวุฒิสภาอีกด้วย และคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหารมาจากการเสนอชื่อโดยประธานคณะอภิรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย อีกทั้งพระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจแต่งตั้งฝ่ายนิติบัญญัติ คือ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งในวาระแรกเริ่มที่ยังไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง วุฒิสภาจะทำหน้าที่นิติบัญญัติแทนรัฐสภา
เมื่อเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เวลา 23.30 น. หลวงกาจสงคราม รองหัวหน้าคณะรัฐประหารพร้อมด้วยพันโทถนอม กิติขจร นายประพันธ์ ศิรากาญจน์และนักเรียนนายร้อยทหารบก 20 คน ได้รับมอบหมายให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไปให้คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนาม โดยเข้าเฝ้ากรมขุนชัยนาทนเรนทรที่วังวิทยุ (โดยมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยเป็นผู้รับสนอง) หลังจากกรมขุนชัยนาทฯได้ลงพระนามแล้วหลวงกาจสงครามได้ไปหาพระยามานวราชเสวีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อีกคนหนึ่งที่บ้านถนนสาทรแต่ไม่พบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2490 จึงขาดผู้สำเร็จราชการอีกคนหนึ่งลงนาม [1] ต่อกรณีดังกล่าวนี้ อนุชา อชิรเสนาไว้เขียนไว้ว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการประกาศใช้โดยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เพียงคนเดียว ซึ่งขัดต่อประกาศตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของรัฐสภาที่กำหนดว่าการลงนามในเอกสารราชการนั้นต้องให้ผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองคนลงนาม แต่กรณีนี้ กรมขุนชัยนาทนเรนทร ทรงลงพระนามประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเพียงคนเดียว ส่วนพระยามานวราชเสวีไม่ได้ลงนามด้วยรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถึงขนาดที่บางท่านเห็นว่าเป็น ‘โมฆะ’ เลยทีเดียว” [2] แต่อนุชา อชิรเสนาก็ได้กล่าวไว้ด้วยว่า “แม้ว่าในทางกฎหมายนั้นจะมีผู้เห็นว่าความไม่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490) มีความรุนแรงถึงขนาดเป็นโมฆะก็ตาม แต่เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลใช้บังคับในทางความเป็นจริง ทั้งนี้ หากพิเคราะห์ในทางการเมือง ผู้เขียนมีความเห็นว่าการลงพระนามในรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มของประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้นถือเป็นเงื่อนไขแห่งความสำเร็จของการรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 กล่าวอีกนัยหนึ่งหากปราศจากพระนามของประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มเสียแล้ว การรัฐประหารครั้งนี้คงยากที่ประสบความสำเร็จ ยิ่งกว่านั้นการรัฐประหารครั้งนี้ได้กลายเป็นต้นแบบของการรัฐประหารที่ได้รับการรับรองความชอบธรรมจากสถาบันพระมหากษัตริย์อีกด้วย ทำให้การรัฐประหารที่เกิดขึ้นในประเทศไทยประสบผลสำเร็จในทางความเป็นจริง ทั้งที่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” [3]
มีผู้กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญกษัตริย์นิยม และการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 เกิดขึ้นจากการประนีประนอมร่วมมือกันระหว่างฝ่ายทหารและฝ่ายรอยัลลิสต์ในการโค่นล้มรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยที่มีปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำ โดยมีการกล่าวว่า “การรัฐประหาร 2490: ความสำเร็จของความร่วมมือของคณะรัฐประหารกับ ‘กลุ่มรอยัลลิสต์’” [4] และ “หลังการรัฐประหาร 2490 ที่พลังของ ‘กลุ่มรอยัลลิสต์’ กลับขึ้นมามีอำนาจทางการเมืองอีกครั้ง” [5] ดังที่ในการลงพระนามของกรมขุนชัยนาทนเรนทร ณัฐพล ใจจริงได้เขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ของเขาเรื่อง “การเมืองไทยสมัยรัฐาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2491-2500” (ดุษฎีบัณทิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552) ในหน้า 63 ว่า “การรัฐประหารครั้งนี้ไม่อาจสำเร็จได้หากปราศจากสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของกรมพระยาชันนาทนเรทร ผู้สำเร็จราชการฯ และทรงมีบทบาทในการรับรองการรัฐประหารอย่างแข็งขัน” (รวมถึงในหนังสือของเขาชื่อ ขุนศึก ศักดินา พญาอินทรี: การเมืองไทยภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา 2491-2500 ฉบับพิมพ์ครั้งแรกก็มีการระบุในลักษณะดังกล่าว)
คำว่า “รับรองการรัฐประหารอย่างแข็งขัน” ณัฐพลได้อ้างอิงมาจากเอกสารของ Edwin F. Stanton เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ผู้เขียนพบว่า Stanton ใช้คำว่า acquiesce ซึ่งผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษบางท่านแปลว่า ยอมรับอย่างไม่ค่อยสมัครใจหรือยอมรับอย่างไม่ค่อยเห็นด้วย และ Stanton เขียนว่า กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงยอมรับรัฐประหารภายใต้แรงกดดัน (under pressure) ดังนั้น การแปลถ้อยความ acquiesce ว่า รับรองอย่างแข็งขันเป็นการแปลที่ผิดพลาด และข้อความที่ Stanton เขียนในเอกสารของเขาคือ “Later the Prince Regent (กรมขุนชัยนาทนเรนทร ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์) told met it seemed to be in the best interest of the country to acquiesce in what had been done in order to avoid bloodshed.” ซึ่งผู้เขี่ยวชาญภาษาอังกฤษอีกท่านแปลว่า “ดูจะเป็นประโยชน์ที่ดีที่สุดต่อประเทศที่จะยอมจำนน (acquiesce) ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด”
หากณัฐพล ใจจริง อ้างว่า ตนเองเป็นผู้ตีความเองว่า กรมพระยาชัยนาทนเรนทรน่าจะรับรองอย่าแข็งขัน โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของพระองค์ที่ผ่านมา และจากกรณีที่พระองค์เคยต้องข้อหากบฏ และพระองค์มีพฤติกรรมสนับสนุนฝ่ายเจ้า แต่การอ้างว่าเป็นการ “ตีความ” ที่ผิดพลาดโดยมีความหมายในทางตรงกันข้ามกับความหมายที่แท้จริงของคำ ย่อมแสดงให้เห็นถึงอคติที่ณัฐพลมีต่อกรมพระยาชัยนาทนเรนทรและสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน
นอกจากเอกสารเรื่อง Brief Authority: Excursions of a Common Man in an Uncommon World (1956) ของ Edwin F. Stanton อดีตเอกอัคราชทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทยแล้ว ในเอกสารเรื่อง The November 1947 Coup: Britain, Pibul Songgram and the Coup ของ Nik Anuar Nik Mahmud เป็นนักวิชาการและศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ชาวมาเลเซียที่มีชื่อเสียงอย่างมาก โดยเฉพาะในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประวัติศาสตร์การเมืองของไทยและมาเลเซีย (ซึ่งเป็นหนังสือที่ณัฐพล ใจจริงใช้อ้าอิงอยู่ด้วย) ได้เขียนถึงเหตุการณ์ตอนที่กรมขุนชัยนาทนเรนทรลงพระนามรับรองรัฐธรรมนูญไว้ในหน้า 49 ว่า “[Prince Rangsit] had been forced practically at the point of a tommy gun” ซึ่งแปลความเป็นไทยได้ดังต่อไปนี้
“กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องลงพระนามภายใต้การขู่บังคับด้วยอาวุธปืน” หรือ
“ทรงถูกบังคับ [ให้ลงพระนาม] โดยมีปืนทอมมี่จ่อบังคับอยู่แทบจะในทันที” หรือ
“ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการลงพระนามของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์นั้น เป็นไปโดยกึ่งบังคับภายใต้การคุกคามด้วยอาวุธโดยคณะรัฐประหาร”

นอกจากนี้ Mahmud ยังเขียนต่อไว้ด้วยว่า “He (กรมขุนชัยนาทฯ) said that he would never trust Pibul who, like, Pridi, was very much at the mercy of certain extremely unscrupulous persons. He intimated that the longer the present Cabinet remained dependent upon Pibul for protection the more difficult they would find it to shake off.” ซึ่งแปลความได้ว่า
“พระองค์ (กรมขุนชัยนาทฯ) ทรงระบุว่ามิอาจไว้วางใจจอมพล ป. ได้ เนื่องจากจอมพล ป. เองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มบุคคลที่ไร้คุณธรรมอย่างยิ่ง เช่นเดียวกับกรณีของนายปรีดีฯ นอกจากนี้ พระองค์ยังได้แสดงทัศนะเชิงชี้แนะว่า ยิ่งคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันต้องพึ่งพาการคุ้มครองจากจอมพล ป. นานเพียงใด การจะสลัดตนให้พ้นจากอิทธิพลดังกล่าวในภายหลังก็จะทวีความยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น”
จากที่กล่าวไปข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นความเห็นของ Stanton หรือของ Mahmud ไม่สามารถกล่าวได้เลยว่า กรมขุนชัยนาทนเรนทรทรงร่วมมือกับคณะนายทหารในการทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 และแม้ว่าเนื้อหาของรัฐธรรมนูญจะส่อไปในทางให้พระราชอำนาจแก่พระมหากษัตริย์มากหากพิจารณาโดยผิวเผิน แต่พระองค์ก็มิได้ทรงลงพระนามด้วยความเต็มพระทัย แต่กลับจะไม่เต็มพระทัยที่จะลงนาม แต่ด้วยสถานการณ์บีบบังคับ ทั้งพระองค์ยังไม่ทรงไว้วางพระทัยที่รัฐบาลและการเมืองไทยอยู่ภายใต้อำนาจอิทธิพลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และทัศนะเชิงชี้แนะของพระองค์ก็เป็นจริง ดังที่ Stanton ได้เขียนไว้ในหน้า 210 ว่า “Most knowledgeable observers felt that the new Government could not last; that, once having served the purposes of the military group, it would be pushed aside, the curtain lifted, and the real power, Field Marshal Phibul, would emerge.” ซึ่งแปลความได้ว่า
“ผู้สังเกตการณ์ที่มีความรอบรู้ส่วนใหญ่ต่างตระหนักดีว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้ (รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ที่แต่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว) ไม่อาจดำรงอยู่ได้ยาวนาน กล่าวคือ เมื่อใดที่รัฐบาลปฏิบัติภารกิจเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของคณะทหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกผลักให้พ้นไป เมื่อนั้นม่านการเมืองจะถูกเปิดออกเพื่อเผยให้เห็นผู้ถือครองอำนาจที่แท้จริง นั่นคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จะปรากฏตัวขึ้นในฐานะผู้นำ”
ในขณะที่ตอนแรกของการทำรัฐประหาร ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหารคือ พลโทผิณ ชุณหะวัณ นายทหารนอกราชการเพื่อนร่วมรุ่นของจอมพล ป. พิบูลสงคราม และหลังจากรัฐประหารเพียงหนึ่งวัน พลโทผิณก็ตั้งจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทยในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2490
ในตอนต่อไป ผู้เขียนจะนำบันทึกเหตุการณ์ในช่วงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 มานำเสนอ เพื่อดูว่า บรรยากาศในช่วงเวลานั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการนองเลือดหรือไม่ ? อีกทั้งจะย้อนไปดูสิ่งที่ณัฐพลอาจจะอ้างว่า พฤติกรรมของกรมพระยาชัยนาทนเรนทรที่ผ่านมา และจากกรณีที่พระองค์เคยต้องข้อหากบฏ และพระองค์มีพฤติกรรมสนับสนุนฝ่ายเจ้าเป็นอย่างไร และมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน ?
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
[1] กาจ กาจสงคราม, ฐานข้อมูลสถาบันพระปกเกล้า, https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%88_%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1#_ftn11
[2] อนุชา อชิรเสนา, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย, วิทยานิพนธ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีกกรศึกษ 2559, หน้า 210.
[3] อนุชา อชิรเสนา, ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย, วิทยานิพนธ์ นิติศาสตร์มหาบัณฑิต สาขากฎมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีกกรศึกษ 2559, หน้า 212.
[4] ณัฐพล ใจจริง, การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500), วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552, หน้า 62-65; “การรัฐประหารในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มปรีดี พนมยงค์ ตกจากอำนาจไป และเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีอำนาจของกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม ตลอดจนเป็นจุดเริ่มต้นของการเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้กับพระมหากษัตริย์ภายหลังการปฏิวัติในปี 2475
.
ในช่วงเวลาก่อนการรัฐประหาร กลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม และพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นปรปักษ์ทางการเมือง ได้ดำเนินการกล่าวหาโจมตีรัฐบาลของปรีดีและรัฐบาลของ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ถึงความไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การฉ้อราษฎร์บังหลวง การเป็นคอมมิวนิสต์ การไม่สามารถคลี่คลายการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และปรีดีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสวรรคต” http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=รัฐประหาร_พ.ศ._2490 #TheStandardNews https://www.facebook.com/thestandardth/posts/8-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99-2490%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-2490-%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-8-%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%A8%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2/2892093554416851/
[5] สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ, แผนชิงชาติไทย: ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามครั้งที่สอง (พ.ศ. 2491-2500), (กรุงเทพฯ: 6 ตุลารำลึก, 2550); ณัฐพล ใจจริง, “คว่ำปฏิวัติ-โค่นคณะราษฎร: การก่อตัวของ ‘ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข’”, ฟ้าเดียวกัน 6, 1 (มกราคม-มีนาคม 2551): 104-146, อ้างใน ณัฐพล ใจจริง, การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500), วิทยานิพนธ์ หลักสูตรปริญญารัฐศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2552, หน้า 6.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE ‘ส้ม’ แก้เกมคดี 44 สส. ‘รอด’ หรือ ‘ร่วง’ ?? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | เบื้องลึก! เสียงกระซิบ สุมไฟ 3 จว.ชายแดนใต้
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569
รัฐบาลอนุทิน กับการยุติไฟใต้ แก้ปัญหา 22 ปี บาดแผล-ความสูญเสีย
ภารกิจนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยกคณะชุดใหญ่ทั้งฝ่ายพลเรือน-ทหาร-ตำรวจ ลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา
โจ-เจตน์สฤษฎิ์ เลิศธนสาร รุ่นใหม่ พรรคสีฟ้า สานต่อ Legacy 'ยุวประชาธิปัตย์'
พรรค "ประชาธิปัตย์" ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เพิ่งจัดงานครบรอบวันก่อตั้งพรรค 80 ปี ไปเมื่อ 6 เมษายนที่ผ่านมา และในก้าวย่างเข้าสู่ปีที่ 81 ของพรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์
🔴 LIVE ‘ดร.วันวิชิต’ ฟันธง อนุทิน 2ปี พลัส++ สหรัฐฯพ่ายยับ..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
‘ดร.วันวิชิต’ ฟันธง อนุทิน 2ปี พลัส++ สหรัฐฯพ่ายยับ..!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ.2569
ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่งนายกฯ แต่งตั้ง 3 ที่ปรึกษานายกฯ-โฆษกรัฐบาล
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๘๑/๒๕๖๙ เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการการเมือง

