คำพังเพยที่คนโบราณท่านสอนให้รู้จักความพอดีพอประมาณในฐานะตนเอง ก่อนที่จะลงมือกระทำสิ่งใดที่เป็นการเกินตัว หรือสร้างความเดือดร้อนถึงขั้นเป็นหนี้สินรุงรังอย่างประโยคว่า "คนตายขายคนเป็น" ถูกหยิบยกมาใช้อรรถาธิบายเรื่องราว "ข่าวเด่นข่าวดัง" เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของ "น้องแตงโม" อย่างน่าสนใจในยามนี้
ที่ว่าน่าสนใจคือ อยากรู้จริงๆ ว่าเด็กเจนเอ็กซ์ วาย แซด เข้าใจความหมายของ "คนตายขายคนเป็น" มากน้อยแค่ไหน?!? และอีกมุมที่น่าสนใจยิ่งกว่า เห็นจะเป็นตรงเนื้อหาสาระที่มีคนนำคำพังเพยนี้มาโยงกับกระแสข่าวยอดวิวสูงสุดตั้งแต่เกิดเหตุเมื่อ 24 กุมภา.ที่ผ่านมา...แบบกลับตาลปัตร
เพราะคำพังเพยนี้ หมายถึงคนที่เสียชีวิตแล้ว มีภาระหนี้สินมากทำให้ผู้เกี่ยวข้องหรือญาติพี่น้องต้องรับผิดชอบแทน บางครั้งนอกจากเรื่องเงินทองแล้ว ยังใช้เปรียบเปรยกับเรื่องภาระด้านอื่นๆ อาทิ การทุ่มจัดงานศพใหญ่โตแม้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมา เพื่อรักษาหน้าของตัวเอง เป็นต้น
แต่วันนี้ ความหมายของ "คนตายขายคนเป็น" ดูเหมือนจะกลายเป็นว่า คนเป็นต้องขายหน้าหลายต่อหลายเรื่อง รวมทั้งถูกแฉโพย ถูกชำแหละ ...จากเหตุที่โหนคนตาย
หิวแสง หิวผลประโยชน์ หรือหิวยอดไลค์ ยอดแชร์ ..สุดแต่ใจจะไขว่คว้า
ที่แน่ๆ ...หน้ากากที่สวมปิดหน้าปิดตาไว้นั้น ดูเหมือนถูกกระชากออกมาแทบทุกคน
ดังนั้น กลุ่มทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ..บางคนในสังคมจึงเห็นว่า "คนเป็นโหนคนตาย" คำตอบสุดท้ายสามารถอธิบายได้ว่า ..คนตายได้ขายคนเป็น..เรียบร้อย..รวดเร็วยิ่งกว่ากรรมติดจรวดอีกนะ.
"ป้าเอง"
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
มาขยับร่างกายกันดีกว่า
โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน
มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต
เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด
กตัญญู..มองผ่านซีรีส์
ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ
น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
โลกมันก็เป็นแบบนี้!!
เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”
เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"
“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”


