สั่งทุบราคาน้ำมัน

ใครๆ ก็อยากได้น้ำมันราคาถูก

วานนี้ (๗ กรกฎาคม) นายกฯ อนุทิน ขึงขังสั่ง รัฐมนตรีขิง "เอกนัฏ พร้อมพันธุ์" ลดราคาน้ำมันโดยพลัน

 “...วันนี้ได้สั่งการให้รัฐมนตรีพลังงาน ไปหาทางในการลดราคาขายปลีกน้ำมันลงให้ได้

เหตุผลคือประชาชนทั่วไปได้รับทราบราคาน้ำในตลาดโลกได้ลดลงแล้ว และราคาอยู่ในระดับที่ทรงตัว ราคาขายปลีกในประเทศก็สมควรที่จะลดลง โดยต้องนึกถึงค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน และต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำมาหากินเป็นหลัก

รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะลดค่าน้ำมันลงให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ 

ผมก็แค่บอกกับรัฐมนตรีพลังงาน ในฐานะผู้บริหารว่า  ตอนราคาในตลาดโลกขึ้น เราก็ไปขอประชาชนขึ้น ตอนนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลงแล้ว เราก็ไม่ต้องไปขอประชาชนในการลดราคาลง ก็ลงให้เขาไปเลย ลงทันที และลงให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ค่อยๆ ปรับลง ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานก็ได้รับนโยบายในเรื่องนี้ไป...”

ครับ...นายกฯ คงกลัวประชาชนด่าเรื่องตอนขึ้นอ้างอิงราคาสิงคโปร์ พอลงอ้างอิงราคาสิงห์บุรี  

ที่จริงนายกฯ น่าจะไปคุยกับ "เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" เสียก่อนว่า รัฐบาลสมควรจะเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันหรือไม่ อย่างไร

ถ้าแทรกแซงทั้งขาขึ้นและขาลงโดยเผาเงินกองทุนน้ำมัน มันไม่ใช่การบริหารราชการแผ่นดินที่ฉลาดเลย

มาทบทวนความจำกันหน่อย

ตอนน้ำมันสำเร็จรูปตามปั๊มราคาพุ่งกระฉูดจากสงคราม รัฐบาลเอาเงินของกองทุนน้ำมันมาอุ้มไม่ให้ราคาน้ำมันแพงเกินไป

วันนั้น โรงกลั่น กลั่นน้ำมันดิบที่ซื้อมาก่อนสงคราม บวกลบคูณหารแล้ว โรงกลั่นได้กำไรช่วงสั้นๆ จนนักการเมืองบอกว่าแบบนี้ ต้องเก็บภาษีลาภลอย เอาเงินมาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

แต่วันนี้กลับตาลปัตรครับ

น้ำมันดิบที่กลั่นกันอยู่ตอนนี้ยังเป็นราคาช่วงสงครามอยู่ แต่โรงกลั่นจะขายแพงไม่ได้ต้องอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์

ตลาดน้ำมันสำเร็จรูปขณะนี้ ลงพรวดพราด เพราะ ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก ที่ปรับตัวลดลงตามกลไก อุปสงค์และอุปทาน

เป็นความเสี่ยงที่โรงกลั่นต้องรับ

ไม่เห็นแมวตัวไหนออกมาพูดเรื่องภาษีลาภลอยอีกเลย

ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นไม่ได้ขึ้นกับราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว ที่จริงวิ่งนำหน้าราคาน้ำมันดิบด้วยซ้ำ ยังขึ้นกับ สถานการณ์เศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และกำลังการผลิต อุปสงค์ อุปทาน

ฉะนั้นบางสถานการณ์สวนทางกันสิ้นเชิง

หากกำลังการผลิตมันล้น ราคาหน้าโรงกลั่นตกใจทันที

หล่นวูบ

ที่จริงนักการเมืองรู้เรื่องพวกนี้ดี เพราะเป็นข้อมูลพื้นๆ ไม่มีอะไรยากต่อการเข้าใจ

ความคิดของนักการเมืองต่างหากที่เข้าใจได้ยากกว่า

คำสั่งการของนายกฯ อนุทินไปยังรัฐมนตรีพลังงาน มีวิธีเดียวครับ ใช้กองทุนน้ำมันอุ้ม เหมือนช่วงขาขึ้น

กองทุนน้ำมัน ณ วันที่ ๕ กรกฎาคม มีสถานะติดลบอยู่ที่ ๕๗,๓๖๒ ล้านบาท

ก็หมายความว่าจะต้องติดลบเพิ่มเป็น ๖ หมื่นล้าน ๗ หมื่นล้าน หรือแสนล้านในอนาคต หากยังบริหารด้านพลังงานเอาใจประชาชนทั้งขาขึ้นขาลง

ไม่ควรครับ!

เป็นหนี้ต้องจ่าย นี่คือพื้นฐานของการบริหารเงินในกระเป๋า

แต่เมื่อรัฐบาลบอกว่า ไม่เป็นไรเป็นหนี้เพิ่มไปก่อน เพื่อให้มีเงินในกระเป๋า เท่ากับรัฐบาลกำลังส่งเสริมให้ประชาชนไร้วินัย

ถ้าอยากจะเอาตามนายกฯ อนุทินว่าจริงๆ ก็ควรจะยุบกองทุนน้ำมันทิ้งเสียแล้วให้ราคาพลังงานสะท้อนราคาตลาดโลกให้มากที่สุด โดยที่รัฐบาลไม่ต้องเข้าไปอุดหนุนใดๆ ทั้งสิ้น

ขาขึ้นประชาชนเต็มใจใช้น้ำมันราคา ๒ ลิตรร้อย

ขาลงประชาชนก็จะได้ใช้น้ำมันราคาถูกอย่างรวดเร็วสมใจ

เอาแบบสุดขั้ว ไม่มีตรงกลาง เอามั้ยครับ

ครับ...เอาใจประชาชนจนทิ้งหลักการอาจได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องตามมา

ฉะนั้น กลไกที่สร้างขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลด้านพลังงาน ควรใช้ต่อไป เพราะราคาน้ำมันยังไม่นิ่ง อีกเดือนสองเดือนข้างหน้ากำลังผลิตทั่วโลกที่แท้จริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิดกัน

ไม่ทราบว่าเลียนแบบ “โดนัลด์ ทรัมป์” หรือเปล่าที่ขู่ จะเล่นงาน ผู้ค้าปลีกน้ำมันและปั๊มน้ำมันทั่วสหรัฐฯ ให้ปรับลดราคาน้ำมันเบนซินลงทันทีให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ดิ่งลง

ขู่จะให้กระทรวงยุติธรรมเข้าตรวจสอบบริษัทน้ำมัน หากพบว่ามีการจงใจตรึงหรือโก่งราคาเอาเปรียบผู้บริโภค

เป็นเรื่องประหลาดครับ “ทรัมป์” คือต้นเหตุทำสงครามกับอิหร่าน ยิงกันวอดวาย บ่อน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือ เรือบรรทุกน้ำมัน กระเจิง

น้ำมันแพงทั้งโลก

มาวันนี้ “ทรัมป์” โยนขี้ให้ปั๊มน้ำมัน ผู้ค้าปลีกน้ำมันรับผิดชอบ ขู่ให้ลดราคาอย่างรวดเร็ว

ตามกฎหมายประธานาธิบดีไม่มีอำนาจที่จะไปทำเช่นนั้น

แต่สามารถขู่ว่าจะตรวจสอบได้

สหรัฐฯ ไม่มีกองทุนน้ำมันแบบไทยครับ  การขึ้นลงอ้างอิงตลาดโลกเป็นหลัก

ก็อย่างที่บอกครับ น้ำมันสำเร็จรูปวันนี้กลั่นจากน้ำมันดิบราคาเมื่อเดือนสองเดือนก่อน

ผลคืออะไรรู้มั้ยครับ

ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในสหรัฐฯ วันนี้ ไม่ได้ลดลงโดยตรงจากคำขู่ของทรัมป์

แต่ค่อยๆ ลดลง เนื่องจากกลไกราคาหน้าปั๊มเป็นผลสะท้อนจากต้นทุนน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการปรับตัว

ก็...เป็นห่วง “รัฐมนตรีขิง” ครับ ว่าจะไปจัดการอย่างไรให้ราคาน้ำมันลดลงตามตลาดสิงห์บุรี

จะหูทวนลม

หรือปล่อยกองทุนน้ำมันเป็นหนี้เพิ่ม

หรือจะไปบีบจากค่าการกลั่น ปัจจุบันอยู่ที่ ๕ บาทต่อลิตร ไปบีบเอามาให้เรียบ

หรือจะขู่บริษัทน้ำมัน

หรือจะยึดบริษัทน้ำมันมาเป็นของรัฐ จะได้ปรับลดราคากันฉ่ำๆ โดยไม่ต้องสนใจกลไกตลาด สนใจแค่คะแนนนิยมก็พอ

เอาตามเสียงในหัวเลยครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถึงเวลาต้องเปลี่ยนยุค

หลายคนยลตามช่อง ก็แล้วแต่มุมมองครับ นายกฯ อนุทิน เดินทางไปจีนเที่ยวนี้ภาพที่ลอยมาเด่นชัดสุด ที่คนส่วนใหญ่มองแทบจะตรงกันคือคงจะเป็นเรื่องความมั่นคง

รู้จักข้าวแกงน้อยไป

อยู่ที่ข้าวแกงครับ เพราะมันคือวัฒนธรรมการกินของคนไทย ที่ไหนๆ ก็มีข้าวแกง ไม่ว่าเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ล้วนกินข้าวแกง รสชาติแตกต่างกันบ้างไปตามภูมิภาค ฉะนั้นเมื่อพูดถึงข้าวแกง จะพูดกันเล่นๆ ไม่ได้

'ศุภจี' หายใจยังผิด

ก็...ตอกกลับกันไปครับ ไอ้ที่บอกว่า ข้าวแกง ๓๐-๔๐ บาทมีถมเถไป ก็แสดงว่าหากินง่าย ไม่มีใครเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพ ข้าวของไม่ได้แพงอย่างที่กระทรวงพาณิชย์เข้าใจ

ดรามาข้าวแกง ๔๐ บาท

แปลกดี... เรื่องง่ายๆ ชอบทำให้มันเข้าใจยาก เรื่องข้าวแกง ๔๐ บาท ค้านกันหัวชนฝา ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ฝ่ายไม่ชอบขี้หน้า ฝ่ายหาแสง เอากันใหญ่ จนกลายเป็นว่ารัฐบาลออกมาตรการอะไรมา ก็ค้านกันไว้ก่อนราวกับพ่อสอนไว้

๗๗ ล้านวิวได้อะไร

จะไปไงต่อดีครับ... สงครามมาอีกแล้ว เตรียมรับมือกันหรือยัง? ที่จริงก็เป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอบยากมาก ที่ยากไม่ใช่เรื่องของการเตรียมการ แต่เป็นการรับรู้ปัญหาก่อนที่จะเตรียมการ