
การขับเคลื่อนนโยบายท่องเที่ยวของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะ “ประตูเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว” เชื่อมโยงประเทศไทยกับมาเลเซียและภูมิภาคอาเซียน โดยวางยุทธศาสตร์ควบคู่ทั้งการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยว การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย และการทำตลาดเชิงรุก เพื่อเพิ่มรายได้และกระจายการท่องเที่ยวสู่เมืองรองในภาคใต้
ล่าสุด นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา ในการประชุม ครม.สัญจร พร้อมเป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา
ติดตามความคืบหน้าด้านการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว รับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชน และเป็นประธานในพิธีปล่อยแถวสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าลีการ์เด้นพลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ เพื่อย้ำภาพลักษณ์ความพร้อมของจังหวัดในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดสงขลาในระยะต่อไป โดยใช้เวทีหารือร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ และตอบโจทย์การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้ง หอการค้าจังหวัดสงขลา สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา สมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา และสมาคมการค้าการท่องเที่ยวฮาลาลไทย-อาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับศักยภาพของจังหวัด
โดยมีเป้าหมายผลักดันสงขลาสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เบื้องต้นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานไว้ 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย การยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ การเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว และการทำตลาดเชิงรุกในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ที่มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับสองรองจากประเทศจีน
กระทรวงพร้อมรับฟังข้อเสนอและปัญหาจากผู้ประกอบการในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริงมาประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ ให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในแต่ละพื้นที่ พร้อมยืนยันว่าจะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ในด้านการตลาด ททท.ได้เสนอแผนขับเคลื่อนตลาดเชิงรุกเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล โดยมุ่งเน้นการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยระบบคมนาคมทางบก หรือ Overland Tourism ซึ่งตลาดหลักคือประเทศมาเลเซียที่มีพฤติกรรมเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก
โดยแนวทางดังกล่าวจะอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวในประเทศมาเลเซีย ส่งเสริมการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและคาราวานท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทย พร้อมผลักดันเส้นทางท่องเที่ยวแบบ Scenic Route และการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน (Cross-border Tourism) เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสองประเทศให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น และหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ โครงการ Smile @South, Malaysia–Thailand Caravan ซึ่งนำคณะคาราวานรถยนต์และรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์จากกรุงกัวลาลัมเปอร์และรัฐปีนัง มากกว่า 50 คัน เดินทางผ่านด่านสะเดาเข้าสู่อำเภอหาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวผ่านเส้นทางชายแดน
นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม Agent และ Media Fam Trip เชิญผู้ประกอบการและสื่อมวลชนจากต่างประเทศสำรวจสินค้าและบริการท่องเที่ยวใหม่ในจังหวัดสงขลา พร้อมเปิดตัวโครงการ New Hatyai เชิญผู้ทรงอิทธิพลบนสื่อออนไลน์ (KOL) จากประเทศมาเลเซีย ถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวในมิติใหม่ของหาดใหญ่ พร้อมเชื่อมโยงการเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียง เช่น พัทลุง ตรัง และนครศรีธรรมราช เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองน่าเที่ยวในภาคใต้
ขณะเดียวกัน กระทรวงยังเดินหน้าความร่วมมือกับสายการบินในการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการเดินทาง โดยสายการบินนกแอร์จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ “เที่ยวใต้แบบธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” ส่วนสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ร่วมผลักดันแคมเปญ Smile @South เติมรอยยิ้มให้เมืองน่าเที่ยวใต้ เพื่อกระตุ้นการเดินทางทั้งตลาดภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ได้ปล่อยแถวกำลังเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าลีการ์เด้นพลาซ่า ถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ เพื่อแสดงความพร้อมของกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและหน่วยงานด้านความมั่นคงในการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีมาตรการดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเข้มแข็งและพร้อมอำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง
ดังนั้น การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการติดตามการดำเนินงานในระดับพื้นที่ แต่ยังสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ต้องการใช้จังหวัดสงขลาเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวชายแดนภาคใต้ เชื่อมโยงการเดินทางกับประเทศมาเลเซียผ่านการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการท่องเที่ยวคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยว กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยในตลาดอาเซียนและตลาดโลกอย่างยั่งยืน.
กัลยา ยืนยง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
โจทย์การเงิน...การฟื้นตัวหลังน้ำท่วม
หลังน้ำลด หลายคนเริ่มกลับเข้าบ้าน ร้านค้าเริ่มสำรวจความเสียหาย และผู้ประกอบการทยอยเตรียมกลับมาเปิดกิจการ แต่การกลับสู่ความปกติไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกับวันที่น้ำลด เพราะค่าใช้จ่ายหลายอย่างต้องจ่ายทันที ขณะที่รายได้อาจยังไม่กลับมาเต็มที่ ค่าซ่อมบ้าน อุปกรณ์ทำมาหากิน สินค้าที่ต้องเติมใหม่ ค่าเดินทาง หรือค่าที่พักชั่วคราว ล้วนเป็นเงินที่ต้องใช้ก่อนจะกลับไปสร้างรายได้ได้อีกครั้ง
จากเจ้าภาพสู่‘Trusted Connector’
ท่ามกลางระเบียบเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ความท้าทายของประเทศต่างๆ ไม่ได้อยู่เพียงการประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นแรงกระแทก แต่คือการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
ชูR&D-ฮาลาลขับเคลื่อนอาหารอนาคต
ในยุคที่เทรนด์สุขภาพและมาตรฐานอาหารระดับสากลกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของโลก สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ร่วมกับสถาบันอาหาร เดินหน้าผลักดันอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารไทย
คาราวานจิตอาสา
ท่ามกลางสถานการณ์ อุทกภัย ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ น้ำใจของคนไทยยังคงหลั่งไหลส่งต่อถึงกัน สะท้อนพลังของคำว่า “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ล่าสุด กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก
ประกันภัยเกราะกันกระแทกเศรษฐกิจใหม่
หลังปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้โลกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่กติกาทางเศรษฐกิจและการค้าใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและความยั่งยืน ส่งผลให้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลง
เปิดลิสต์ฟื้นรถก่อนเป็นค่าซ่อมก้อนใหญ่
น้ำลดแล้ว แต่บิลอาจเพิ่งเริ่ม เพราะสำหรับเจ้าของรถ ปัญหาที่แพงที่สุดอาจเป็นสิ่งที่ยังมองไม่เห็น ทั้งระบบเบรก ช่วงล่าง ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงเครื่องยนต์ ความเสียหายเล็กๆ ที่ตรวจไม่พบวันนี้ อาจกลายเป็นค่าซ่อมก้อนใหญ่ในวันข้างหน้า ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมยังครอบคลุม 31 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร กระทบประชาชนกว่า 1.04 ล้านครัวเรือน สะท้อนว่าเมื่อน้ำลด ภาระฟื้นฟูบ้าน รถยนต์ และทรัพย์สินกำลังเป็นค่าใช้จ่ายอีกก้อนที่หลายครอบครัวต้องรับมือพร้อมกัน

