
ไชยันต์ ไชยพร
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491) มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกรมขุนชัยนาทนเรนทร ประธานอภิรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ถ้าพิจารณาตามมมาตรา 74 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ที่กำหนดไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง และรัฐมนตรีอย่างน้อยสิบห้าคน อย่างมากยี่สิบห้าคน ในการตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานคณะอภิรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
รัฐมนตรีต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ” ก็อาจเข้าใจไปว่า คณะรัฐมนตรีคณะนี้แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ นั่นคือ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (ยังไม่ทรงเข้าพิธีบรมราชาภิเษก) แต่ในความเป็นจริง คณะรัฐประหาร ดังนั้น คณะรัฐประหารจึงเป็นผู้มีอิทธิพลในทางพฤตินัยต่อการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายควง อภัยวงศ์นายกรัฐมนตรีด้วย
คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 ประกอบด้วย
1.หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
2. พระยาศรีวิสารวาจา (เทียนเลี้ยง ฮุนตระกูล) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
3. นายประจวบ บุนนาค เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
4. พลเรือตรี เล็ก สุมิตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
5. พลโท หลวงชาตินักรบ (ศุข นักรบ) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
6. พันเอก น้อม เกตุนุติ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
7. นายควง อภัยวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการ
8. พลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฎ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
9. หม่อมหลวงอุดม สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
10. หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
11. พลโทชิต มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
12. พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ (สิทธิ์ จุณณานนท์) เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
13. หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
14. นายเลื่อน ศราภัยวาณิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
15. นาวาเอก หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
16. นายชม จารุรัตน์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
17. หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นรัฐมนตรี
18. นายเลื่อน พงษ์โสภณ เป็นรัฐมนตรี
19. นาวาเอก พระยาวิชิตชลธี (ทองดี สุวรรณพฤกษ์) เป็นรัฐมนตรี
20. นายศรีเสนา สมบัติศิริ เป็นรัฐมนตรี
21. หลวงอังคณานุรักษ์ (สมถวิล เทพาคำ) เป็นรัฐมนตรี
ประกาศเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2490 คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายและวุฒิสภาได้อภิปรายนโยบายของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 – 28 และ 29 พฤศจิกายน 2490 จึงได้ให้ความไว้วางใจ
ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงประวัติของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ได้กล่าวถึง หม่อมเจ้าวิวัฒนไชย ไชยันต์และพระยาศรีวิสารวาจาไปแล้ว ในตอนล่าสุด และพบว่า ว่า สาเหตุที่พระยาศรีวิสารวาจาได้กลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศที่ท่านมีความถนัดเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์การเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง ไม่น่าจะใช่เรื่องความจงรักภักดีหรือความเป็นรอยัลลิสต์เท่ากับปัจจัยสามประการ อันได้แก่
1. ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้านการต่างประเทศ ทั้งเคยเป็นปลัดทูลฉลองและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศมาแล้ว
2. ความสนใจในงานการเมือง และ
3. ความสนิทสนมกับนายควง อภัยวงศ์ ที่เคยแต่งตั้งให้ท่านกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง โดยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 14 และจากการที่ท่านได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์หลังได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร
ท่านต่อไปคือ คุณประจวบ บุนนาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
เมื่อกล่าวถึงชื่อ ประจวบ บุนนาค แม้คนส่วนใหญ่ที่ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ไม่ได้ศึกษาจริงจัง ก็อาจจะไม่คุ้นชื่อท่าน แม้นามสกุลบุนนาคของท่านจะเป็นที่คุ้นเคย แต่สมาชิกในสายสกุลบุนนาคก็มีมากมาย แต่ถ้าพูดถึงบิดาของคุณประจวบ หลายคนน่าจะพอนึกออกทันทีว่า คุณประจวบอยู่ในสถานะแบบใด
บิดาของคุณประจวบ บุนนาค คือ พระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค) เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และพระยาสุริยนุวัตรเป็นบุตรของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) สมุหกลาโหมฝ่ายเหนือ น้องชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงประวัติของพระยาสุริยานุวัตรพอสมควร เพราะในการศึกษาความคิดของตัวบุคคลโดยให้ความสำคัญกับภูมิหลังและบริบท ประวัติของผู้เป็นบิดาน่าจะมีอิทธิพลต่อผู้เป็นลูกไม่น้อย
(ต่อจากตอนที่แล้ว) ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2450 ท่านได้ถวายบังคมลาออกจากราชการในขณะที่ท่านอายุได้ 45 ปี และไมได้ถูกเรียกกลับมารับราชการอีกเลย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 ท่านได้พิมพ์ “ทรัพยสาสตร์ เล่ม 1–2” (สะกดตามต้นฉบับ) ถือเป็นตำราเศรษฐศาสตร์เล่มแรกของไทย โดยมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจพื้นฐานและการจัดสรรทรัพยากร เนื้อหาสำคัญภายในเล่ม อธิบายการแบ่งปัจจัยการผลิตออกเป็น 3 ประการสำคัญ ได้แก่ ที่ดิน แรงทำการ (แรงงาน) และทุน โดยมองว่า “ทุน” มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และอธิบายเรื่องระบบการแลกเปลี่ยน สินค้า ทุน เครดิต เงินกู้ ดอกเบี้ย และการลงทุน โดยชี้ให้เห็นว่าเงินเป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น และวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจของสยามในยุคนั้น โดยสะท้อนปัญหาความยากจนของชาวนาและประชาชน พร้อมอธิบายสาเหตุเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ หนังสือเล่มนี้มีความสำคัญมากในทางประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการนำองค์ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ตะวันตกมาอธิบายบริบทสังคมไทยเป็นครั้งแรก
และในปีเดียวกันที่มีการตีพิมพ์หนังสือ “ทรัพยสาสตร์” หนังสือเล่มนี้ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงธรรมการให้เป็นตำรา โดยการอนุมัติในฐานะเสนาบดีของ เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) ซึ่งในระบบบริหารราชการของสยามยุคนั้น การที่หนังสือใดจะได้รับการยอมรับให้เป็นแบบเรียนหรือตำราเรียนเพื่อใช้สอนในโรงเรียนได้ จะต้องผ่านกระบวนการตรวจพิจารณาเนื้อหาจากเจ้าหน้าที่กระทรวงธรรมการก่อน เมื่อเนื้อหาผ่านเกณฑ์แล้ว เสนาบดีกระทรวงธรรมการ (ซึ่งในขณะนั้นคือเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี) จะเป็นผู้ลงนามออกใบอนุญาตกำกับไว้กับเล่มหนังสือนั้น ๆ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ทำการเรียนการสอนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ภายหลังศึกษาที่โรงเรียนราชวิทยาลัยในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2456 ตอนอายุ 16 ปี คุณประจวบได้รับพระราชทานทุนในรัชกาลที่ 6 เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี เมืองฮัลเบอร์ชตัดท์ (Halberstadt) แคว้นแซกโซนี (Saxony)
ต่อมา พ.ศ. 2458 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชวิจารณ์ “ทรัพยสาตร์ เล่ม 1” ตามคำกราบบังทูลขอโดยบรรณาธิการ สมุทสาร ซึ่งบรรณาธิการสมุทสารน่าจะได้แก่พระยาบุรีนวราษฐ์ (ชวน สิงหเสนี) ผู้ช่วยเลขาธิการราชนาวีสมาคมและผู้รับผิดชอบงานต้นฉบับของวารสารในขณะนั้น โดยบทพระราชวิจารณ์ได้ปรากฏใน สมุทสาร ปีที่ 2 เล่ม 9 เดือนกันยายน ภายใต้นามปากกา “อัศวพาหุ” พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคัดค้านหนังสือ ทรัพยสาตร์ ของพระยาสุริยานุวัตร ทรงเห็นว่าไม่ควรได้รับการรับรองเป็นตำราสำหรับนักเรียน ภายหลังทางราชการขอความร่วมมือไม่ให้เผยแพร่หนังสืออย่างกว้างขวาง
ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๙ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัวรัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาสุริยานุวัตรเป็นองคมนตรี นอกจากหนังสือ ทรัพย์สาตร์ ท่านยังได้เขียนบทความที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากคือ เรื่อง ธนาคารชาติ ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ หลังจากที่พระยาพหลพลพยุหเสนาได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา และจัดตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 พระยาสุริยานุวัตรได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ทำหน้าที่ที่ปรึกษาอาวุโสของรัฐบาลที่มีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายก ได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนของรัฐบาลไปเจรจากับเจ้านายฝ่ายเหนือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลังเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศไทย เมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 5 ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี รวมทั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 6 ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีทุกคณะที่ท่านได้รับแต่งตั้ง มีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งสิ้น ท่านถึงอนิจกรรมในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมอายุ ๗๔ ปี
ส่วนคุณประจวบ หลังจากที่ได้รับพระราชทานทุนในรัชกาลที่ 6 เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนี เมืองฮัลเบอร์ชตัดท์ (Halberstadt) แคว้นแซกโซนี (Saxony) ในปี พ.ศ. 2456 เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และประเทศไทยประกาศสงครามเข้าข้างฝ่ายพันธมิตร ทางการเยอรมนีได้จับกุมตัวนักเรียนไทยเป็นเชลยในฐานะชนชาติศัตรู ทำให้คุณประจวบถูกจับพร้อมกับนักเรียนไทยคนอื่นๆ หลังจากได้รับการปล่อยตัว คุณประจวบได้เดินทางไปยังกรุงปารีสพร้อมกับนักเรียนไทยในเยอรมนี หลังสงครามสงบ คุณประจวบได้ศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกทางวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซูริก สวิตเซอร์แลนด์ และกลับมารับราชการที่กรมวิทยาศาสตร์ จนได้เป็นอธิบดี [1]
ในช่วงที่กลับมาอยู่เมืองไทย คุณประจวบยังติดต่อกับเพื่อนนักเรียนนอกที่สนใจที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองอยู่เสมอ และเข้าเป็นสมาชิกคณะราษฎร ฝ่ายพลเรือน [2] ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คุณประจวบได้รับมอบหมายให้ทำงานสำคัญโดยถูกกำหนดให้อยู่กลุ่มเดียวกับนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งจะต้องไปตัดสายโทรศัพท์และโทรเลข เมื่อรู้ว่ามีหน้าที่นี้ คุณประยูร ภมรมนตรี จึงนัดคนที่จะทำงานนี้ไปดูสถานที่ คุณประยูรได้เล่าว่า
“..นายควง อภัยวงศ์ กับข้าพเจ้าได้พาคณะผู้ก่อการฝ่ายเทคนิคมี ดร. ประจวบ บุนนาค ฯลฯ ได้เข้าเยี่ยม ม.ร.ว. เชื้อ สนิทวงศ์ หัวหน้ากองโทรศัพท์ ชวนกันไปเลี้ยงอาหาร แล้วเลยไปทำการสำรวจตรวจสอบสถานที่ และการควบคุมรักษา...” [3]
เมื่อถึงวันจริงคือวันที่ 24 มิถุนายน 2475 คุณควง อภัยวงศ์เป็นคนขับรถของตัวเองไปกับคุณประยูร ภมรมนตรี และคุณวิลาศ โอสถานนท์ ไปบ้านคุณประจวบที่สะพานขาว แต่น้ำมันหมด ที่บ้านคุณประจวบมีน้ำมันอยู่ คุณประจวบบอกว่า จะเอาไว้ล้างเครื่องยนต์ แต่มีคนเชื่อว่าคุณประจวบน่าจะเตรียมการเอาไว้เพื่อใช้ในวันปฏิบัติการ จึงไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ คณะผู้ปฏิบัติการตัดสายโทรศัพท์จึงมีรถขับกันต่อไปถึงจุดหมายปลายทางที่วัดเลียบ อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของกิจการโทรศัพท์และโทรเลขในขณะนั้น คุณประจวบถือขวานจะเอาหัวขวานไปทุบหม้อแบตเตอรี่แก้ว แต่ว่าในกลุ่มได้ห้ามไว้ จึงเพียงช่วยกันตัดสายโทรศัพท์และโทรเลขเท่านั้น [4]
การปฏิบัติงานของคุณประจวบในการปฏิวัติปี 2475 ถือว่าสำคัญ และเมื่อยีดอำนาจเรียบร้อยมีการประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองฯ ชั่วคราว ฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2475 และได้มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวจำนวน 70 คนขึ้นมา คุณประจวบก็เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบคนที่ได้รับการแต่งตั้ง [5] และหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ครั้งแรกในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ได้มีการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่สองจำนวน 78 คน [6] คุณประจวบก็ได้เป็นหนึ่งในเจ็ดสิบแปดคนนั้น
ส่วนการได้ตำแหน่งรัฐมนตรี คุณประจวบได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีหลังจากที่จอมพล ป. พิบูลสงครามได้หมดอำนาจ และเมื่อนายควง อภัยวงศ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 11 (2 สิงหาคม 2487 – 31 สิงหาคม 2488) คุณประจวบได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในวันที่ 5 กันยายน 2487 และจากนั้น คุณประจวบได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขติดต่อกันในคณะรัฐมนตรีคณะที่ 12 (1 กันยายน 2488 – 17 กันยายน 2488) ที่มีคุณนายทวี บุณยเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 13 (19 กันยายน 2488 – 31 มกราคม 2489) ที่มี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชเป็นนายกรัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 14 (2 กุมภาพันธ์ 2489 – 24 มีนาคม 2489) ที่มีคุณควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่หลังจากนั้น คือ คณะรัฐมนตรี คณะที่ 15-คณะที่ 18 คุณประจวบไม่ได้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรี แม้ว่านายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะที่ 15-18 ได้แก่ ปรีดี พนมยงค์ คณะที่ 15 (24 มีนาคม 2489 – 11 มิถุนายน 2489) คณะที่ 16 (11 มิถุนายน 2489 – 23 สิงหาคม 2489) พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะที่ 17 (24 สิงหาคม 2489 – 30 พฤษภาคม 2490) คณะที่ 18 (31 พฤษภาคม 2490 – 8 พฤศจิกายน 2490) ทั้งสองท่านล้วนเป็นผู้ก่อการฯที่เคยเป็นเพื่อนกันมาก็ตาม [7]
แต่หลังจากเกิดรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 นายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 คุณประจวบได้เข้าร่วมรัฐบาล โดยคราวนี้ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และได้อยู่ร่วมรัฐบาลนายควงมาจนมีรัฐบาลใหม่ที่มีนายควงเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังการเลือกตั้งต้นปี พ.ศ. 2491 คุณประจวบไม่ได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 20\
จากที่กล่าวไปข้างต้นนี้ ผู้เขียนสันนิษฐานว่า การที่คุณประจวบเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 ไม่น่าเป็นเพราะคุณประจวบเป็นรอยัลลิสต์ เพราะถ้าพิจารณาจากภูมิหลังครอบครัว พระยาสุริยานุวัตรผู้เป็นบิดาได้เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่เกิดขึ้นหลังจากที่พระยาพหลพลพยุหเสนาทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ที่มักจะถูกมองว่าเป็นรอยัลลิสต์
ส่วนตัวคุณประจวบเองก็เป็นสมาชิกคณะราษฎร สายพลเรือนที่แข็งขันกระทำการตัดสายโทรศัพท์โทรเลข ก่อนที่จะคุณประจวบจะมาเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 คุณประจวบเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกให้รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ และต่อมาในรัฐบาลนายทวี บุณยเกตุ ครั้งล่าสุดก่อนรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน ได้เข้าร่วมกับรัฐบาลที่มี ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมชเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าพิจารณาจากความสัมพันธ์ในครั้งก่อการวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ที่ได้เข้าร่วมเป็นคณะตัดสายโทรศัพท์โทรเลขกับนายควง อภัยวงศ์และการเข้าร่วมรัฐบาลกับนายควงก่อนหน้านั้น การเข้าร่วมคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 น่าจะเป็นเพราะสายสัมพันธ์ที่มีกับนายควง อภัยวงศ์เสียมากกว่า
[1] นรนิติ เศรษฐบุตร, คนการเมือง เล่ม 6, สถาบันพระปกเกล้า (กรุงเทพฯ: ธรรมดาเพรส: 2563), หน้า 78.
[2] ประเสริฐ ปัทมะสุคนธ์, “คณะราษฎร” ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475, ฐานข้อมูลสถาบันปรีดี พนมยงค์ https://pridi.or.th/th/content/2023/06/1563
[3] นรนิติ เศรษฐบุตร, คนการเมือง เล่ม 6, สถาบันพระปกเกล้า (กรุงเทพฯ: ธรรมดาเพรส: 2563), หน้า 79.
[4] นรนิติ เศรษฐบุตร, คนการเมือง เล่ม 6, สถาบันพระปกเกล้า (กรุงเทพฯ: ธรรมดาเพรส: 2563), หน้า 79-80.
[5] นรนิติ เศรษฐบุตร, คนการเมือง เล่ม 6, สถาบันพระปกเกล้า (กรุงเทพฯ: ธรรมดาเพรส: 2563), หน้า 80.
[6] https://dl.parliament.go.th/handle/20.500.13072/35919
[7] นรนิติ เศรษฐบุตร, คนการเมือง เล่ม 6, สถาบันพระปกเกล้า (กรุงเทพฯ: ธรรมดาเพรส: 2563), หน้า 81.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴LIVE ม็อบเขย่ารัฐบาล | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569
🔴LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | 'โซเชียล'ปลุกตำนาน!! ฟาร์มจระเข้สมุทรปราการ
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2569
มติ กกต.14 ก.ย. คดีฮั้ว สว.จบแบบไหน?
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประชุมลงมติในคำร้อง"คดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา"หรือ"คดีฮั้วสว."ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก และคาดว่ามติของกกต.ไม่ว่าจะออกมาอย่างใด จะมีผลทางการเมืองและต่อองค์กรอิสระอย่างกกต.ตามมาแน่นอน
เด็กภูมิใจไทย สวนคนละหมัด ฟาดพรรคส้มดิ้นพล่าน ดิสเครดิตนายกฯ จ้อรายการทีวี
นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ กล่าวถึงกรณี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์รายการ "ครม. พบประชาชน"เป็นเพราะรัฐบาลได้รับความนิยมลดลงว่า
'เด็จพี่' สายข่าวแน่น! รู้มวลชนเริ่มขยับ หวั่นกันยาการเมืองร้อน-มือที่สาม
“พร้อมพงศ์” เผยได้รับข้อมูลมวลชนหลายกลุ่มเริ่มเคลื่อนไหว จับตา “กันยาการเมืองร้อน” หวั่นมือที่สามฉวยจังหวะสร้าง
'เจ๊โจ' เบื่อส้ม ชอบถามคนอื่นได้อะไร สวนแสบตั้งแต่ตั้งพรรคมา 'ชาติได้อะไร?'
“เจ๊โจ” มณฑานี โพสต์ถึงพรรคส้ม หลังชอบตั้งคำถาม “ชาวนาได้อะไร คนไทยได้อะไร” ล่าสุดแซะ ครม.สัญจร “คนใต้ได้อะไร” ก่อนถามกลับ “ตั้งแต่มีพรรคส้มมาชาติได้อะไรคะ?”

