‘ขอบเขตอำนาจ’ กมธ. กับสภาวะ ‘สีน้ำเงินกินรวบ’

ศึกสภาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อปัญหามหากาพย์เกี่ยวกับ “ขอบเขตอำนาจหน้าที่” ของ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ ทั้ง 35 ชุดของสภาผู้แทนราษฎร เดินทางมาถึงจุดพีกและเกิดการปะทะทางการเมืองอย่างรุนแรง

สะท้อนปมขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อมานานเกี่ยวกับการใช้อำนาจเดี่ยวของประธาน กมธ. ในการบรรจุวาระการประชุม และการออกหนังสือเชิญหรือเรียกบุคคลเข้ามาชี้แจง โดยข้ามขั้นตอนการขอมติจากที่ประชุม

ชนวนเหตุล่าสุดกลายเป็นชนวนใหญ่เมื่อเกิดการเผชิญหน้าระหว่าง นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธาน กมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กับนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งนั่งเก้าอี้ประธาน กมธ.ชุดดังกล่าว

ฝ่าย พรรคภูมิใจไทย มองว่า การดำเนินงานของ กมธ. ภายใต้การนำของแกนนำพรรคประชาชน (อาทิ นายรังสิมันต์ โรม และ น.ส.รักชนก ศรีนอก) มีลักษณะเป็น “เกมการเมือง”

ที่พยายามใช้กลไก กมธ. เป็น เครื่องมือสร้างกระแสและดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม มากกว่าการทำหน้าที่นิติบัญญัติอย่างตรงไปตรงมา

ผ่านการหยิบยกประเด็นร้อนขึ้นมาตรวจสอบบุคคลระดับแกนนำและรัฐมนตรีจาก พรรคภูมิใจไทย หลายกรณี

ไม่ว่าจะเป็น การใช้อำนาจประธานบรรจุวาระและเชิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้ามาชี้แจง วาระตรวจสอบข้อกล่าวหาทุจริตสอบท้องถิ่น

หรือจะเป็น การออกหนังสือเชิญ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เข้าชี้แจงรายละเอียดโครงการ TH-AI Passport

รวมไปถึง การบรรจุวาระเชิญ น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย เข้าชี้แจงประเด็นเส้นทางการเงินของตนเองและสามีชาวต่างชาติ

ความร้าวฉานลุกลามถึงขั้นสุดเมื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร ประท้วงและแสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงกลางที่ประชุม

ก่อนนำทีม กมธ.ฝ่ายรัฐบาล 6 คน พร้อมด้วย กมธ.ฝ่ายค้านบางส่วน “วอล์กเอาต์” ออกจากห้องประชุม จนส่งผลกระทบต่อองค์ประชุมที่ไม่ครบกึ่งหนึ่ง

นายศุภชัยและกลุ่ม กมธ.ที่วอล์กเอาต์ ระบุเหตุผลตรงกันว่า เป็นการแสดงออกเพื่อทักท้วงการทำงานของประธาน กมธ. ที่ “ล้ำเส้นและไม่ใช่อำนาจหน้าที่โดยตรง” ของ กมธ.กฎหมายฯ

อีกทั้งยังมีกระบวนการรับเรื่อง ดึงประเด็นมาพิจารณาซ้ำซ้อนกับ กมธ.คณะอื่น และพยายามลัดขั้นตอนโดยไม่ผ่านมติที่ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ

เรื่องดังกล่าวได้ส่งต่อไปยัง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่านหนังสือร้องเรียนจากนายศุภชัย เพื่อขอให้ประธานสภาฯ ในฐานะเบอร์หนึ่งของฝ่ายนิติบัญญัติ เร่งใช้อำนาจวินิจฉัยและวางแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 ชุด

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นศึกปะทะ ระหว่าง พรรครัฐบาล และ พรรคฝ่ายค้าน เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ช่องโหว่ ของข้อบังคับการประชุมสภาฯ ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือชิงความได้เปรียบทางการเมือง

ล่าสุด ผลการหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ระหว่าง ประธานสภาผู้แทนราษฎร กับประธาน กมธ. ทั้ง 35 คณะ ได้ข้อยุติเป็น “4 แนวทางปฏิบัติมาตรฐาน”

เพื่อดัดหลังการใช้อำนาจเกินขอบเขต และจัดระเบียบการทำงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นทางการ ดังนี้ 1.ตัดวงจร “ซ้ำซ้อน-แย่งซีน” (ตีความเคร่งครัด) 2.ควบคุมวาระและวันประชุม (สยบการประชุมฉุกเฉินแอบแฝง) 3.ปิดช่อง “จัดวาระตามใจชอบ” 4.ชัดเจนเรื่อง “ออกหนังสือเชิญ/เรียก” บังคับใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียกฯ 2568

ทำให้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ต้องออกมาส่งเสียงเตือนอย่างดุดัน

ต่อกรณีระเบียบการทำงานใหม่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญทั้ง 35 คณะ ว่า ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของขัดแย้งเชิงกติกาหรือระเบียบการประชุมสภาฯ ทั่วไป

หากแต่กำลังสะท้อนถึง “ยุทธศาสตร์การรวบอำนาจเชิงสถาบัน” ที่ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพทางการเมืองในระบบรัฐสภาอย่างลึกซึ้ง

ซึ่งแนวทางดังกล่าวนับเป็นความพยายามอย่างชัดเจนในการทำลายกลไกการตรวจสอบของสภา โดยเฉพาะการทำงานของฝ่ายค้าน

การกำหนดให้การดำเนินงานทุกอย่างของ กมธ. เช่น การบรรจุวาระ การเชิญหน่วยงานแจง หรือแม้แต่การแถลงข่าว ต้องผ่านมติที่ประชุมก่อนนั้น นอกจากจะขัดต่อแนวปฏิบัติเดิมและลดความคล่องตัวแล้ว

ยังเป็นการเปิดช่องให้ สส.ฝั่งรัฐบาลซึ่งเป็นเสียงข้างมากในทุกคณะ ใช้มติจับมือกันปิดกั้นการตรวจสอบเรื่องทุจริตหรือประเด็นที่เชื่อมโยงกับฝ่ายการเมืองในรัฐบาล

ทั้งนี้ ฝ่ายค้าน เตรียมเปิดเกมรุกสู้ผ่านหลายช่องทาง ทั้งการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของวิปฝ่ายค้าน ยื่นหนังสือหารือประธานสภาฯ บรรจุเป็นญัตติเสนอแนะแนวทาง

ตลอดจนจับตาดูท่าทีในการแก้ไขร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ “ล็อกสเปก” การทำงานของ กมธ.

ฟาก นายรังสิมันต์ โรม เปิดหน้าชนฝ่ายรัฐบาล ออกมาโพสต์เอกสารบันทึกข้อความสภาผู้แทนราษฎร พร้อมวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อกรณีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานใหม่ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญ

ซึ่งได้รับการเห็นชอบจากประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ว่าเป็นการรวบอำนาจและลิดรอนกลไกการตรวจสอบของฝ่ายค้านทั้งระบบ

ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีการตีความจำกัดขอบเขตหน้าที่ อำนาจในการบรรจุวาระการประชุม รวมถึงการเชิญหรือเรียกบุคคลและเอกสารมาตรวจสอบ

ทั้งที่ที่ผ่านมาการปฏิบัติหน้าที่ของประธาน กมธ.เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมและรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด พฤติกรรมเช่นนี้เข้าข่าย “กินรวบทำลายอำนาจตรวจสอบ”

และเป็นลักษณะของการ “เผาบ้านไล่หนู” เพียงเพราะการทำงานของ กมธ.ไปกระทบผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม

อีกทั้งยังติง ฝ่ายบริหาร ว่าไม่กล้าเผชิญหน้า แต่กลับปล่อยให้ข้าราชการทำหน้าที่เป็น “หนังหน้าไฟ” และ “พายเรือให้โจรนั่ง” ด้วยการจัดทำความเห็นบิดเบือนกฎหมายเพื่อเปิดทางให้ฝ่ายการเมืองนำไปใช้เป็นข้ออ้าง

และยังได้ตั้งคำถามทิ้งท้ายเชื่อมโยงไปถึงประเด็นร้อนที่ กมธ.กำลังติดตามตรวจสอบ อย่างคดีทุจริตสอบท้องถิ่น สินบน 40 ล้านบาท เว็บพนันออนไลน์ และโครงการ TH-AI passport ว่า การรวบอำนาจครั้งนี้ทำไปเพื่อปกป้องผู้มีพระคุณและผู้บริสุทธิ์จริงหรือไม่อีกด้วย

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ก็ไม่นิ่งเฉย ออกมาโพสต์ข้อความเดือดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ วิจารณ์การใช้อำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีนี้อย่างดุเดือด

ใจความสำคัญอย่างตรงไปตรงมาว่า การกระทำดังกล่าวเปรียบเสมือนการทำตัวเป็น “ขี้ข้ารับใช้นายแบบไม่เหนียมอาย”

พร้อมชี้ว่า คณะกรรมาธิการ ถือเป็นหนึ่งในกลไกและอำนาจสำคัญของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ในการตรวจสอบประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

ศึกสภาในครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประธานสภาผู้แทนราษฎร ในการสร้าง “กติกาที่เป็นกลาง” ที่ไม่เพียงแต่นำความสงบเรียบร้อยมาสู่ที่ประชุม

แต่ต้องรักษา วิญญาณและประสิทธิภาพ ของการตรวจสอบถ่วงดุลในระบอบประชาธิปไตยเอาไว้ให้ได้พร้อมกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จวกยับกินรวบ! 'อภิสิทธิ์' เตือนรัฐบาลปิดประตูตรวจสอบ ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

'อภิสิทธิ์' อัดประธานสภาฯ ตัดอำนาจกมธ. 35 คณะ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ เอื้อสส.รัฐบาลลอยนวล ตรวจสอบไม่ได้ รับกังวลสุด ปม สส.ภูมิใจไทย ชงทุกอย่างต้องผ่านสภา

ศุภชัยแจง 5 ข้อจัดระเบียบประชุม กมธ.ไม่ได้ลดอำนาจการตรวจสอบ

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊ก

‘ศิริโชค’ เหน็บแรงยกตัวเองเป็นต้นเหตุ ทำให้สภาฯเปลี่ยนกติกาประชุมกมธ.

นายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  พาดพิงถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)

‘วัส’ วิเคราะห์ ‘โสภณ’ จัดระเบียบ 'กมธ.สภา' ทำเกินอำนาจหรือไม่?

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” เรื่องจัดระเบียบสภา หรือ ตัดทอนอำนาจตรวจสอบ? วิเคราะห์กรณี "โสภณ" เคาะแนวทาง 35 กมธ.

ทดสอบ“แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ” ระบบรับมือวิกฤตที่ต้องใช้ได้จริง

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามในภูมิภาคอื่น เช่น สงคราม “รัสเซีย-ยูเครน” หรือสัญญาณการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านกำลังใกล้เข้ามา ทำให้ชาติต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับความมั่นคงระดับประเทศและผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

“โสภณ” ชี้ความดีในใจมนุษย์ไม่มีเครื่องมือวัด ต้องดูที่ความประพฤติ แม้เทคโนโลยีล้ำแค่ไหน แต่ยังวัดไม่ได้ว่าใครดี ใครชั่ว

วันที่ 2 พ.ย. 69 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในพิธีเปิด