โอกาสสุดท้ายของ 'ทักษิณ'

ไม่ธรรมดานะครับ

อย่าประเมิน "อุ๊งอิ๊ง" ต่ำเกินไป

การหยิบประเด็น "พาพ่อกลับบ้าน" มาพูดบ่อยครั้งขึ้น ถือเป็นความกล้าที่คนในพรรคเพื่อไทยน้อยคน จะกล้าพูดถึง

เพราะนโยบาย พาทักษิณ กลับบ้าน ด้วยการเข็น กฎหมายนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เคยเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล่มสลายมาแล้ว

 เป็นบทเรียนสำหรับพรรคเพื่อไทยว่า หากคิดจะเดินย่้ำรอยเดิม ผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะไม่แตกต่างไปจากเดิม

แต่ "อุ๊งอิ๊ง" ไม่ได้สนใจ

หนำซ้ำกลับดูเหมือนท้าทาย

ทำนองว่า จะเอาพ่อกลับบ้าน ใครจะทำไม

ที่เกิดเป็นประเด็นล่าสุด "อุ๊งอิ๊ง" ให้สัมภาษณ์รายการ  Woody Exclusive โดย วู้ดดี้-วุฒิธร มิลินทจินดา มีบทสนทนาเรื่องทักษิณอยากกลับเมืองไทย

"...เมื่อถึงเวลาทุกคนจะรู้ค่ะ

ส่วนจะรู้จากตัวเองหรือพ่อ เอาไว้ว่ากันอีกที เดี๋ยวไม่เซอร์ไพรส์ แต่ก็รอคอยวันนั้น รอคอย เชื่อว่าทุกคนในครอบครัวรอคอย

สิ่งที่พูดกัน ไม่ได้พูดถึงรูปแบบของการกลับมามากมาย จะพูดกันในเรื่องแบบว่า กลับมาแล้วอยากทำอะไร  บอกคุณพ่อว่า กลับมาแล้วจะให้อยู่บ้าน เลี้ยงหลาน ไม่ต้องทำงานเยอะแล้ว..."

ก็ถือว่าเป็นมวยครับ

ไม่พูดถึงรูปแบบว่าจะกลับมาอย่างไร

แค่บอกว่ากลับมาแล้วจะทำอะไร

ปล่อยให้เดากันไป

มีกี่หนทางที่ "ทักษิณ" สามารถกลับไทยได้

กลับมาติดคุกชดใช้ความผิด

ออกกฎหมายนิรโทษกรรม

ก็มีอยู่เท่านี้

แต่วิธีการเป็นเรื่องน่าสนใจ

"ทักษิณ" เคยยิ่งใหญ่ พาไทยรักไทย กวาดเก้าอี้ ส.ส.เกินครึ่งสภา ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วิธีการที่ใช้คือดูด ส.ส. ควบรวมพรรคการเมือง แต่สามารถนำมาซึ่งอำนาจได้จริง แม้ที่มาจะถูกมองว่า มีเรื่องสกปรกทางการเมืองปะปนอยู่ก็ตามที

วันนี้เพื่อไทย และ "อุ๊งอิ๊ง" ประโคมว่า จะเกิดปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ อีกครั้ง นี่ไม่ใช่เรื่องที่พูดลอยๆ แต่มีเป้าหมายที่คาดไม่ถึงคือ ใช้เป็นเงื่อนไขพา "ทักษิณ" กลับบ้าน

อย่าลืมนะครับระบอบทักษิณขึ้นถึงจุดสูงสุด ในการเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ และวันนี้ "ทักษิณ" ยังคาใจ ต้องการแก้มืออีกครั้ง 

ในความคิด "ทักษิณ" พรรคการเมืองที่ได้เก้าอี้ ส.ส.  ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แปลความอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้การยอมรับ

ฉะนั้นเป้าหมายของ "ทักษิณ" คือ ต้องสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ ให้เกิดขึ้นอีกครั้งให้ได้

ให้เพื่อไทยชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย และนำไปใช้เป็นเงื่อนไขในการกลับไทย

แน่นอนว่า "ยุคยิ่งลักษณ์" เกิดความผิดพลาดจากความพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมพ่วงกรณีคอร์รัปชันเข้าไปด้วย

ในขณะที่เครือข่ายของพรรคเพื่อไทยขณะนั้น ไม่ได้แข็งแรงพอ

แม้การเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ พรรคเพื่อไทยสามารถ กวาดที่นั่ง ส.ส.ได้เกินครึ่ง คือ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ของสภาผู้แทนราษฎร

แต่พรรคประชาธิปัตย์ มี ส.ส. ๓๒ เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นสัดส่วนที่สมน้ำสมเนื้อระหว่างพรรคอันดับหนึ่งของรัฐบาล และฝ่ายค้าน

ต่างจากปี ๒๕๔๘ อย่างสิ้นเชิง

เพราะเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.เพียง ๑๙ เปอร์เซ็นต์

ความผิดพลาดจากยุคยิ่งลักษณ์ "ทักษิณ" ได้วางแผนใหม่อีกครั้ง

แต่ไม่ได้ใช้พรรคเพื่อไทยเดินเรื่อง

การเลือกตั้งปี ๒๕๖๒ ยุคแตกแบงก์พัน เกิดพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทย กระจายตัวอดีต ส.ส.กลุ่มเดิม แยกไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ หวังเก็บทุกคะแนนจากการเลือกตั้ง ตามกติกาใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้พรรคใหญ่ได้เก้าอี้ ส.ส.น้อยลง

และสู้กับการยุบพรรค

วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ พรรคไทยรักษาชาติ ยื่นพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นผู้ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงชื่อเดียว

กลายเป็นประเด็นเขย่าการเมือง ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

เป็นอีกครั้งที่ "ทักษิณ" วางแผน ให้เกิดปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ 

เป้าหมายเพื่อให้ตัวเองเดินทางกลับประเทศไทยอย่างเท่ๆ ได้

แต่...สถานการณ์เปลี่ยน จากหน้ามือเป็นหลังเท้า

๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ คณะกรรมการการเลือกตั้ง  (กกต.) ยื่นยุบพรรคไทยรักษาชาติ

๗ มีนาคม ๒๕๖๒ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พร้อมตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง จดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองเป็นเวลา ๑๐ ปี

แผนที่ดูเหมือนรัดกุม แต่ผิดพลาดตั้งแต่เริ่มคิด เป็นอีกครั้งที่ "ทักษิณ" ต้องกลับไปคิดใหม่ทำใหม่เพื่อตัวเอง

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าเป้าหมายหลักของ "ทักษิณ" ไม่ได้อยู่ที่จำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร โดยตรง

แต่อยู่ที่จำนวนผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

และวันนี้ "อุ๊งอิ๊ง" ถึงได้มาเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย

การสร้างเครือข่ายพรรคการเมืองในรูปแบบครอบครัว   นอกจากหลบเลี่ยงกฎหมายพรรคการเมืองเรื่องการเสียค่าสมาชิกพรรค ๒๐๐ บาทต่อปี แล้ว ยังให้ความรู้สึกเหนียวแน่นกว่าการเป็นแค่สมาชิกพรรคการเมือง

การที่ "ทักษิณ" เอา "อุ๊งอิ๊ง" มาใช้งานทางการเมือง  ก็มีเป้าหมายชัดเจน คือขยายผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ไปสู่คนรุ่นใหม่ และกลุ่มแอลจีบีที (LGBT)

ดึงคนเหล่านี้มาอยู่ในครอบครัว

เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้กลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ เข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองมากขึ้น

และมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมืองของคนรุ่นใหม่

นี่คือเป้าหมายโดยรวมทั้งหมด ๑๔ ล้านเสียง

"อุ๊งอิ๊ง" ตอบ "พี่วู้ดดี้"                    

"ว้าว นายกฯ เลยใช่ไหมค่ะ ต้องแล้วแต่คนในพรรคจะเมตตาเราว่าแค่ไหน จะต้องออกมาข้างนอกว่า ประชาชนคิดอย่างไรมากกว่า"

และตอบอีกครั้ง

"...นายกฯ หรอคะ วันนี้ใช่ไหมคะ ยังไม่อยากค่ะ  (หัวเราะร่วนตามแบบฉบับของเธอ) แต่ก็รู้สึกว่า ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง อิ๊งว่า ถ้าเวลามันถึง มันใช่ ไม่รู้ความคิดจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่ ณ วันนี้ ที่พูดกับพี่วู้ดดี้อยู่ ยังไม่ได้อยากเป็นนายกฯ เราอยากจะเก่งกว่านี้ก่อน อยากจะมีประสบการณ์มากกว่านี้สักหน่อย..."

อยู่กลางแจ้งมาไม่กี่วัน "อุ๊งอิ๊ง" เริ่มรู้ว่าต้องปรับตัวอย่างไร

เก่งกว่า "ยิ่งลักษณ์" ตามที่หลายคนว่าจริงๆ

ครับ...นี่คือโอกาสสุดท้ายของ "ทักษิณ"

ถ้าพลาดจาก "อุ๊งอิ๊ง" แผ่นดินกลบหน้าในต่างแดน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ชัชชาติ' เจอของจริง

ถามหน่อย... ตอนหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ใครได้ยิน "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" พูดว่า รถไฟฟ้า ๓๐ บาท คิดจากราคาค่าโดยสารเฉลี่ยที่คนใช้บริการ ๘-๑๑ สถานีบ้าง

'ลุงตู่'ชี้อนาคตพปชร.

น่าคิด... ถึงจะเป็นประเด็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า การย้ายพรรคของ ส.ส.ต้องทำภายในกี่วัน ในเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็มีประเด็นต่อเนื่องให้ต้องพูดถึงกันมากทีเดียว

'ชัชชาติ' ไลฟ์สด

ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ สถานการณ์โควิดในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อรายวันทรงตัวอยู่ที่พันกว่าถึงสองพัน

'พ่อคิด ลูกทำ'

นัวเนียกันจริงๆ! ไม่รู้ใครเป็นใครแล้ว เปิดศึกกันรอบด้าน ใกล้มวยตับจากเข้าไปทุกที