
สถานการณ์ “หนี้ครัวเรือนไทย” เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตา หลังจากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่สถิติเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน หรือหนี้สินครัวเรือน ณ ไตรมาส 4/2564 พบว่า หนี้สินครัวเรือนไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 14.58 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 90.1% ต่อจีดีพี เทียบกับช่วงไตรมาส 4/2563 ที่หนี้ครัวเรือนไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 14.04 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 89.7% ต่อจีดีพี
โดยก่อนหน้านี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ประเมินว่า ในระยะถัดไปคาดว่าหนี้สินครัวเรือนมีโอกาสเพิ่มขึ้น โดยสาเหตุหลักมาจากครัวเรือนมีรายได้สูงหรือที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตยังมีแนวโน้มก่อหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสินเชื่อเพื่อยานพาหนะ รวมถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ยังมีความต้องการสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเพื่อมาชดเชยสภาพคล่องจากรายได้ที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่
ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้ประเมินสถานการณ์ทางการเงินของภาคครัวเรือนไทย จากข้อมูลผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทยปี 2564 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ฐานะทางการเงินในระดับครัวเรือนมีสัญญาณอ่อนแอและมีหนี้สูงขึ้นจากผลกระทบของโควิด-19 ที่ระบาดยืดเยื้อ แม้ว่าครัวเรือนไทยในปีที่ผ่านมาจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 27,352 บาทต่อเดือน ขยับขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยที่ 26,018 บาทต่อเดือนในปี 2562 แต่ภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนก็ขยับสูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน โดยค่าใช้จ่ายของครัวเรือนคิดเป็นสัดส่วนราว 79% ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งสะท้อนว่าหากครัวเรือนมีภาระอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาระผ่อนหนี้ ก็จะทำให้เงินเหลือสำหรับเก็บสะสมเป็นเงินออมน้อยลง!!
ส่วนข้อมูลในฝั่งสินเชื่อ สะท้อนว่า ครัวเรือนไทยมีฐานะทางการเงินที่เปราะบางมากขึ้น โดยผลสำรวจพบว่า สัดส่วนครัวเรือนที่มีหนี้ขยับขึ้นจาก 45.2% ในปี 2562 มาเป็น 51.5% ในปี 2564 โดยหนี้ที่เพิ่มขึ้นบางส่วนมาจากแหล่งเงินกู้นอกระบบ ขณะเดียวกันระดับหนี้สินเฉลี่ยยังเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่ารายได้ของครัวเรือนอีกด้วย
โดย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ภาพดังกล่าวตอกย้ำว่าฐานะทางการเงินของภาคครัวเรือนและประชาชนรายย่อยยังคงมีความอ่อนไหวต่อสภาวะผันผวนและไม่แน่นอนของเส้นทางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยที่อาจเริ่มขยับขึ้นในอนาคต ส่วนแนวโน้มหนี้ครัวเรือนไทยในปี 2565 นั้น ประเมินว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีอาจจะชะลอลงมาอยู่ในกรอบ 86.5-88.5% โดยมีค่ากลางกรณีพื้นฐานที่ 87.5% ต่อจีดีพี
ทั้งนี้ แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะต่ำลงเมื่อเทียบกับระดับ 90.1% ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2564 แต่ก็ยังนับว่าเป็นสัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูง โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีย่อตัวลงมานั้น มาจากการที่จีดีพี ณ ราคาประจำปี (Nominal GDP) มีแนวโน้มเติบโตสูงจากผลของภาวะเงินเฟ้อที่เร่งตัว ไม่ได้เป็นผลมาจากหนี้สินของครัวเรือนที่ปรับลดลง หรืออีกนัยหนึ่งคือ ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนไทยในปีนี้จะยังคงเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวในกรอบจำกัด ย่อมทำให้ประชาชน/ครัวเรือนรายย่อยยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาเงินกู้มาเสริมสภาพคล่อง หรือเป็นเงินทุนหมุนเวียนในระยะสั้น ขณะเดียวกันครัวเรือนที่มีกำลังซื้อและมีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัย อาจเร่งตัดสินใจก่อนที่แนวโน้มดอกเบี้ยไทยจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น
อย่างไรก็ดีในด้านรัฐบาลเองก็ได้ประกาศชัดเจนว่า ในปี 2565 จะเร่งดำเนินการในการแก้ไขปัญหาหนี้สินและคลี่คลายภาระครัวเรือนผ่าน 8 แนวทาง ได้แก่ การแก้ปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา, กำหนดการไกล่เกลี่ยและการปรับโครงสร้างหนี้เป็นวาระของประเทศ ผ่านกลไก ธปท. และสถาบันการเงินของรัฐ, การแก้ปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์ และรถจักรยานยนต์, การแก้ปัญหาหนี้สินข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการครู-ข้าราชการตำรวจ, การปรับลดและทบทวนโครงสร้างและเพดานอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และการออกมาตรการคุ้มครองสิทธิ์ของลูกหนี้, การแก้ปัญหาหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล, การแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนขอประชาชนรายย่อยและเอสเอ็มอี รวมถึงการปรับปรุงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม.
ครองขวัญ รอดหมวน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”
‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ปี69อุตฯยานยนต์ยังเหนื่อย
ในช่วง 2-3 ปีนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน

