
เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม และอยากเห็นกระบวนการยุติธรรมของไทยเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ก็จะก่นด่าการกระทำของเขาที่ไม่เคารพกฎหมาย ทำผิดไม่ยอมรับผิด ทำตัวเหนือกฎหมาย พอมีคนด่ามากๆ เข้า คนที่รักเขาแบบ
ไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจว่าเขาจะทำตัวชั่วร้ายเพียงใด ก็จะออกมาด่าคนที่ด่านักการเมืองคนเลวว่า “จะด่าอะไรคนคนนี้ ต้องคิดดูบ้างว่ามีคนรักเขาเป็นล้านๆ คน” พูดแบบนี้ก็หมายความว่าคนที่ด่านักการเมืองเลวเป็นคนที่ไม่เคารพคนจำนวนมากที่รักนักการเมืองคนเลวคนนี้
ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ คนที่รักนักการเมืองชั่วๆ คนนี้ ยังเรียกคนที่ด่านักการเมืองคนนี้ว่าเป็นพวกนิยมเผด็จการบ้าง เป็นคนไม่เคารพประชาธิปไตย ไปด่าคนที่ได้ตำแหน่งมาจากการเลือกตั้งตามครรลองของประชาธิปไตย และพวกเขายังประณามคนที่ด่านักการเมืองเลวๆ ว่าเป็นพวกที่คอยหาเรื่องด่านักการเมืองคนที่พวกเขารัก และยังเรียกคนที่รักความยุติธรรมและให้ความสำคัญกับกฎหมายว่าเป็นพวก “จารีตนิยม” บ้าง หรือบางทีก็เรียกว่า “อนุรักษนิยมบ้าง” แม้คำที่พวกเขาเรียกคนที่ชังนักการเมืองเลวจะฟังดูเป็นคำที่ไพเราะ แต่คนพูดไม่ได้มีเจตนาที่จะชม เขาใช้คำเหล่านี้ในเชิงลบ เขาหมายถึงคนที่โบราณ ไม่ยอมรับความก้าวหน้า ปฏิเสธความเจริญ (ที่พวกเขาคิดว่านักการเมืองเลวคนนั้นสร้างความเจริญให้กับประเทศชาติ) เขาไม่สนใจว่านักการเมืองคนนั้นจะเลวแค่ไหน จะทำชั่วอะไร แต่เขามองว่านักการเมืองคนนั้นสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติมากกว่านักการเมืองคนอื่นๆ
สิ่งที่น่าเศร้าใจก็คือ มีคนจำนวนมากที่ไม่ต้องการให้ใครด่านักการเมืองชั่วๆ คนนั้น มองว่าเขาคือผู้นำที่ดีที่สุดของประเทศไทย พวกเขายอมรับการทำชั่วด้วยการโกงประเทศชาติได้ พวกเขามองว่าถึงนักการเมืองคนนั้นจะชั่วแค่ไหนอย่างไร แต่เขาก็ทำให้ประชาชนมีกินมีใช้ มีชีวิตที่ดีขึ้น บางคนถึงกับพูดว่า “โกงไม่เป็นไร ขอให้เอามาแบ่งให้ประชาชนบ้างก็พอ” ถ้าหากคนไทยจำนวนมากคิดเช่นนี้ แล้วประเทศไทยจะปราศจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนยอมรับคนโกงได้ และมองว่าการโกงประเทศชาติไม่มีความผิด และบางคนก็มองว่าคดีต่างๆ ที่นักการเมืองสุดที่รักและแสนดีของเขาโดนนั้นเป็นการกลั่นแกล้ง เป็นการยัดเยียดคดี เป็นความอิจฉา เป็นความต้องการกำจัดนักการเมืองที่แสนดีของเขา นอกจากประชาชนจำนวนหนึ่งชื่นชมนักการเมืองขี้โกง และมองว่านักการเมืองขี้โกงเป็นผู้นำที่ดีที่สุดแล้ว ยังมีนักวิชาการบางคนที่พูดจาแบบยอมจำนนว่า “การโกงบ้านโกงเมืองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมไทย” พูดแบบนี้ก็หมายความว่าพวกเราต้องยอมรับว่าเราหนีการโกงของนักการเมืองไม่พ้น เราต้องยอมรับการโกงของนักการเมืองต่อไป
ถ้าหากพรรคการเมืองใดมีนโยบาย มีโครงการที่แจกเงิน แจกของให้ประชาชนมากๆ ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ถึงพวกเขาจะโกงก็จะเลือกต่อไป และยังมีการพูดกันอีกเป็นจำนวนมากว่า “รัฐบาลไหนมันก็โกงทั้งนั้นแหละ” เมื่อคิดกันแบบนี้ก็เลยเลือกนักการเมืองที่มีโครงการ “แจกมากที่สุด” และยกย่องนักการเมืองคนที่แจกมากที่สุดว่า “ดีที่สุด” ยอมรับการโกงบ้านโกงเมืองที่เป็นความชั่วได้โดยไม่คิดจะเปลี่ยนใจ เมื่อประชาชนจำนวนมากคิดเช่นนี้ เลือกนักการเมืองเช่นนี้ ประเทศเราจะหนีการฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่ได้ งบประมาณของเราจะไม่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาบ้านเมืองเพื่อประชาชนเต็ม 100% แต่จะเข้ากระเป๋านักการเมืองขี้โกง เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่มีกำลังใจที่จะเสียภาษี เพราะไม่ต้องการเสียภาษีให้นักการเมืองโกงเอาไปสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองมากกว่าเอามาใช้ในการพัฒนาประเทศ
ปัจจุบันมี social media ประชาชนจำนวนหนึ่งทำตัวเป็นนักรบ cyber กดดันนักการเมืองและผู้มีอำนาจในการใช้กฎหมาย จัดการกับนักการเมืองชั่ว จนพวกเขาไม่อาจจะทำตัวเหนือกฎหมายต่อไป ต้องยอมจำนนรับผิดตามครรลองของกฎหมาย แต่นักการเมืองขี้โกงไม่ได้มีคนเดียว พอคนหนึ่งทำตามกฎหมาย นักรบ cyber ก็หยุดด่านักการเมืองคนนั้น แต่เมื่อมีนักการเมืองชั่วโผล่ขึ้นมาอีกคน นักรบ cyber ก็หันกระบอกข่าวยิงไปที่นักการเมืองชั่วที่ความชั่วปรากฏขึ้นใหม่ ประชาชนที่นิยมนักการเมืองชั่ว ก็มีด่าว่านักรบ cyber ผู้รักความยุติธรรมอีกว่าเป็นพวกชอบปลุกผีขึ้นมาด่า พอผีตัวหนึ่งยอมเข้ากระบวนการยุติธรรม ไม่มีเรื่องด่าแล้ว ก็ปลุกผีตัวใหม่ขึ้นมาด่าอีก แบบไม่ยอมให้นักการเมืองพรรคที่เขารักได้ผุดได้เกิด พวกเขาไม่มองว่านักการเมืองที่ถูกด่านั้นชั่วอย่างไร พวกเขากลับมองว่าคนที่ด่านักการเมืองชั่วนั้นเป็นคนที่ปลุกผีขึ้นมาด่าเพื่อช่วยให้พวก “จารีตนิยม” หรือ “อนุรักษนิยม” ได้ดำรงอำนาจและความเป็นอภิสิทธิ์ชนต่อไป เขาใช้คำพูดที่สร้างความชอบธรรมให้พวกเขาและนักการเมืองที่เขารักว่า “จะด่านักการเมืองคนไหน ให้คิดด้วยว่านักการเมืองคนนั้นมีคนรักเป็นล้านๆ” ตกลงเราจะมองการเมืองเชิง “ปริมาณ” ไม่มองเชิง “คุณภาพ” กันเลยใช่ไหม แบบนี้ก็น่าสงสารประเทศไทย และสงสารคนไทยที่ไม่อาจรับนักการเมืองชั่วๆ ได้
“โกงแล้วเอามาแจกให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่เป็นไร การโกงบ้านโกงเมืองเป็นโครงสร้างของสังคมไทย รัฐบาลไหนก็โกงทั้งนั้น ต้องเลือกคนที่โกงแล้วแจก ใครแจกเยอะ คนนั้นแหละดี คนที่แจกก็คือนักการเมืองที่ดีที่สุดที่พวกเราจะเลือกต่อไป” ความคิดแบบนี้แหละที่เซาะกร่อนความเจริญของประเทศไทยนะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!
อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า
โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.
เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์
ตัวเปลี่ยนเกมทางเศรษฐกิจแย้มโฉมหน้า
ระยะเวลาเจ็ดปีที่มฤตยูจร (0) ซึ่งหนึ่งในความหมายทางโหรคือการปฏิวัติใหญ่ล้มล้างสิ่งเก่าไม่เลือกหน้าเพื่อสถาปนาสิ่งใหม่ เข้าเดินในราศีพฤษภ ซึ่งเป็
วิกฤตในคราวนี้...สามัคคีคือพลัง
ด้วยความรักและความห่วงใยบ้านเมือง เมื่อเราติดตามสถานการณ์ของบ้านเมืองเรา ก็จะเห็นว่าบ้านเมืองเรากำลังเผชิญกับวิกฤตทั้งศึกนอกและศึกในที่พวกเราต้องสามัคคีและร่วมมือกันในการฝ่าวิกฤตครั้งนี้
สงคราม...ที่กำลัง'เปลี่ยนโลก'
ตั้งแต่ สงครามรัสเซีย-ยูเครน กำลังอุตลุด ชุลมุน พระสันตะปาปาองค์ก่อน คือ พระสันตะปาปาฟรานซิส ท่านก็เคยสรุปเอาไว้แล้วตั้งแต่นั้นว่า...สิ่งที่เรียกว่า สงครามโลกครั้งที่ 3
ทีม 'วปอ.61' ของ 'หนู'
ศึกชิงเก้าอี้ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" หรือ "ผบ.ตร." คนที่ 16 แตะไม้ต่อมือจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ที่จะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน 2569

