สมอง...ไม่มีเสื่อม

ดรามาในสังคมไทยบางเรื่องบางราวอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกระเหี่ยใจกับความใจเร็วด่วนได้ และ "หิวแสง" ของคนยุคดิจิทัลที่แค่มีมือถือ และใจใหญ่ๆ ก็สามารถสร้างตัวตนชิงพื้นที่ข่าวได้

แต่ในอีกทางหนึ่ง ก็เป็นคุณประโยชน์เหมือนกัน อย่างน้อยก็กระตุ้นให้คนมากมายตระหนักรู้ถึงเรื่องราวของโรคสมองเสื่อม และที่สำคัญคือ เมื่อรู้แล้วก็ค้นคว้าหาทางป้องกัน ไม่ให้ตัวเองและคนข้างตัวต้องเจอะเจอกับดรามาแบบ "หลวงปู่แสง"

ข้อมูลจากสมาคมโรคสมองเสื่อมฯ บอกว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นปีละ 10% ชี้ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ทำงานหรือกิจกรรมทางกายภาพ ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ มีโอกาสเกิดภาวะโรคสมองเสื่อม 9 ใน 10 คน

ผลการศึกษายังพบว่าผู้ที่เป็นอัลไซเมอร์จะเสียชีวิตหลังเป็นเฉลี่ยประมาณ 7-10 ปี โดยผู้หญิงจะเสียชีวิตช้ากว่าผู้ชาย ขณะที่ปัจจุบันยาที่ให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมรับประทานไม่ได้แก้ที่สาเหตุโรค เพียงแต่ทำให้เสียชีวิตช้าลง และในระยะสุดท้ายผู้ใกล้ชิดก็ต้องดูแลผู้ป่วยเหมือนกับเด็กเล็กทุกอย่าง

สำหรับปัจจัยตัวแปรที่สำคัญกระตุ้นให้เกิดภาวะโรคสมองเสื่อม อันดับแรกมาจากวัยที่อายุเพิ่มมากขึ้น อันดับสองกิจกรรมทางกายภาพที่ไม่ได้ทำงาน การไม่ออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ และอันดับสาม โรคเบาหวาน ซึ่งงานวิจัยทั่วโลก ระบุว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนทั่วไป 2 เท่า ส่วนปัจจัยเสี่ยงเสริมอื่นๆ ได้แก่ ช่วงระยะเวลาการนอนหลับไม่เพียงพอ และระยะการนอนหลับลึกน้อยกว่า 4-5 ชั่วโมง

วิธีการที่ชะลอเวลาเกิดโรคสมองเสื่อม ควรมีกิจกรรมทำเสมอ ได้แก่ การออกกำลังกาย ทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต โดยการออกกำลังกายต้องให้เหนื่อยและมีเหงื่อออก วันละประมาณครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง เช่น...ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เดิน วิ่ง ทำนา ทำไร่ ตัดแต่งกิ่งไม้ เป็นต้น

ทั้งนี้...การออกกำลังกายที่จะช่วยลดผลลบเกิดโรคสมองเสื่อมได้นั้น ต้องออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนเส้นเลือดสมองหดและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จึงจะมีผลช่วยขับขยะของเสียระบบการทำงานของสมองประสาทส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพมากถึงสองเท่า

ฉะนั้น หมั่นออกกำลังกายไว้วันละนิด สมองไม่มีเสื่อมง่ายๆ นะคะ.

"ป้าเอง"

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาขยับร่างกายกันดีกว่า

โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน

มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต

เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด

กตัญญู..มองผ่านซีรีส์

ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ

น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?

ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ

โลกมันก็เป็นแบบนี้!!

เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”

เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"

“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”