
เรือโดยสาร GM OLIVEIRA II ออกจาก Tabatinga ท่าต้นทางช้าไปครึ่งชั่วโมง แต่พอถึงเย็นวันที่ 2 ของการเดินทาง เมื่อเรือจอดท่าที่ 7 ท่า Santo Antônio do Içá เรือกลับทำเวลาได้เร็วกว่ากำหนดอยู่ 1 ชั่วโมงครึ่ง
เนื่องจากว่า “รอน” ซึ่งก็คือเหล้ารัมที่ผมพกมาจากโคลอมเบียนั้นหมดลงอย่างรวดเร็วเพราะเหลืออยู่น้อยนิด และยังได้แบ่งปันให้กับเอดัวร์โด นักมวยไทยชาวเวเนซุเอลาที่กำลังกลับบ้านหลังจากไปเรียนมวยไทยในเปรู ตอนเรือจอดท่าที่ 8 คือท่า Fonte Boa ช่วงใกล้ๆ เที่ยงคืน ผมเข้านอนเสียก่อนแล้ว เพราะเมื่อรัมหมดก็ไม่อยากกลับไปดื่มเบียร์อีก อันอาจจะทำให้เกิดอาการแฮงโอเวอร์ในเช้าวันต่อมาได้
ท่าถัดไปที่เรือโดยสารจะเทียบจอดคือท่า Manaus (อ่านว่า มาเนาส์) ท่าเรือใหญ่สุดและสำคัญที่สุดของแม่น้ำแอมะซอน ซึ่งเป็นท่าสุดท้ายสำหรับการนั่งเรือโดยสารครั้งนี้ และอยู่ในวันที่ 4 ของการเดินทาง เท่ากับว่าวันนี้วันที่ 3 เรือจะไม่จอดที่ไหนเลย
เป็นที่น่าสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่าเวลาการเดินเรือจากท่าแรก-Tabatinga ถึงท่าที่ 8-Fonte Boa กินเวลาและระยะทางน้อยกว่าจากท่าที่ 8 ถึงท่าที่ 9 คือ Fonte Boa ถึง Manaus คงเป็นเพราะว่ายิ่งใกล้เมืองมาเนาส์เท่าไหร่ การเดินทางไปมาเนาส์ก็จะมีเรืออื่นๆ ให้เลือกมากขึ้น และอาจจะเกี่ยวข้องกับสัมปทานการแบ่งพื้นที่เดินเรือด้วย
ความจริงที่ว่าวันนี้เรือจะไม่จอดที่ท่าไหนเลยนั้น ทำให้ผมต้องอุทานออกมาเบาๆ ว่า “ซวยแล้ว” เพราะจะไม่มีอย่างอื่นให้ดื่มนอกจากเบียร์ แต่ในเมื่อยังไม่ถึงเวลาดื่มก็ยังไม่คิดถึงมัน ตอนนี้สบายใจขึ้นมากเรื่องข้อมูลต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับการล่องเรือ เพราะกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในเมืองมาเนาส์ 4 คนที่ขึ้นเรือมาตั้งแต่ท่า Santo Antônio do Içá (อ่านว่า ซานตวนโตนิโอ ดุยซา) สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ พวกเขาอายุ 18 และ 19 เพิ่งเรียนปี 1
คืนที่ผ่านมา “ราฟาเอลญา” สตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มใช้ภูมิปัญญาส่วนตัวเปิดขวดไวน์ให้ผม แม้ว่าไวน์นั้นผมจะดื่มไม่ลง เพราะเป็นไวน์หวานเจี๊ยบ เธอเรียนเศรษฐศาสตร์ ที่เหลืออีก 3 คน ชื่อ วิกเตอร์ เรียนเภสัชศาสตร์, ลูเซียโน เรียนวิศวกรรมศาสตร์ และดุกลาส ผมจำไม่ได้ว่าเรียนอะไร คนนี้ชอบแหย่ชอบแซวผม ถึงขั้นแจกถุงยางอนามัยให้ผม 3 ชิ้น บอกว่าถึงมาเนาส์แล้วอาจจำเป็น ผมก็แซวเขาว่าหน้าตาเหมือนจอร์จ ไมเคิล นักร้องดังซึ่งเป็นเกย์ (ผู้ล่วงลับ) ทำให้เขาเพลาๆ เรื่องโชว์เปลื้องผ้าและการค้าประเวณีในมาเนาส์ลงได้บ้าง
เวลาประมาณ 10 โมงเช้า เรือแล่นผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง อยู่ริมน้ำฝั่งขวามือ ข้างหลังแถวแนวของบ้านเรือนก็คือป่า ไม่น่าจะมีถนนหนทางที่เชื่อมกับหมู่บ้านอื่นนอกจากการสัญจรทางแม่น้ำแอมะซอนและการเดินป่าแอมะซอน มีเรือพายพุ่งออกมาจากริมตลิ่งจำนวนหลายลำ ในเรือพายล้วนเป็นเยาวชน ลำละ 2 คน 3 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้หญิง เรือพายมุ่งหน้ามายังเรือ 3 ชั้น ความจุผู้โดยสารมากกว่า 500 คนของเรา

พวกเธอไม่กลัวอันตราย พายเข้ามาจนเกือบถึงเรือ ตอนแรกผมนึกว่ามีของมาขาย แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะส่งของขึ้นมาได้อย่างไร ระดับความสูงห่างกันมากกว่า 10 เมตร ปรากฏว่ามีคนโยนสิ่งของลงไปในน้ำแล้วพวกเธอก็พายเรือไปเก็บ ซึ่งจำเป็นอยู่ทีเดียวที่ของที่โยนลงไปต้องลอยน้ำได้
ลูเซียโนอธิบายให้ผมฟังว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่นี้เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 5 หรือ 7 ปีก่อนเท่านั้น และไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เดี๋ยวนี้ผู้โดยสารเริ่มรู้ๆ กันแล้วว่าควรจะหาสิ่งของติดไม้ติดมือมาก่อนจะขึ้นเรือเพื่อมอบให้กับเด็กๆ เหล่านี้ คล้ายเป็นของฝากของขวัญ แม้ว่าจะรู้ดีว่าเสี่ยงอันตรายอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะถ้าสิ่งของเหล่านั้นลอยใกล้ๆ เรือโดยสารแล้วพวกเด็กๆ พายเข้ามาเก็บ หรือโยนของมีน้ำหนักลงไปโดนเด็กหรือเรือพาย
นักศึกษาหนุ่มบอกอีกว่าชาวริมน้ำแอมะซอนแถบนี้ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาและบริการสาธารณะต่างๆ แต่พวกเขาก็ยังไม่อพยพย้ายถิ่นไปไหน และพวกเขาเท่านั้นที่จะตอบได้ว่าเพราะเหตุใด

ในบรรดากลุ่มคนที่ขึ้นเรือมาจากท่า Santo Antônio do Içá เมื่อวานนี้ มีเด็กน้อย 2 คน พี่ชาย-น้องสาว อายุคงสัก 5 ขวบ และ 3 ขวบ หน้าตาจิ้มลิ้ม น่ารัก ขี้เล่น สร้างสีสันให้กับพวกเราชาวไทย 9 คน พ่อแม่ของหนูน้อยทั้งสองอัธยาศัยดี พ่อมีอาชีพเป็นหมอ พวกเขาผูกเปลอยู่ใกล้ๆ กับคณะพระธุดงค์ เด็กหญิงคนน้องนั้นชอบเล่นลิปสติกของแม่ เอามาเขียนหน้าเขียนตา ผมยกให้เธอเป็นเทพธิดาประจำเรือ ส่วนพี่ชายสนใจคณะสงฆ์เป็นพิเศษ ถึงขั้นขอวิชานั่งสมาธิจากท่านมหาดำรงค์ นริสสโร พระเดินธุดงค์รอบโลกร่วมคณะของพระสุธรรม ฐิตธัมโม
ในเรือลำนี้มีสตรีช่างทำเล็บโดยสารมาด้วย เธอน่าจะขึ้นเรือมาเพราะมีการงานรออยู่ที่เมืองมาเนาส์ และได้ใช้เวลาที่ว่างถึง 4 วัน 3 คืนรับจ๊อบในเรือ เพราะมีอุปกรณ์เครื่องมือพร้อมอยู่ในตะกร้าหูหิ้วใบใหญ่ บรรดาคุณป้าซึ่งเป็นโยมติดตามพระธุดงค์เห็นเธอให้บริการอยู่ในเปลของผู้โดยสารลูกค้า ได้จังหวะก็กวักมือมาใช้บริการบ้าง แถมยังให้เธอช่วยดูสุขภาพเล็บให้กับพระสงฆ์ด้วย เนื่องจากว่าพระสงฆ์ในคณะนั้นล้วนเป็นนักเดินเท้ากันทั้งสิ้น เดินมากๆ เล็บก็มีปัญหา แต่ไม่เคยใส่ใจเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ผมขึ้นไปดื่มเบียร์กระป๋องแรกบนดาดฟ้าตอนบ่ายต้นๆ หนุ่มคนหนึ่งนั่งดื่มไฮเนเกนอยู่อีกโต๊ะ ชวนให้ผมดื่มด้วยกัน ผมบอกเขาว่าอีกประมาณ 10 หรือ 15 นาทีจะมาดื่มด้วย ขอกลับลงไปทำธุระที่ชั้น 2 แต่ผมกลับลืมเสียสนิท จนผ่านไปราว 2 ชั่วโมงถึงนึกขึ้นได้ จึงปล่อยเลยตามเลย

อย่างที่ผมได้บอกไปว่าตามตารางเวลาวันนี้ เรือจะไม่จอดที่ท่าใดๆ แต่เรือเข้าเทียบที่ท่าแห่งหนึ่งในเมือง Coari ตอนเวลา 6 โมงเย็นเพื่อเติมน้ำมัน บริเวณนี้มีปั๊มน้ำมันลอยน้ำอยู่หลายปั๊ม ไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารขึ้นหรือลง แต่สามารถซื้อของจากคนขายข้างล่างได้โดยมีวิธีการส่งขึ้นมาตามแต่จะสร้างสรรค์ขึ้น ผมมองๆ ดูไม่มีสิ่งที่ต้องการอยู่ในสินค้าเหล่านั้น
กลุ่มวัยรุ่น 4 คนที่ผมกล่าวถึงก่อนหน้านี้ซื้อน้ำสีม่วงเข้มๆ คล้ายไวน์ แต่อยู่ในถุงพลาสติกใบใหญ่รัดหนังยาง พวกเขาซื้อมา 3 หรือ 4 ถุง ราฟาเอลญาทำตกแตกละเลงพื้นเรือไป 1 ถุง พวกผู้ชายบอกผมว่านี่คือไวน์ เรียกว่า Vinho de Açaí หรือ “ไวน์อะไซ” ซึ่งอะไซเป็นหมากหรือปาล์มชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นลูกเล็กๆ ขึ้นเรียงอยู่ในก้าน ซึ่งรวมกันเป็นพวงหรือทะลายใหญ่ ลูกอะไซมีขนาดใกล้เคียงกับบลูเบอร์รี นอกจากนำมาทำไวน์แล้วก็สามารถทำอาหารได้หลากหลาย
ผมหาข้อมูลภายหลังพบว่าอะไซมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง เป็นพืชประจำถิ่นในแถบแอมะซอน ขึ้นอยู่ตามหนองตามบึงและที่ราบน้ำท่วมถึง คนท้องถิ่นบริโภคกันมาหลายร้อยปีแล้ว แต่นักวิชาการเพิ่งจะศึกษาวิจัยเรื่องคุณค่าทางโภชนาการอย่างจริงจังเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ และมีชื่อออกสู่เมืองใหญ่ของบราซิล รวมถึงระดับนานาชาติเพียงประมาณยี่สิบปีที่ผ่านมา และเพราะว่าเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนภายนอก จึงมีการโฆษณาขายในโลกออนไลน์กันอย่างเอิกเกริก ส่วนใหญ่ออกไปทางอวดอ้างสรรพคุณ ทั้งบอกว่ารักษาโรคได้ต่างๆ นานา หรือแม้แต่สามารถเพิ่มขนาดไอ้นั่นของท่านชาย และส่งเสริมความแกร่งในเรื่องบนเตียง ทว่ามีการพิสูจน์แล้วว่าต้มตุ๋นหลอกลวงทั้งเพ
วิกเตอร์รินใส่แก้วยื่นให้ผม บอกว่ามีสรรพคุณทางยา กินแล้วกระปรี้กระเปร่า มีกำลังวังชา และวกเข้าเรื่องยาโป๊ ผมชิมแล้วก็พอจะบอกได้ว่ารสสัมผัสเหมือนผลไม้ปั่น คือไม่เป็นน้ำเหมือนไวน์ รสชาติคล้ายเบอร์รีบางชนิด แต่จืดและออกไปทางฝาดๆ มีความเป็นกรดเล็กน้อย ไม่รู้สึกว่ามีแอลกอฮอล์ ผมดื่มจดหมดแก้ว เขาเสนอให้ดื่มอีก ผมยอมแพ้

ระหว่างที่เรือเติมน้ำมัน ผมเลือกที่จะไม่พยายามสมัครใช้อินเทอร์เน็ต แต่ขอแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตจากโทรศัพท์มือถือของลูเซียโนเพื่อส่งคอลัมน์เข้าอีเมลของไทยโพสต์ แต่สัญญาณอินเทอร์เน็ตอ่อนมาก ส่งภาพประกอบไม่ไป เมื่อส่งไฟล์ไม่สำเร็จ ผมเลยต้องส่งข้อความไปแทน แจ้งว่าส่งไม่ได้เพื่อให้บรรณาธิการช่วยแก้ปัญหา เป็นเหตุให้คอลัมน์หายไป 1 อาทิตย์ก่อนหน้านี้
เย็นย่ำมาเยือน ผมจะไม่ดื่มไวน์หวานที่ซื้อพลาดมาอย่างเด็ดขาด รัมโคลอมเบียก็เกลี้ยงแล้ว ร้านค้าประจำเรือของหนุ่มอ้วนมีแค่เบียร์เท่านั้น แถมมี 2 ยี่ห้อที่เป็นแบรนด์ข้ามชาติ เซอเวจาท้องถิ่นมีเพียง ITAIPAVA ยี่ห้อเดียว
ผมชวนวัยรุ่นทั้งสี่ขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้า เดินผ่านโต๊ะหนุ่มที่ชวนผมดื่มเบียร์ก่อนหน้านี้ เขายังดื่มคนเดียว ผมเลือกที่จะไม่ทักทาย เพราะเห็นขวดเปล่าสีเขียวตั้งอยู่บนโต๊ะมากกว่า 10 ขวด และเวลานี้เขาถอดเสื้อ เหลือนุ่งแต่กางเกงขาสั้น รองเท้าไม่ใส่ ผมรู้สึกโชคดีที่ลืมสัญญา
เขากำลังเปิดเพลงจากโทรศัพท์มือถือเสียบกับลำโพงของเรือที่เป็นแบบเคลื่อนย้ายได้ คงเพราะเปิดเสียงดังและหันลำโพงไปหาลูกค้าคนอื่นๆ หนุ่มอ้วนเจ้าของร้านประจำเรือจึงหยิบลำโพงเอาไปตั้งไว้ใกล้ๆ หมอนี่ แทนที่จะสำนึกกลับได้ทีลุกขึ้นเต้น แต่ด้วยสภาพที่เมามาก เขาเต้นได้แค่ขยับขาไปมาเท่านั้น

ผมตั้งใจจะเลี้ยงเบียร์พวกเด็กวัยรุ่น เบียร์ ITAIPAVA ราคาแค่กระป๋องละ 5 เรียล หรือประมาณ 35 บาท ผมซื้อมา 4 กระป๋อง เพราะราฟาเอลญาไม่ดื่ม ยังไม่ทันจะหมดกระป๋องแรก ลูเซียโนไปซื้อบัดไวเซอร์มา 4 ขวด เบียร์นอกสีแดงขาวนี้ขวดละ 10 เรียล รอบที่ 3 ผมรีบชิงจังหวัดกลับมาที่ ITAIPAVA วิกเตอร์เร็วกว่าในรอบที่ 4 ซื้อบัดไวเซอร์มาอีกให้ทุกคน รอบที่ 5 เป็นคิวผม รอบต่อมาดุกลาสผู้มีหน้าตาละม้ายจอร์จ ไมเคิล กลับไปเหมาบัดไวเซอร์มาอีก
ดื่มไปดื่มมาก็จำไม่ได้ว่าดื่มไปเท่าไหร่ แม้ว่าผมจะเลี้ยงพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเด็กพวกนี้มองผมเป็นเพื่อนมากกว่าจะเป็นรุ่นพี่หรือรุ่นน้า ไม่ยอมให้ผมเลี้ยงฝ่ายเดียว ผมไม่รู้ว่าพวกเขามีเงินกันมากน้อยเพียงใด หรือว่าเงินที่เอามาซื้อเบียร์จะเป็นส่วนหนึ่งของทุนรอนการศึกษาหรือไม่ แต่บุคลิกลักษณะของคนไม่โกหก เด็กพวกนี้ไม่ได้ยากจนอย่างแน่นอน
วิกเตอร์นั้นอายุเพิ่งจะ 18 ปี แต่มีลูกแล้ว ลูกสาวของเขาอายุเกือบ 1 ขวบ ส่วนเมียก็เลิกเรียนหนังสือ เลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน การไปเรียนมหาวิทยาลัยที่มาเนาส์ เมืองเอกของรัฐอามะโซนัสนั้น เขาคงไม่ได้กลับไปเยี่ยมลูกและเมียบ่อยนัก เพราะใช้เวลาไปกลับแต่ละครั้งมากกว่า 1 สัปดาห์
ดาดฟ้าท้ายเรือคืนนี้มีคนมาชุมนุมกันมากกว่า 2 คืนที่ผ่านมา คงเพราะว่าเป็นคืนสุดท้ายก่อนเรือเทียบท่าที่มาเนาส์ในวันพรุ่งนี้ นอกจากวัยรุ่นกลุ่มนี้แล้ว ผมก็แทบไม่ได้สนทนากับใคร มีบางคนที่เคยยิ้มทักทายกันก็ยังยิ้มทักทายกันเหมือนเดิม เอดัวร์โด-นักมวยไทยจากเวเนซุเอลาเดินไปเดินมากับชายคนหนึ่งผู้มีลูกสาววัยยังไม่ถึง 18 ปีโดยสารในเรือมาด้วย
วิกเตอร์ปลีกตัวไปคุยกับกลุ่มผู้ใหญ่แล้วเขากลับมาดึงผมไปคุยกับชายอินเดียนแดงผู้อาศัยอยู่ในป่าแอมะซอน แต่ว่าแต่งตัวเหมือนคนในเมืองทั่วๆ ไป แกพูดเกี่ยวกับการอนุรักษ์แม่น้ำและป่าแอมะซอน วิกเตอร์ทำหน้าที่ล่ามซึ่งพูดภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นเมื่อดื่มเข้าไปพอสมควร คุณน้าอินเดียนแดงอธิบายว่าถ้าจะเข้าไปยังชั้นในของแม่น้ำแอมะซอนสาขาต้องทำหนังสือถึงเจ้าหน้าที่เสียก่อน แกยังบอกด้วยว่ามีนักท่องเที่ยวบางคนเข้าไปแล้วไม่ได้กลับออกมา ทุกประโยคเมื่อพูดจบแกมักจะยิ้มส่งท้าย
แกดื่มเบียร์แบบกระป๋องต่อกระป๋อง พอแกเข้าห้องน้ำ ผมก็ได้จังหวะปลีกตัวกลับไปคุยกับแก๊งวัยรุ่นเหมือนเดิม และเนื่องจากว่าน้าอินเดียนแดงแกดื่มเบียร์เยอะ แกก็เข้าห้องน้ำบ่อย แต่ละรอบที่เข้าห้องน้ำแกแวะทักผมทุกรอบและเหมือนอยากจะพูดอะไรอีก แต่วิกเตอร์ไม่ค่อยอยากแปลแล้ว แกก็เดินกลับไปยืนจุดเดิมของแก ยังไงเสียก็มีคนอยากคุยกับแกทั้งคืน
เวลาประมาณเที่ยงคืน กลุ่มเด็กวัยรุ่นหยุดดื่ม และพอคนหนึ่งไปซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในถ้วยกระดาษตรานิชชินมากิน เพื่อนคนอื่นก็ไปซื้อตาม ลูเซียโนยื่นให้ผมชิม ผมลังเล แต่คิดอีกทีถ้าเขามีเชื้อโควิดผมก็คงติดไปนานแล้ว และไม่อยากให้เขาคิดว่ารังเกียจก็ชิมส้อมพลาสติกคันเดียวกับที่เขาใช้ บอกเขาว่าอร่อยมากเพื่อจะได้ไปซื้อมากินเอง ปิดท้ายค่ำคืนด้วยอาหารอุ่นท้องและเข้านอนไม่ดึกนัก พวกเด็กวัยรุ่นลงไปนอนเปลชั้น 2 ผมนอนชั้น 3 ในถุงนอนเหมือนเดิม
ตอนเช้าวันต่อมาผมตื่นขึ้นโดยไม่มีอาการคั่งค้างใดๆ เดินลงไปชั้น 2 ทักทายพวกวัยรุ่นที่ผูกเปลนอนอยู่ใกล้ๆ กับคณะพระธุดงค์และโยมติดตาม เวลานี้เด็กชายลูกคุณหมอโกนศีรษะ ทราบว่าแม่เป็นผู้โกนให้ ก่อนนี้เด็กชายมีผมทรงสกินเฮดอยู่แล้ว คงโกนอยู่เป็นประจำเพราะแม่พกมีดโกนมาด้วย และในเมื่อเด็กชายสนใจพระสงฆ์เป็นพิเศษ ท่านมหาดำรงค์ นริสสโร พระธรรมทูตไทยจากจังหวัดนครนายก ได้นำสบงสำรองมาห่มเป็นผ้าเหลืองให้หนูน้อย แล้วสอนเดินจงกรมไปรอบเรือ
ผมถ่ายรูปเณรน้อยกับคณะสงฆ์แล้วเดินไปทางหลังเรือเพื่อแปรงฟัน เห็นหนุ่มเบียร์ขวดเขียวผู้เปิดเพลงเสียงดังสวมเสื้อเป็นปกติแล้ว แต่หน้าตายังฉ่ำแอลกอฮอล์ เดินโงนเงนถือตะกร้าทำเล็บ
จึงได้รู้ว่าเขาเป็นผัวของใคร.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมทีไร การเมืองมาเต็ม!
วันเสาร์ผมเข้าเวรทำข่าวตั้งแต่หกโมงเช้าครับ แล้วก็นั่งอยู่กับเรื่องฝนเรื่องน้ำไปเกือบทั้งวัน
แด่...อาจารย์ 'ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์'
ไปซะแล้วอีกราย!!!...อาจารย์ ดอกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว จากเยอรมนี จะไม่เขียนถึง ไม่คิดอุทิศเนื้อที่นี้เพื่อการรำลึก คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก
งานเลี้ยงเลิกรา
สัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนกันยายน ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุราชการประจำปี 2569 แวดวง “สีกากี” ปีนี้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
'เสรีพิศุทธ์-เรวัช' เลือกใครดี?
วันนี้มีซองหลงทางครับ ไม่ได้มาทางอีเมล ไม่ได้เข้าทาง Inbox แต่ผมไปเจอเข้าเองตอนเลื่อนเฟซบุ๊ก
วันนี้…สวัสดีกันหรือยัง
เมื่อวานบอกว่าจะขอหยุดอยู่โลกใบนี้สักวัน วันนี้ก็ยังอยู่ครับ ไม่ได้กลับไปสามโลกกับคุณปิยะแล้ว

