
ราคาพลังงานที่พาเหรดจูงมือกันถีบตัวเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติเหลวหรือแอลเอ็นจี ซึ่งมีปัจจัยมาจากสงครามยูเครน-รัสเซีย ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง กดดันประเทศไทยที่ต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และส่งผลต่อเนื่องไปยังค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่ต้นทุนด้านพลังงานซึ่งสะท้อนกลับมายังค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่าเอฟทีที่เรียกเก็บในบิลค่าไฟของประชาชน ที่จะต้องทบทวนให้สอดรับกับต้นทุนทุกๆ 4 เดือน ได้ปรับขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี และล่าสุดในงวดใหม่ (ก.ย.-ธ.ค.) นี้ก็มีแนวโน้มที่จะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน
ปัจจุบันค่าไฟฟ้าเฉลี่ยรวมที่เรียกเก็บในบิลค่าไฟประชาชน (รวมค่าไฟฟ้าฐาน) อยู่ที่ 4 บาทต่อหน่วย ส่วนงวดต่อไปก็ต้องมาลุ้นกันว่าจะปรับขึ้นมากน้อยแค่ไหน โดยการเปิดรับฟังความเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. มี 3 อัตราให้เลือก คือ ปรับขึ้นเป็น 4.72 บาทต่อหน่วย, 4.92 บาทต่อหน่วย และสูงสุดเป็น 5.17 บาทต่อหน่วย
ซึ่งที่ผ่านมาต้นทุนพลังงานที่เพิ่มนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ทำหน้าที่หลักในการช่วยแบกรับภาระค่าเอฟทีแทนประชาชน ล่าสุดต้องควักเงินดูแลไปแล้วเกือบแสนล้านบาท จนต้องส่งสัญญาณว่าไม่อาจช่วยได้อีกต่อไป ดังนั้นคงต้องมาลุ้นกันว่าใน 3 สูตรที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นกันนั้น ท้ายสุดค่าไฟฟ้าจะปรับขึ้นเท่าไหร่
อย่างไรก็ตาม ด้วยอัตราค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอันมีผลมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการให้ความสำคัญกับการลดภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจในด้านต่างๆ ของไทยต่างเสาะแสวงหานวัตกรรมใหม่ๆ มารับมือ ทั้งการลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะพลังงานสะอาดซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ทั่วโลก โดยธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้พัฒนาในทุกกลุ่มเล็ก กลาง ใหญ่ต่างก็ให้ความสนใจและติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟท็อปให้กับโครงการหมู่บ้าน คอนโดมิเนียม พร้อมเสิร์ฟให้กับผู้บริโภคทันที เรียกว่าใครไม่ทำถือว่าตกเทรนด์! นับว่าตลาดที่อยู่อาศัยของไทยพลิกโฉมหน้าอีกครั้ง
อย่างเช่น บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ หรือ SENA ซึ่ง เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการได้ระบุว่า SENA เริ่มต้นพัฒนาหมู่บ้านโซลาร์รูฟท็อปเมื่อกว่า 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันมีการพัฒนาบ้านโซลาร์แล้วถึง 47 โครงการ เป็นแนวสูง 22 โครงการ และแนวราบ 25 โครงการ รวมกว่า 700 หลังคาเรือน คิดเป็นการผลิตไฟกว่า 2,000 กิโลวัตต์
ล่าสุด เสนาฯ ยังจับมือบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) นำอุปกรณ์เข้ามาใช้ในโครงการบ้าน ไม่ว่าจะเป็น SMART PV INVERTER ซึ่งเป็นอุปกรณ์ แปลงไฟฟ้ากระแสตรงเป็นกระแสไฟฟ้าสลับ มีโซลูชันอินเวอร์เตอร์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น PID Recovery เป็นตัวช่วยฟื้นฟู เพิ่มประสิทธิภาพและลดการเสื่อมสภาพของแผงโซลาร์เซลล์ รวมทั้งนำฟังก์ชัน AFCI ป้องกันการเกิดไฟไหม้ ด้วยการตัดวงจรแบบอัตโนมัติมาใช้ในโครงการ
"จะเห็นว่า การพัฒนาโครงการต่างๆ ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานมาใช้ในโครงการหมู่บ้านต่างๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ลอยน้ำในแหล่งน้ำของโครงการ การให้บริการชาร์จไฟฟ้าเพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าได้อย่างมาก โดยในปี 2564 จนถึงปัจจุบันมีลูกบ้านเสนายื่นเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนทั้งหมด 295 ราย คิดเป็น 891.67 กิโลวัตต์ และจะยื่นเพิ่มเติมอีกในปีนี้"
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมโซลาร์ฯ นั้นในต่างประเทศมีการตื่นตัวมากพอสมควร เพราะเป็นพลังงานสะอาด ช่วยขับเคลื่อนแผนลดโลกร้อนได้เป็นอย่างดี และสิ่งที่น่าจับตาคือ นวัตกรรมแบตเตอรี่ที่กำลังเป็นความหวังให้โซลาร์ฯ กลายเป็นพลังงานที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะจะเป็นตัวช่วยกักเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แต่ต้องยอมรับว่าขณะนี้ต้นทุนในการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ปรับตัวสูงขึ้นมาก จากที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 25 เซ็นต์ต่อวัตต์ ล่าสุดขยับมาสู่ 30 เซ็นต์ต่อวัตต์ เป็นผลมาจากความต้องการทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่จีนในฐานะผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกได้ลดการผลิตลง เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกไซด์จากกระบวนการผลิต ประกอบกับค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลง การนำเข้าแผงโซลาร์จึงต้องจ่ายเพิ่มขึ้น รวมไปถึงทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น ทำให้การผ่อนค่าติดตั้งโซลาร์ (ไฟแนนซ์) ปรับตัวเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ซึ่งวันนี้แบตเตอรี่แม้มีแล้วแต่ยังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องราคา หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ว่านวัตกรรมแบตเตอรี่ราคาต่ำ ประสิทธิภาพสูง จะมาในไม่ช้านี้ .....และนี่จะเป็นอีกก้าวของการปฏิวัติวงการบ้านโซลาร์รูฟท็อปอีกระลอกหนึ่งอย่างแน่นอน.
บุญช่วย ค้ายาดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน
ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่
โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต
“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร
การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง
60 ปีกรุงไทย..ก้าวต่อไปคืออนาคตไทย
ฉลองครบรอบ 60 ปีการมีอยู่ของธนาคารกรุงไทยไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล
‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

