ตระหนัก...แต่อย่าตระหนก

หลังจากวันลอยกระทงที่คนไทยได้มีความสุขกับการสืบสานประเพณีกันด้วยความระมัดระวัง และมีคนบางกลุ่มก็หวั่นวิตกว่าอาจจะเกิดการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นกลุ่มก้อน (Clusters) แล้วจะทำให้รัฐบาลและ ศบค.อาจจะต้องพิจารณาปิดธุรกิจต่างๆ

รวมทั้งอาจจะต้องปิดประเทศไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าประเทศไปอีกระยะหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปมากกว่า 14 วันหลังจากคืนวันลอยกระทง หากเราติดตามตัวเลขจำนวนคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายวัน เราก็จะพบว่าจำนวนคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้ามจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงเรื่อยๆ จนมาอยู่ในระดับกว่า 4,000 มาเป็นเวลาหลายวันแล้ว และจำนวนคนที่กำลังรักษาอยู่ก็ลดลงมาอยู่ในระดับกว่า 70,000 ต้นๆ ที่อาจจะลดลงมาอยู่ในระดับกว่า 60,00 เร็วๆ นี้ เพราะจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 น้อยกว่าจำนวนผู้ที่หายป่วยกลับบ้านทุกๆ วัน

ก่อนหน้าที่จะถึงวันลอยกระทง เรามีจำนวนคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ในระดับ 7,000-8,000 คน ดังนั้นเราสามารถอนุมานได้ว่า ถ้าหากจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังจากคืนวันลอยกระทงในช่วงเวลา 14 วันไม่เกิดจากจำนวน 8,000 ก็น่าจะถือได้ว่าเราสอบผ่าน และเมื่อเราติดตามดูตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื่อไวรัสโควิด-19 หลังคืนวันลอยกระทงมาโดยตลอด จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่กลับมีจำนวนลดลง ทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนคนเสียชีวิต จำนวนคนไข้ที่อยู่ในโรงพยาบาล และจำนวนคนไข้หนักที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ แสดงให้เห็นว่าพวกเราทุกภาคส่วนมีความร่วมมือกันอย่างดี รัฐบาลรณรงค์ได้ผล ศบค.มีคำแนะนำที่ดี ผู้จัดและผู้ประกอบการที่ขายของในงานก็ปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ อย่างเคร่งครัด ประชาชนที่ไปร่วมงานลอยกระทงตามสถานที่ต่างๆ ก็ปฏิบัติตามมาตรการที่ ศบค.แนะนำ ถ้าหากเราร่วมมือกันเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เราก็คงจะได้เข้าสอบอีกครั้งหนึ่งในคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่เราเรียกกันว่าเป็นคืน Count down นั่นแหละ

นอกเหนือจากการสอบผ่านเรื่องการจัดงานในคืนวันลอยกระทงแล้ว เราก็อาจจะพูดได้ว่าเรื่องของการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ กว่า 60 ประเทศ โดยการเลือกเปิดบางจังหวัด และบางพื้นที่ในแต่ละจังหวัดนั้น เราก็สอบผ่านเช่นกัน แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดที่เราเปิดรับนักท่องเที่ยว เมื่อเราดูในรายละเอียด เราก็จะพบว่าคนที่ติดเชื้อเหล่านั้นเป็นคนไทยในพื้นที่ ไม่ใช่นักท่องเที่ยวที่เราเปิดรับเข้ามา แม้จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาไม่ได้เป็นศูนย์เสียเลยทีเดียว แต่จำนวนตัวเลขก็น้อยมาก และเราก็มีมาตรการที่จัดการควบคุมดูแลไม่ให้พวกเขาออกมาแพร่เชื้อให้เกิดเป็นปัญหาในระดับที่เราไม่อาจจะจัดการได้ ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยเรามีการบริหารจัดการกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ดี ทำให้เรามีโอกาสที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับคืนสู่สภาพปรกติได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2565 โดยที่พวกเราจะต้องรักษาวินัย ไม่ประมาท การ์ดไม่ตกกันต่อไป

ท่ามกลางความใจชื้นของพวกเรา ก็มีข่าวการแพร่ระบาดสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า Omicron เกิดขึ้นในทวีป Africa ประเทศไทยเราก็มีมาตรการที่จะรับมือกับสายพันธุ์ใหม่นี้ทันทีในหลายเรื่อง เราประกาศงดรับนักท่องเที่ยวจาก 8 ประเทศในทวีป Africa ที่มีข่าวว่ามีคนพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่แล้ว และเรายังพยายามตามนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศต่างๆ ดังกล่าวที่เข้ามาก่อนหน้านี้แล้ว เพื่อให้พวกเขามาตรวจคัดกรองซ้ำอีกครั้ง เปลี่ยนการตรวจคัดกรองที่เข้มกว่าการใช้ ATK เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของการคัดกรองที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น ตลอดจนมีการศึกษาว่าวัคซีนที่เรามีอยู่ทุกยี่ห้อนั้นสามารถที่จะรับมือกับเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่นี้ได้หรือไม่

เมื่อมีข่าวเรื่องนี้ปรากฏ ก็มีคนบางคน บางกลุ่ม บางพวก นำเสนอข่าวให้สายพันธุ์ใหม่นี้น่ากลัว ทำให้คนตระหนกว่าเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่นี้มีอันตรายรุนแรงกว่าสายพันธุ์เดิมที่มีมาก่อนหน้านี้ และบางรายก็พูดว่าวัคซีนที่เรามีอยู่นั้นไม่สามารถรับมือกับเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีงานวิจัยใดๆ ออกมายืนยันดังกล่าว การที่มีคนออกมาพูดหลายคนด้วยเนื้อหาที่ต่างกันนี้ เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าเรื่องอันตรายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีคนพูดว่าไม่มีทางที่จะจัดการได้ นอกจากติดกันหมดกว่า 60 ล้านคนในประเทศ หรือเรื่องประสิทธิภาพของวัคซีนและผลข้างเคียงของวัคซีนที่บางคนก็พูดจนทำให้มีประชาชนจำนวนหนึ่งไม่ยอมฉีดวัคซีน รวมทั้งการด้อยค่าวัคซีนที่เรามี แล้วยกย่องวัคซีนที่เรายังไม่มี คนที่ออกมาพูดนั้น มีทั้งคนที่เป็นหมอและไม่ใช่หมอ เราก็บอกว่าให้เชื่อหมอ อย่าเชื่อคนที่ไม่ใช่หมอ แต่พอดูในรายละเอียด ปรากฏว่าคนที่พูดเรื่องในเชิงลบเกี่ยวกับการบริหารจัดการกับไวรัสโควิด-19 ของไทยนั้น มีคนที่เป็นหมอด้วย จนเราต้องออกมาพูดใหม่ว่า ให้เชื่อหมอที่อยู่ในทีมงานบริหารจัดการป้องกัน ควบคุม และแก้ไขการแพร่ระบาดของโวรัสโควิด-19 ไม่จำเป็นต้องเชื่อหมอทุกคน เพราะบางครั้งหมอบางคนก็หิวแสง หมอบางคนก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาหรือไวรัสวิทยา

อยากจะสรุปว่าสำหรับเรื่องของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ Omicron นั้น ตอนนี้มีบทสรุปที่ชัดเจนคือแพร่ระบาดได้รวดเร็วกว่าสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่มีรายงานว่าคนที่ได้รับเชื้อมีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ หรือไม่ ยังไม่มีรายงานคนตายจากการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนว่าวัคซีนที่มีอยู่ไม่อาจจะรับมือกับสายพันธุ์นี้ได้ การแพร่ระบาดเริ่มต้นที่หลายประเทศในทวีป Africa และมีการพบเจอคนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron นอกทวีป Africa น่าจะครบทุกทวีปแล้ว แต่ยังมีจำนวนไม่มากนัก ส่วนประเทศไทยไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ ได้มีการประกาศห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยงเข้าประเทศ ส่วนคนที่มาก่อนหน้านี้แล้วก็นำมาตรวจซ้ำ และเตรียมดำเนินการจัดการหากพบผู้ติดเชื้อ และที่ผ่านมาได้ตรวจไปแล้วมากกว่า 1,000 คน ไม่พบว่ามีผู้ใดติดเชื้อ ในขณะเดียวกันบรรดาหมอที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ Omicron เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราก็ต้องตระหนักว่ามีเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า Omicron เกิดขึ้นแล้ว เราทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันป้องกันไม่ให้ Omicron เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย ต้องระมัดระวัง ไม่ประมาท การ์ดไม่ตก แต่ก็อย่าตระหนก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าวิตกไปกับคำพูดของคนบางกลุ่มบางพวกมาจงใจให้ประชาชนตกใจ แล้วตำหนิว่ารัฐบาลจัดการกับไวรัสโควิด-19 ได้ไม่ดีพอ “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” นะคะ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า

สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่

ความรู้-คู่-คุณธรรม

คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที

'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า

จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!

อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า

โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.

เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์