
ในที่สุดโครงการมหาบิ๊กโปรเจ็กต์อย่าง ‘แลนด์บริดจ์’ ที่เชื่อมการขนส่งสองฝั่งทะเล อ่าวไทยและอันดามัน ก็มีรายละเอียดเป็นรูปเป็นร่างออกมาชัดเจน
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ก็มีการเปิดเผยเม็ดเงินลงทุนสำหรับโครงการนี้ออกมาสูงถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเลยทีเดียว
ทำไม ‘แลนด์บริดจ์’ ถึงมีความสำคัญ ก็เพราะว่าโครงการนี้จะเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการค้าและการขนส่งในระดับโลก และเปลี่ยนประเทศไทยไปตลอดกาล ซึ่งมีความใกล้เคียงกับการเปิดคลองปานามาและคลองสุเอซเลยทีเดียว
อย่างที่ทราบกันดี เส้นทางการขนส่งสินค้าในภูมิภาคนี้ในปัจจุบันคือ การเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งมีสิงคโปร์และสหรัฐเป็นคนคุมเกม แน่นอนว่าการขนส่งสินค้าจากจีนเพื่อไปยังอินเดีย ยุโรป ตะวันออกกลาง ล้วนจะต้องใช้เส้นทางนี้ แต่ขณะเดียวกันไทยเองซึ่งเป็นประเทศที่เชื่อมทะเลสองฝั่งทั้งมหาสมุทรแปซิฟิก (อ่าวไทย) และมหาสมุทรอินเดีย (ทะเลอันดามัน) ด้วยความกว้างเพียงกว่า 80 กิโลเมตร ซึ่งสามารถลดเวลาการขนส่งได้ 2-3 วันหากเทียบกับเส้นทางในปัจจุบัน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
เดิมที คนไทยก็คงทราบกันดีว่าประเทศของเรา เคยมีความคิดจะขุดคอคอดกระ หรือที่เรียกว่า คลองไทย ขึ้นมา เพื่อเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้า แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ส่วนหนึ่งเพราะใช้งบประมาณสูง อาจจะไม่คุ้มทุน สอง อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นโครงการขุดคลองจึงไม่ประสบความสำเร็จ จึงมีการศึกษาโครงการทางเลือกใหม่ คือ การสร้างถนนและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อม 2 ฝั่งทะเลขึ้นมา หรือที่เรียกว่า ‘แลนด์บริดจ์’ แน่นอนโครงการนี้ลงทุนน้อยกว่า และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ง่ายกว่า เพราะเราแค่ต้องการสร้างทางเลือก ไม่ใช่ไปตัดเส้นทางทำกินของเพื่อนบ้าน ดังนั้นจากนี้ต้องลุ้นว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นได้เร็วแค่ไหน
แต่เพียงประกาศโครงการนี้ ไม่นานก็มีนักลงทุนรายใหญ่สนใจแล้ว อย่างประเทศซาอุดีอาระเบีย ก็เป็นชาติแรกๆ ที่แสดงความสนใจที่จะสร้างคลังน้ำมันในภาคใต้ ซึ่งจะเป็นจุดกระจายน้ำมันในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และนี่แค่ประเทศเดียว ยังมีนักลงทุนอีกจำนวนมากที่ก็จับจ้องโครงการนี้
ดังนั้นนี่ถือเป็นโครงการที่เป็นตัวเปลี่ยนเกม สำหรับประเทศไทยให้กลายเป็นประเทศทางเศรษฐกิจชั้นนำของภูมิภาคนี้ได้อย่างแน่นอน
ส่วนรายละเอียดของโครงการแลนด์บริดจ์นี้ สนข.ได้มีการกำหนดพื้นที่ออกมาแล้ว โดยในส่วนของฝั่งอันดามันจะตั้งอยู่ที่แหลมอ่าวอ่าง จังหวัดระนอง และฝั่งอ่าวไทยอยู่แหลมริ่ว จังหวัดชุมพร ซึ่งเม็ดเงินลงทุน 1 ล้านล้านบาทจะประกอบไปด้วย โครงการท่าเรือฝั่งชุมพร 3 แสนล้านบาท โครงการท่าเรือฝั่งระนอง 3.3 แสนล้านบาท โครงการพัฒนาพื้นที่เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้า (SRTO) รวม 1.4 แสนล้านบาท และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางเชื่อมโยงท่าเรือ วงเงินราว 2.2 แสนล้านบาท
พร้อมกันนี้ทาง สนข.มั่นใจว่าปีแรกของการเปิดให้บริการท่าเรือน้ำลึกแลนด์บริดจ์ หรือราวปี 2573 จะมีปริมาณขนส่งสินค้าผ่านท่าเรือระนอง จำนวน 19.4 ล้านทีอียู แบ่งเป็น 1.สินค้าถ่ายลำ จำนวน 13.6 ล้านทีอียู 2.สินค้านำเข้า-ส่งออกของไทย จำนวน 4.6 ล้านทีอียู และ 3.สินค้าจากจีนตอนใต้ และกลุ่ม GMS จำนวน 1.2 ล้านทีอียู
ส่วนท่าเรือชุมพรจะมีสินค้าผ่านท่า จำนวน 13.8 ล้านทีอียู แบ่งเป็น 1.สินค้าถ่ายลำ จำนวน 12.2 ล้านทีอียู 2.สินค้านำเข้า-ส่งออกของไทย จำนวน 1.4 ล้านทีอียู และ 3.สินค้าจากจีนตอนใต้ และกลุ่ม GMS จำนวน 2 แสนทีอียู ส่งผลให้ สนข.วางแผนพัฒนาท่าเรือทั้งสองแห่งให้สามารถรองรับตู้สินค้าสูงสุดได้ 20 ล้านทีอียู.
ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฝากการบ้านรัฐบาล
โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69
การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%
ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน
ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”
‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
ปี69อุตฯยานยนต์ยังเหนื่อย
ในช่วง 2-3 ปีนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน

