คนไทย..ไม่กล้ายิ้ม!?!

เหลือเชื่อจริงๆ เมื่ออ่านพบเนื้อข่าวระบุว่า ...สยามเมืองยิ้ม แต่คนไทย 98% กลับไม่กล้ายิ้ม! คอลเกตร่วมรณรงค์ให้คนไทยยิ้มได้เต็มที่ในแบบของตัวเองภายใต้แคมเปญ #FreeYourSmile

สโลแกน Thailand ..Land of Smile ได้ยินกันมากว่าครึ่งชีวิต ด้วยอัตลักษณ์ที่ทุกคนในสังคมไทยภาคภูมิใจก็ว่าได้ เพราะมันเป็นคำจำกัดความตามความรู้สึกโดยฝรั่ง ที่ให้คุณค่ากับประเทศไทย แต่เมื่ออ่านผลการศึกษาวิจัยของบริษัท คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ ประเทศไทยแล้ว ให้รู้สึกว่า น่าคิดน่าสนใจเป็นอย่างมาก 

ในปี 2566 งานศึกษาด้านรอยยิ้มของคอลเกตได้เผยสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยกังวลเกี่ยวกับการยิ้ม คือ การรู้สึกไม่มั่นใจ ในตนเอง ตามด้วยความกังวลเกี่ยวกับความคิดของผู้อื่นต่อรอยยิ้มของตน

ซึ่งรวมถึงสายตาจากครอบครัว เพื่อน และแม้กระทั่งคนแปลกหน้า ซึ่งในความจริงแล้ว 62% ของคนไทยที่ถูกทำให้รู้สึกแย่เกี่ยวกับรอยยิ้มของตัวเอง สาเหตุหลักเกิดจากคำพูดของครอบครัวและเพื่อน ตามด้วยความเห็นของคนใน Social Media ที่ทำให้พวกเข้ารู้สึกว่าต้องมี ฟันที่สวยสมบูรณ์พร้อมเท่านั้น จึงจะยิ้มได้อย่างมั่นใจ

แปลไทยเป็นไทย คือ คนไทยส่วนหนึ่ง อายที่จะยิ้ม หรือ Smile Shame ทั้งๆ ที่ตระหนักรู้ว่า การยิ้มนั้น มีประโยชน์ต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ รวมถึงความสัมพันธ์ของคนในสังคม อีกทั้งที่มีความภาคภูมิใจส่งต่อกันมาจากรุ่นต่อรุ่นนานกว่า 30 ปีว่า เราคือสยามเมืองยิ้ม

วันนี้..มนุษย์ป้าจึงขอชูรักแร้ด้วยคน เชียร์ให้ เราทุกคนไม่อายที่จะยิ้ม เราต้องมั่นอกมั่นใจให้เต็มที่ว่า ยิ้มเข้าไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนั้น การยิ้มถือป็นพลังอันแรงกล้าที่จะขับเคลื่อนให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี และประสบความสำเร็จไม่ว่าวันใดวันหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรู้จักกาลเทศะในการยิ้ม หรือเลือกยิ้มในห้วงเวลาที่เหมาะสมนะคะ ไม่ใช่ยิ้มเรี่ยราด จนไม่รู้จักแยกแยะ แทนที่จะได้มิตร อาจจะสร้างศัตรูไม่รู้ตัวค่ะ!!.

                                                       "ป้าเอง"       

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาขยับร่างกายกันดีกว่า

โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน

มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต

เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด

กตัญญู..มองผ่านซีรีส์

ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ

น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?

ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ

โลกมันก็เป็นแบบนี้!!

เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”

เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"

“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”