ไทยในสายตาต่างชาติ: สมัยรัชกาลที่เจ็ด (ตอนที่ 2): พิธีบรมราชาภิเษก

 

ในตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้กล่าวถึงความเห็นของเจ้าหน้าที่การทูตฝรั่งเศสและอังกฤษที่มีต่อการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2468 ส่วนของอเมริกานั้น ผู้เขียนได้นำรายงานของนายวิลเลียม รัสเซลล์ (William W. Russell) อัครราชทูตสหรัฐที่มีต่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่เกิดขึ้น ณ วันที่  25 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 (“Letter to the Secretary of State, March 3, 1926”, pp. 1-4, U.S. Documents) ถ้าใครได้ย้อนไปอ่านรายงานฉบับดังกล่าว จะพบว่า วิลเลียม รัสเซลล์มีความตื่นเต้นประทับใจและพิศวงในความรักและความผูกผันที่ประชาชนชาวไทยมีต่อพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขา

อารมณ์ความรู้สึกของอัครราชทูตสหรัฐฯก็คงไม่ต่างจากอารมณ์ความรู้สึกของเอ็ดเวิร์ด ชิลส์ (Edward Shils) และไมเคิล ยัง (Michael Young) ที่มีต่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรที่เกิดขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2496  หรืออีก 27 ปีหลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ชิลส์และยังได้มีโอกาสเห็นพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของประชาชนชาวอังกฤษ และทั้งสองต่างก็งุนงงสงสัยไม่เข้าใจถึงเหตุผลที่ประชาชนชาวอังกฤษในสังคมสมัยใหม่ในปี พ.ศ. 2496 ต่างแข็งขันในการรับเสด็จและพากันเฉลิมฉลองยินดี และจากความสงสัยที่ติดอยู่ในใจของทั้งสอง ทำให้พวกเขาพยายามทำความเข้าใจหาเหตุผลทางวิชาการ อันเป็นที่มาของบทความเรื่อง The Meaning of the Coronation (ความหมายของพิธีบรมราชาภิเษก) ตีพิมพ์ในวารสาร Sociological Review ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2496

ในบทความชิ้นนี้ นักสังคมวิทยาทั้งสอง คือ เอ็ดเวิร์ด ชิลส์และไมเคิล ยัง ได้ขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า “The heart has its reasons which the mind does not suspect.” ซึ่งผู้เขียนขอแปลว่า “เหตุผลของหัวใจ ที่ปัญญาไม่สงสัย” ชิลส์และยังได้ลงพื้นที่สำรวจการรวมตัวกันเฉลิมฉลองรื่นเริงของผู้คนในเขตตะวันออกของลอนดอน  หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนามของ East End

ทำไมนักสังคมวิทยาถึงลงพื้นที่แถว East End ของลอนดอนเพื่อศึกษาพฤติกรรมการร่วมเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ?

เหตุผลสำคัญก็คือ East End เป็นที่รู้จักกันดีทั้งในอังกฤษและในโลกว่าเป็นย่านที่ที่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานอังกฤษอาศัยอยู่กันเป็นจำนวนมาก พูดง่ายๆก็คือ เป็นถิ่นคนจน  เมื่อเป็นถิ่นคนจน ทำไมจะปิติยินดีอะไรนักหนากับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพวกราชวงศ์  เพราะถ้าพิจารณาในทางทฤษฎีสังคมวิทยาบางสำนัก  คนจนน่าจะเป็นปฏิปักษ์กับคนรวย โดยเฉพาะคนรวยที่เป็นเจ้า

เมื่อชิลส์กับยังได้มีโอกาสสัมภาษณ์คนในแถบ East End ว่าทำไมพวกเขาถึงคิดว่า การได้มีโอกาสร่วมกันให้ความสำคัญและให้เกียรติต่อพิธีกรรมแบบนั้นถึงเป็นเรื่องสำคัญนัก และสิ่งที่ทำให้นักวิชาการทั้งสองประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือ ผู้คนใน East End ทั้งหมดที่พวกเขาได้ไปคุยด้วยก็ไม่สามารถอธิบายให้เหตุผลได้ว่า ทำไมพวกเขาถึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับงานพิธีกรรมดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ชิลส์และยัง พบว่า สื่อทั้งหลายก็ดูจะไม่สนใจที่จะตั้งคำถามต่อพฤติกรรมของประชาชน โดยเฉพาะพวกผู้ใช้แรงงาน  และที่ชิลส์และยังเห็นว่า ยิ่งแปลก ก็คือ นักรัฐศาสตร์และนักปรัชญาก็ไม่ตั้งคำถามอะไรเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ไม่ว่าจะครั้งนี้หรือครั้งไหน ไม่เคยมีการถกเถียงอย่างจริงจังเกี่ยวกับสถาบันพิธีบรมราชาภิเษกที่น่าโอฬารยิ่งใหญ่นี้  และถ้าจะว่ากันตามองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ สมเด็จพระราชินีก็คือประมุของรัฐที่ทำหน้าที่ไม่ต่างจากประธานาธิบดีในระบอบการปกครองที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐ และมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประมุขของฝ่ายบริหาร  แต่ทำไมสถาบันพระมหากษัตริย์อังกฤษจึงดูมีความสำคัญและความยิ่งใหญ่มากกว่าสถาบันประธานาธิบดี

ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าหากเป็นสมัยโบราณ ก็เข้าใจได้ และก็เชื่อว่า ชิลส์และยังก็คงเห็นด้วยว่า ประชาชนในสมัยโบราณจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

แต่ในกลางศตวรรษที่ยี่สิบ ประชาชนไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นแล้ว

สำหรับชิลส์และยัง  สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัญญาชนนักวิชาการไม่สามารถตอบหรืออธิบายปรากฎการณ์ดังกล่าว เป็นเพราะนักวิชาการปัญญาชนปฏิเสธที่จะยอมรับความรู้สึกทางศาสนาที่พวกเขามองว่าตนพวกเขาเองและคนอื่นๆมองว่าไม่มีเหตุผล

ในความเห็นของผู้เขียน สิ่งที่ยึดเหนี่ยวผู้คนไว้ด้วยกันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเหตุผลเสมอไป และจริงๆแล้ว อาจจะไม่ใช่เหตุผลเลยด้วยซ้ำ  เมื่อการยึดเหนี่ยวเป็นเรื่องของจิตใจ สิ่งที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนจำนวนมากไว้ด้วยกันได้ ย่อมยากที่จะเป็นเรื่องปัญญาความรู้และเหตุผล

ชิลส์และยัง ได้เขียนสรุปในตอนท้ายของบทความว่า สิ่งที่จะยึดเหนี่ยวให้สังคมเป็นสังคมได้ ก็คือ การเห็นพ้องต้องกันภายในสังคมนั้น และการเห็นพ้องต้องกันที่ว่านี้จะต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ในมาตรฐานพื้นฐานทางศีลธรรมบางอย่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ได้รับความนิยมจากประชาชนคือภาพสะท้อนถึงความเห็นพ้องต้องกันดังกล่าว และ ณ ช่วงเวลาหนึ่ง พระราชพิธีบรมราชาภิเษกทำให้สังคมทั้งสังคมได้มีการประสานปฏิสัมพันธ์กันอย่างเข้มข้นกับความศักดิ์สิทธิ์ พิธีบรมราชาภิเษกเป็น “การกระทำของการมีส่วนร่วมในระดับชาติ” กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ   พิธีบรมราชาภิเษกที่เกิดขึ้นในอังกฤษในปี พ.ศ. 2496 เป็นปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ของการรวมกันเป็นชาติ

เจ็ดสิบปีผ่านไป นับถึงปีนี้ พฤติกรรมของผู้คนแถว East End ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร ?

น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นงานวิจัยของชิลส์และยัง เกี่ยวกับพฤติกรรมของคนจนแถบ East End ต่อพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่สามที่เพิ่งผ่านไป 7 เดือน (จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2566) และห่างจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ถึง 70 ปี เพราะชิลส์ได้ถึงแก่กรรมไปในปี พ.ศ. 2538  ส่วนไมเคิล ยัง ก็เสียชีวิตไปเมื่อปี พ.ศ. 2545

การประท้วงยกเลิกสถาบันกษัตริย์ในพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่สาม

แต่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าชาร์ลสที่สาม ในปี พ.ศ. 2566 คือ  ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 หนึ่งเดือนก่อนจะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก บริษัท YouGov ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชาชนอังกฤษที่เป็นผู้ใหญ่จำนวน 3,000 คนเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พบว่า ร้อยละ 35 ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ร้อยละ 29 ไม่สนใจเลย ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยทางสังคมแห่งชาติที่เป็นหน่วยงานอิสระได้ทำการสำรวจผู้สนับสนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ในอังกฤษ พบว่า มีจำนวนที่ตกลงไปมาก

และเมื่อ YouGov สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับความสนใจในพระบรมวงศานุวงศ์อังกฤษ (royal family) พบว่า ร้อยละ 70 ของคนที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี ไม่สนใจ

อย่างไรก็ตาม ทัศนคติของผู้คนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ผันแปรไปตามกาลเวลาและโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของพระมหากษัตริย์   ดังเห็นได้ว่า ในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเดนมาร์กในปี พ.ศ. 2515 เมื่อสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 แห่งเดนมาร์กเสด็จขึ้นครองราชย์ พบว่ามีเพียงร้อยละ 42 เท่านั้นที่ต้องการให้คงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลสำรวจของ Gallop ในปี พ.ศ. 2557 หลังจากสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ 2 ทรงครองราชย์ไปได้ 42 ปี   พบว่า ร้อยละ 82 ต้องการให้คงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”