ชุดนักเรียน..ลดความเหลื่อมล้ำ

จดจำได้ว่าสังคมบ้านเราเคยมีข้อถกเถียงกันอยู่ระยะหนึ่งเกี่ยวกับกฎกติกามารยาทของ "เครื่องแบบนักเรียน" อันเนื่องมาจากเด็กที่เรียกกลุ่มของตัวเองว่า "นักเรียนเลว" ออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎระเบียบการต้องสวมเครื่องแบบไปโรงเรียน โดยบอกว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่พวกเขาควรที่จะเลือกได้

ผู้ใหญ่ทั้งในและนอกโรงเรียนก็อภิปรายกันไปต่างๆ นานา แล้วก็มีข้อสรุปในส่วนของโรงเรียนสังกัด กทม.ว่า เปิดโอกาสให้เด็กไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนสัปดาห์ละ 1 วัน แต่ก็ไม่ถึงกับออกมาเป็นระเบียบปฏิบัติ

ถือว่าถูกต้องเหมาะสมแล้ว ที่ประชาคมในโรงเรียน โดยเฉพาะครูบาอาจารย์ควรจะเป็นผู้เลือกวิธีการของโรงเรียนตัวเอง ไม่ใช่ให้ "คนนอก" ที่ไหนมาชี้นิ้ว เพื่อสนองความต้องการของเด็กกลุ่มหนึ่ง

ข่าวคราวเรื่องราวประเด็นนี้เงียบเชียบไปตามกระแส ถือเป็นเรื่องธรรมชาติของโลกโซเชียลในปัจจุบัน แต่วันนี้เจอข่าวต่างประเทศชิ้นหนึ่งที่รายงานว่า "ฝรั่งเศส" เตรียมนำร่องทดลองชุดนักเรียนหวังลดความเหลื่อมล้ำ ก็ให้รู้สึกว่า มันก็แปลกดีนะ!! ขณะที่สังคมไทยไขว่คว้าวิ่งตามวัฒนธรรมฝรั่งว่าด้วยการใส่ชุดไปรเวตไปโรงเรียน แต่มาตอนนี้ ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศทดลองใช้เครื่องแบบนักเรียนในสถาบันการศึกษาประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัวและส่งเสริมบรรยากาศของความเคารพในโรงเรียน

"เครื่องแบบนักเรียนจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างครอบครัว และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมความเคารพ จะถูกนำร่องในโรงเรียนประมาณ 100 แห่ง บนพื้นฐานของความสมัครใจ" มาครงกล่าวกับสื่อมวลชน และหากการทดลองนี้ประสบผลสำเร็จ ชุดนักเรียนจะถูกนำมาใช้ทั่วประเทศในปี 2026

เห็นและอ่านข่าวนี้แล้วก็ให้รู้สึกสะท้อนใจว่า สังคมไทยมีวัฒนธรรมอันดีงามอยู่ในมือ แต่กลับจะเททิ้ง แล้ววิ่งไล่ตามวัฒนธรรมของประเทศอื่น โดยไม่เห็นคุณค่า ซ้ำร้ายยังแสวงหาเหตุผลต่างๆนานามาด้อยค่าในสิ่งที่งดงามที่เรากระทำสืบต่อกันมานานด้วย ..กรรมจริงๆ.

"ป้าเอง"

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มาขยับร่างกายกันดีกว่า

โลกใบนี้หนอ?!? นึกๆ ไปมันก็แปลก คนที่ยังขยับได้ กลับไม่ค่อยยอมขยับ นั่งจ่อมอยู่บนเก้าอี้ บ้างก็นั่งๆ นอนๆ อยู่บนเตียง ไถมือถือ ดูทีวี ฟังวิทยุ อ่านหนังสือ ส่วนคนที่ขยับไม่ได้ ประมาณว่า ป่วยติดเตียง หรือว่าเดี้ยงโดยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็อยากจะขยับขาขึ้นมาเดินเหลือเกิน

มนุษย์หนอ...ในยามวิกฤต

เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอีกระลอก ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่สงคราม แต่ลุกลามมาถึงเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด

กตัญญู..มองผ่านซีรีส์

ในยุคที่ทุกคนก้มหน้าจอโทรศัพท์ จีนได้ใช้มินิซีรีส์แนวตั้ง หรือ “ดรามาสั้นแนวตั้ง” ความยาวตอนละ 1-2 นาที เป็นอาวุธลับในการฟื้นฟูค่านิยมกตัญญู อย่างเป็นระบบ

น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?

ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ

โลกมันก็เป็นแบบนี้!!

เปิดทีวี ฟังวิทยุ หรือคลิกเข้าไปในโลกโซเชียล รู้สึกแบบมนุษย์ป้า!! ไหมคะว่า โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยข่าวสารที่ดูเหมือนจะหนักหน่วงขึ้นทุกวัน วุ่นวายปั่นป่วนเกินกว่าจะรับไหว ใจรู้สึกเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า และกังวลอย่างบอกไม่ถูก และบางคนคงถึงขั้นอยากจะตะโกนบอกว่า “โลกทุกวันนี้มันช่างไม่น่าอยู่เอาเสียเลย”

เรื่องเล่าที่งดงาม "ลุงแฟรงก์กับสมาร์ทโฟน"

“ผมชื่อแฟรงก์ อายุ 73 ปี ปีที่แล้วลูกสาวซื้อสมาร์ทโฟนให้เป็นของขวัญคริสต์มาส บอกให้เลิกใช้โทรศัพท์ฝาพับเสียที” ผมไม่ได้อยากได้มัน ใช้แค่โทร.ออกเหมือนเครื่องเก่า จนวันหนึ่งเผลอเปิดแอปชุมชนชื่อ Nextdoor และเกือบลบทิ้ง กระทั่งเห็นโพสต์หนึ่งถามว่า “มีใครรู้วิธีปะถุงเท้าไหมคะ? ถุงเท้าคุณปู่จากสงครามโลกครั้งที่สองกำลังเป็นรู แต่ฉันอยากเก็บมันไว้”