เร่งแก้ “แต่ไร้ผล”

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นประเด็นที่พูดถึงกันมานานหลายปี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ที่เมื่อความกดอากาศสูง มีกำลังอ่อนลง และเมื่อลมสงบ ประกอบกับการผกผันกลับของอุณหภูมิในอากาศ จะส่งผลทำให้เกิดสภาพอากาศร้อนด้านบนกดทับอากาศเย็นเหมือนมีฝาครอบ จะทำให้การไหลเวียนและถ่ายเทอากาศไม่ดี ฝุ่นควันจึงสะสมในอากาศ ประกอบกับสภาพอากาศแห้งยังเอื้อต่อการเกิดไฟป่าง่ายอีกด้วย โดยเฉพาะในภาคเหนือ           

และยิ่งไปกว่านั้น ด้วยภูมิประเทศที่เป็นที่ราบล้อมรอบไปด้วยภูเขา ลักษณะเหมือน แอ่งกระทะ การสะสมหมอกควันในอากาศจึงรุนแรงกว่าพื้นที่อื่น รวมถึงฝุ่นควันที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย ส่งผลให้ฝุุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนปัจจุบันหลายๆ จังหวัดในประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะค่า PM 2.5 ที่สูงเกินมาตรฐาน จนกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก และหนึ่งในนั้นคือจังหวัดเชียงใหม่ ที่ติดอันดับเมืองที่มีมลพิษมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ในเดือนมีนาคม 2567 และติดอันดับ 10 เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก  

อย่างไรก็ตาม ปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 นั้น ส่งผลกระทบทางตรงต่อสุขภาพของคนไทยและระบบสาธารณสุขภาพรวม สิ่งแวดล้อม และในที่สุดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้ตระหนักถึงผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 จึงได้ออกมาตรการใหม่เพื่อแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ แต่ก็ยังคงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และระดับมลพิษก็ยังเพิ่มระดับสูงขึ้นถึงขีดอันตรายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศเพิ่มสูงขึ้นบ่อยครั้ง จากงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าสาเหตุส่วนใหญ่คือ การจราจร การเผาชีวมวล และกิจกรรมในภาคอุตสาหกรรม โดยความเข้มข้นผันแปรไปตามฤดูกาล อีกทั้งภาคเหนือก็ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากไฟป่า และการเผาพื้นที่การเกษตร

ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้รายงานว่า การเผาไหม้ชีวมวลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเสีย ซึ่งอาจทำให้เกิดโอกาสการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรในประชาชนหลายแสนคนต่อปี อย่างไรก็ดี การประเมินผลกระทบของการเผาไหม้ต่อระดับ PM 2.5 เป็นเรื่องที่ท้าทาย ด้วยเหตุที่ว่าการเผาไหม้เกิดขึ้นแตกต่างกันตามฤดูกาลและแตกต่างตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ ในพื้นที่ที่ถูกผลกระทบจากการเผาไหม้นั้น ระดับ PM 2.5 อาจพุ่งสูงขึ้นหลายร้อยไมโครกรัม และใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะลดลงมาในระดับปกติได้มากไปกว่านั้น เนื่องด้วย PM 2.5 สามารถเดินทางได้ไกล จึงไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เกิดการเผาไหม้เท่านั้น พื้นที่ใกล้เคียงแม้จะห่างจากจุดเกิดเหตุออกไปกว่าหลายร้อยกิโลเมตรก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

และจากการศึกษาข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและการใช้ประโยชน์ที่ดิน พบว่า ระหว่างปี 2544-2563 มีการเผาไหม้ในเขตป่าไม้เพิ่มขึ้นมากถึง 240% ในขณะที่ไฟจากการเผาพื้นที่เกษตรลดลง 42% ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ตีพิมพ์ก่อนหน้านี้ ว่าไฟป่าในประเทศไทยนั้นเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าที่มาของ PM 2.5 น่าจะมาจากการเผาไหม้ในเขตป่าไม้มากกว่าจากการเผาพื้นที่ทางการเกษตร ณ ตอนนี้ข้อมูลดาวเทียมยังไม่สามารถแยกเหตุของการเผาไหม้ของป่าได้ว่ามาจากธรรมชาติหรือเผาไหม้ไปทำการเกษตร

ศุูนย์วิจัยกสิกร ยังระบุว่า มิใช่เพียงการเผาในประเทศที่เป็นหนึ่งสาเหตุหลักของปัญหา PM 2.5 ในไทยเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุที่ส่งผลให้เกิด PM 2.5 ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ ความหนาแน่นของประชากร หรือการจราจร นอกจากนี้การเผาจากประเทศเพื่อนบ้านยังมีผลกระทบต่อ PM 2.5 ด้วยเช่นกัน โดยปริมาณการเกิดไฟไหม้สูงพบเห็นได้ที่ชายแดนติดกับเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งส่งผลให้ภาคเหนือของประเทศไทยได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณแถวเชียงใหม่

ดังนั้นจึงเป็นความท้าทายของรัฐบาลที่จะหันมาให้ความสนใจกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง โดยเฉพาะความท้าทายและข้อจำกัดเชิงสถาบัน เพราะปัจจุบันยังขาดกรอบกฎหมายที่กำหนดเป้าหมายชัดในเรื่องมลพิษทางอากาศ การออกมาตรการทางกฎหมายที่ประสานกับทุกภาคส่วน ที่ปล่อยมลพิศทางอากาศ, การบังคับใช้กฎเกณฑ์ในการกำกับดูแลที่มีอยู่ และมาตรฐาน NAAQS ก็ยังไม่ทั่วถึง มีช่องว่างสำคัญ คืออำนาจการให้โทษของหน่วยงานติดตามตรวจสอบอย่างกรมควบคุมมลพิษ ที่ปัจจุบันยังขาดอำนาจการบังคับควบคุมและใช้บทลงโทษ

และที่สำคัญหน่วยงานภาครัฐควรเฝ้าระวังและติดตามเพื่อบรรเทาการเกิดไฟป่าและ PM 2.5 ไปพร้อมกันได้ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเชิงลึกวิเคราะห์และดำเนินนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อยู่ระหว่างการร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดและร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เป็นการวางรากฐานในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจที่สำคัญต่อไป

อย่าให้ประชาชนต้องคิดว่า ดีแต่ออกมาตรการแก้ฝุ่น แต่กลับไร้ผล.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถอดบทเรียนแบรนด์ดังดันยอดขายด้วยData

ในยุคที่ “ข้อมูลลูกค้า” คือหัวใจในการเอาชนะความท้าทายที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเผชิญ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่เข้มข้น

จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

แปลงเกษตรสู่ฐานชีวภาพ

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศ “เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” กำลังถูกเขย่าด้วยกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชัน ประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับเพียงการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น แต่กำลังเร่งสปีดสู่การเป็น “อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ” (Bio-based Industry) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล

สงกรานต์ส่อแววหงอย

เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายนของทุกปี บรรยากาศแห่งความสุขและการรอคอยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง กับเทศกาล “สงกรานต์” หรือ วันปีใหม่ไทย ถือเป็นช่วงเวลาของวันพักผ่อนหยุดยาวที่หลายคนเฝ้ารอ

ท่องเที่ยวกับการปรับเกมรับวิกฤต

เริ่มต้นเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ดูเหมือนจะมีวิกฤตให้รับมือกันหลายอย่าง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจอยู่ตลอดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เศรษฐกิจไทยปีม้าส่อหลุดต่ำ 2%

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและกลุ่มผู้นำของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภูมิภาค ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคจะขยายวงมากขึ้น