
อาทิตย์นี้...ก็เพิ่งวันที่ 25 พฤษภาคม ยังเหลืออีกตั้งเกือบ 20 วัน กว่าจะถึงวันที่ 13 มิถุนายน ยิ่งถ้าหากซอยวันแต่ละวัน ออกมาเป็น ชั่วโมง ก็ปาเข้าไปถึงเกือบๆ 480 ชั่วโมงเอาเลยถึงขั้นนั้น ยิ่งถ้าแตก ชั่วโมง ออกเป็น นาที ต่อนาที ก็ราวๆ 20,000 นาทีกว่าๆ เกือบ 30,000 นาทีเอาเลยก็ว่าได้ ส่วนจะแตกให้ละเอียดยิ่งไปกว่านั้น คือเล่นกันเป็น วินาที ก็ยิ่งเป็นอะไรที่น่าตกตะลึง พรึงเพริด น่าขนหัวลุก ขนคอตั้งยิ่งขึ้นไปใหญ่ คือปาเข้าไประดับเป็นล้านๆ วินาที ไม่น่าจะน้อยไปกว่านั้น...
เพราะสำหรับใครก็ตาม ที่มีอันต้องเจอกับ กงเกวียน-กำเกวียน ต้องเผชิญกับผลแห่งการกระทำในทางร้ายๆ หรือสิ่งที่เรียกว่า บาป ก็ย่อมได้ ที่จะไหลหลั่งควั่งพรูเข้ามาใน อารมณ์-ความรู้สึก ในจิตสำนึก หรือจิตไร้สำนึกก็แล้วแต่ได้แบบชนิด วัน-ต่อ-วัน ชั่วโมง-ต่อ-ชั่วโมง นาที-ต่อ-นาที หรือกระทั่งวินาที-ต่อ-วินาที ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ คงหนีไม่พ้นต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้เลยว่า ย่อมเป็นอะไรที่ออกจะหนักหนา-สาหัส น่าเกลียด น่ากลัว น่าสยดสยอง พองขน เสียเหลือเกิน!!!
หรือดังที่ อภิมหาพระ ท่านอาจารย์ พุทธทาสภิกขุ ท่านเคยเตือนๆ ไว้ก่อนหน้านี้ ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั่นแหละว่า... “เมื่อยังไม่สำนึก...บาป...บาปก็ยังเป็นเหมือนน้ำผึ้ง-น้ำตาลไปก่อน แต่ครั้นสำนึกขึ้นมาเมื่อใด นรก!!! ก็ผุดขึ้นมาในใจ อย่างกะระดมกันมา เขาก็ย่อมเครียดครัดทั้งหลับและตื่น ด้วยเหตุนี้...อย่าทำเป็นเล่นกับบาปเลย เพราะยังไงๆ มันย่อมต้อง...สำนึก...ขึ้นมาในวันใด-วันหนึ่งแน่นอน” นี่...อันนี้นี่แหละ ที่ถึงได้ต้องสรุปว่าออกจะเป็นอะไรที่หนักหนา-สาหัส ที่น่าหวาดหวั่น ขวัญสยอง ยิ่งกว่าดู หนังผี ประเภทธี่หย่ง-ธี่หยด ไม่รู้จะกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้านเท่า...
ด้วยเหตุนี้...บรรดาผู้ที่ยังคงหลงเหลือ ความเมตตา ติดปลายนวมแห่ง ความเป็นมนุษย์ อยู่มั่ง ก็อย่าถึงกับต้องไปกระดี๊กระด๊า ออกอาการลุ้น อาการซี้ดๆ ซ้าดๆ กันจนตัวโก่ง หลังโก่ง แบบประเภทพวก ลุ้น-ผีแดง แมนฯ ยูฯ หรือ ลุ้น-หงส์แดง ลิเวอร์พรุน อะไรทำนองนั้น เพราะเรื่องของ ชีวิต เรื่องความเป็นไปของมนุษย์มนานั้น มันย่อมแตกต่างไปจากเรื่องเกมกีฬา เรื่องฟุตบอล อยู่แล้วแน่ๆ ไม่ว่าโดย เงื่อนไข หรือ เหตุปัจจัย ใดๆ ก็ตาม คือเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศ ที่วนไปเวียนมาอยู่ภายใต้ วัฏสงสาร จนทำให้ต้องเกิด-ต้องตายกันชนิดไม่รู้จะกี่ชาติต่อกี่ชาติ และภายในแต่ละชาติ ย่อมหนีไม่พ้นต้องเจอกับ เงื่อนไข และ เหตุปัจจัย แบบซ้ำๆ ซากๆ จนกว่าจะดิ้นรนให้พ้นไปจากวังวนแห่ง กงเกวียน-กำเกวียน ณ ชาติไหนต่อชาติไหนก็ยังมิอาจสรุปได้...
ด้วยวัฏจักร-วงจร แบบซ้ำๆ ซากๆ เช่นนี้นี่เอง...เลยทำให้บรรดาผู้ที่ยังคงต้องดิ้นรนอยู่ภายใต้ วัฏสงสาร ดังกล่าวจึงเป็นอะไรที่น่าสงสาร น่าเวทนา ไปด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นยาจก วณิพก เป็นเศรษฐี อภิมหาเศรษฐี ระดับร้อยล้าน พันล้าน หรือกี่ล้านล้านก็ตาม เพราะถ้าลองต้องเจอกับ บาป ขณะที่หนีไม่พ้นต้อง สำนึก ขึ้นมาในวันใด-วันหนึ่ง อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ ความเมตตา-สงสารต่อผู้ที่ต้องตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ราคา ยิ่งกว่าการซี้ดๆ ซ้าดๆ เป็นสิ่งที่มี ประโยชน์ ไม่ว่าต่อ ผู้รับ หรือ ผู้ให้ ยิ่งกว่าความกระดี๊กระด๊าเป็นไหนๆ...
ด้วยเหตุเพราะมันเป็นอะไรที่อยู่เหนือไปจาก ความถูกใจ-ไม่ถูกใจ อันเป็นสิ่งที่ทำให้ใครต่อใครต้องวนไป-วนมาอยู่ภายใน วัฏสงสาร อย่างไม่มีทางรอดพ้น ไม่ว่ากี่ชาติต่อกี่ชาติก็ตาม หรือเป็นสิ่งที่อาจพอช่วยให้มีโอกาสพบ สัมผัส กับ ธรรมชาติ อีกชนิดหนึ่ง ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงยืนยัน นั่งยัน นอนยัน เอาไว้แล้วอย่างเป็นมั่น เป็นเหมาะ ว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็น “อุปปาทา วา ภิกขเว ตถาคตานัง อนุปปาทา วา ตถาคตานัง ฐิตา วสา ธาตุ ธัมมัฏฐิตตา ธัมมนิยามตา” หรือเป็น ธรรมชาติที่อยู่เหนือไปจากการปรุงแต่ง ที่ถ้าหากไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าใคร...ก็ย่อมมิอาจหลุดพ้นไปจาก ธรรมชาติแห่งการปรุงแต่ง ได้เลย...
นี่...อันนี้นี่แหละ ที่ทำให้ ความเมตตา-สงสาร มันเลยย่อมมีคุณค่า ราคา ยิ่งกว่าการซี้ดๆ ซ้าดๆ การกระดี๊กระด๊าเป็นไหนๆ อีกทั้งไม่ว่าวันที่ 13 มิถุนายน มันจะออกไปในรูปไหน แบบไหน ออกหัว ออกก้อย ออกกลาง หรือออกกั๊ก ย่อมไม่ได้ส่งผลต่อผู้ที่ เข้าถึง-เข้าใจ ต่อความเป็นไปแห่ง บาป อันชำแรกแทรกซึมอยู่ใน วัฏสงสาร ได้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น และยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ใครต่อใคร ต้องกลายเป็นมิตร-เป็นศัตรู ไปเพราะ ความถูกใจ-ไม่ถูกใจ กันไปเป็นช่วงๆ เป็นระยะๆ นั่นเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่ง'การอยู่ร่วมกันโดยสันติ'
อย่างที่เคยว่าๆ ไว้แล้วนั่นแหละว่า...การปะทะ ขัดแย้ง ที่จะนำมาสู่ จุดเปลี่ยน นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่กำลังอุบัติขึ้นมากับโลกทั้งโลก
ระบอบสีน้ำเงิน...อย่าฟังเพลินๆ...คิดให้ดี
ฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลยังคงรุมด้อยค่า ด่ารัฐบาล ชักจะไปไกลอย่างน่าเป็นห่วง จากระบอบเนวิน ระบอบอนุทิน มาจนถึง “ระบอบสีน้ำเงิน”
ห้าม 'พงส.' ช่วยราชการ
เก็บตกอีกหนึ่งข้อสั่งการ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ แม่ทัพใหญ่สำนักปทุมวัน ในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2569 ปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
วาทกรรมครอบงำสาวกผู้ภักดี
สังคมยุคนี้เขาเรียกกันว่าเป็น “สังคมข่าวสาร” เป็นสังคมที่มีการแข่งขันทางการเมืองใช้ “ข่าว” มากกว่า “เงิน” ดังนั้น คนที่ต้องการชัยชนะทางการเมืองจะต้องเก่งด้านการข่าวในทุกๆ มิติ 1)
ความเปลี่ยนแปลงกับ...'ระบอบสีน้ำเงิน'
คงต้องยอมรับว่า...โลกทั้งโลก มันกำลังเคลื่อนเข้าสู่ จุดเปลี่ยน แบบถนัดชัดเจนยิ่งเข้าไปทุกที จะเปลี่ยนเพราะแรงเหวี่ยง แรงสวิง จากความขัดแย้ง ไม่คิดประนีประนอมยอมความ
ปรับแก้เอกสารความร่วมมือ 'ไทย-สหรัฐฯ'
ต้องบอก "สำนักปทุมวัน" ชั่วโมงนี้ "ดรามา" เข้ารัวๆ ตั้งแต่ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ออกหนังสือด่วนที่สุดถึง รอง ผบ.ตร., จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช. หรือตำแหน่งเทียบเท่า

