'พระ'กับ'โครงสร้างสังคมไทย'

เรื่องของ ศาสนา นั้น...คงไม่ถึงกับต้องเก็บมาวิตก กังวล มากมายซักเท่าไหร่ เพราะไม่ว่าจะพุทธ-คริสต์-อิสลาม-ฮินดู ฯลฯ หรืออะไรต่อมิอะไรที่ได้รับความเคารพ-เทิดทูน จนกลายมาเป็น ศาสนา นั้นๆ ต่างก็มี แก่น มี สาระ ที่ยากจะไปโยก-ไปคลอนได้ง่ายๆ แต่สำหรับบรรดา สาวก ของศาสนาทั้งหลายนี่สิ!!! หรือบรรดา พระสงฆ์องคเจ้า ตามแนวทาง ศาสนาพุทธ แบบไทยๆ โอกาสที่จะโยก-จะคลอน จะสับสน อลหม่าน ระส่ำระสาย แตกฉานซ่านเซ็น ก็ใช่ว่าจะไม่มีเอาเสียเลย...

แม้แต่ สังคมไทย ของหมู่เฮา...ก่อนหน้าที่บรรดาพวก พระๆ ทั้งหลาย จะถูก ผู้ชนะ 10 ทิ(ด) อย่าง สีกากอล์ฟ เธอจะลงดาบประหัตประหารจนแตกพ่าย หนียะย่ายพ่ายจะแจไปเป็นแถบๆ แถมยังมาซ้ำด้วย พระ ที่เคยได้ชื่อว่าคิดดี-ประพฤติดี จนแทบกลายเป็นแบบอย่าง ตัวอย่าง ของการ เสียสละ ความเหนื่อยยาก ทุกข์ยาก ของตัวเองเพื่อสังคม แต่สุดท้าย...ก็ต้องถูกจับ ถูกสึก เอาดื้อๆ!!! แต่นั่นก็ใช่ว่า ปรากฏการณ์ ทำนองนี้ จะเพิ่งมาเกิด เพิ่งมามี ในช่วงยุคเราๆ-ทั่นๆ ก็หาไม่ โดยเฉพาะถ้าลองย้อนกลับไปครั้งประวัติศาสตร์ ยุคพระเจ้ากรุงธนบุรี ยุคพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บรรดา พระๆ ที่ออกไปในแนวนี้ หรือหนักยิ่งไปกว่านี้ ก็น่าจะปรากฏให้เห็น เป็นตัวอย่าง มาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว...

ด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้ผู้ที่ทรงตอกย้ำถึง ภาระหน้าที่ ของตัวเองไว้ใน พระราชนิพนธ์ ประมาณว่า ตั้งใจจะอุปถัมภก-ยอยกพระพุทธศาสนา อย่างล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 1 ท่านถึงต้องทรงลงไม้-ลงมือ ต้องใช้ พระราชอำนาจ ในการควบคุม ดูแล บรรดา พระๆ ทั้งหลาย ทั้งที่อาจไม่ได้เป็นไปตาม หลักปฏิบัติของพุทธศาสนา ซึ่งมุ่งให้พวกพระๆ ปกครองกันเอง โดยถือ พระวินัย เป็นกฎหมาย แต่นับจากยุครัชกาลที่ 1 ด้วย พระราชอำนาจ นี่เอง จึงได้เกิดกรมธรรมการ กรมสังฆการี อุบัติขึ้นมานับแต่นั้น อันเป็นหน่วยงานที่ กรมสมเด็จพระเทพฯ ท่านทรงระบุไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง บันทึกการปกครองของไทย-สมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ว่า... กรมนี้ขู่พระ-ดุพระได้ อะไรทำนองนั้น...

จนมาถึงยุคหลังๆ...หรือยุค จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หน่วยงานอย่าง มหาเถรสมาคมยุคใหม่ จึงค่อยๆ อุบัติขึ้นมาในขณะที่สภาพสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แบบจำหน้า-จำตาแทบไม่ได้ และด้วย สภาพสังคม ที่เปลี่ยนไปแบบ แทบจะพลิกหน้ามือ-เป็นหลังตีน นั่นเอง ที่ทำให้กระทั่ง มหาเถรสมาคม ทุกวันนี้ อดที่จะต้องแสดงความหนักอก-หนักใจ ความเป็นห่วง-เป็นใย ต่อความเป็นไปของบรรดาพวก พระๆ ทั้งหลายขึ้นมามิได้ ดังที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ปัจจุบัน ท่านถึงกับต้องทรงเอ่ยไว้ใน พระคติธรรม เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาถึงขั้นว่า... “ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ยามนี้ ขอคณะสงฆ์จงมีสติระลึกรู้ในอันที่สำรวมระวัง ครองตนในพระปาติโมกข์ อันสมเด็จพระบรมศาสดาได้โปรดประทานไว้เป็นหลักประพฤติของเราทั้งหลาย ผู้เป็นสมณะอย่างเคร่งครัด เพื่อธรรมนั้นจักได้ปกป้องคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม ให้มีชัยเหนือปัญหา และก้าวข้ามพ้นอุปสรรคไปได้โดยสวัสดี ขอถวายกำลังใจให้สมณะที่ดี จงมีขันติธรรม พรหมวิหารธรรม และอิทธิบาทธรรม อย่างแกล้วกล้าเข้มแข็ง เพื่อรักษาพระบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยตลอดกาลนาน ขอให้ทราบถึงความห่วงใยที่มหาเถรสมาคมมีต่อบรรพชิตทุกรูปผู้เป็นสหธรรมิก ซึ่งมุ่งมั่นครองตน และครองงานด้วยวิริยภาพอาจหาญ แม้ในยามที่กำลังใจของท่านอาจถูกบั่นทอนโดยเหตุปัจจัยนานาประการ"...

แต่จะช่วยกอบกู้ให้สถานการณ์ความเป็นไปของพวก พระๆ กระเตื้องขึ้นมากี่มาก-น้อย อันนั้น...คงอาจต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย หรือต้องขอให้... “ขอพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โปรดช่วยกันประคับประคองคณะสงฆ์ ถวายสรรพกำลังสนับสนุนและอารักขาคุ้มครองให้พระภิกษุ สามเณร มีเรี่ยวแรงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความรู้ ความสามารถ ในอันที่จะธำรงรักษาพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ปกครองดูแลวัด ดำรงฐานะเป็นหลักใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางแห่งความสมัครสมานสามัคคีของชาวบ้าน ชาววัด และหน่วยราชการ ซึ่งเป็นรากฐานสัมพันธภาพของสังคมไทย ขอจงใช้มุ่งสนองงานคณะสงฆ์ด้วยไมตรีจิต ตามขนบวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ จงละวางจริยาอันอาจก่อให้เกิดความบาดหมางคลางแคลงใจกัน จงเพิ่มพูนทัศนคติอันดี ด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา ตามวิถีอันชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ ...ส่วนจะถึงขั้นต้องกลับไป ขู่พระ-ดุพระ แบบครั้งรัชกาลที่ 1 หรือไม่? อย่างไร? อันนั้น...ก็คงต้องขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม หรือ สภาพสังคม อีกนั่นแหละ ที่จะเป็นตัวชี้วัดตัดสินกันในขั้นตอนสุดท้าย??? ด้วยเหตุเพราะสิ่งที่เรียกว่า ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ คือสิ่งที่ถูกถักทอให้กลายมาเป็น โครงสร้างสังคมไทย นับตั้งแต่วันนั้น...มาจนตราบเท่าทุกวันนี้...นั่นแล!!!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คิดจะฟ้องไทย...ไงกลายเป็นหมาหัวเน่า

สันดานโจร สันดานคนโกหก กล่าวหาไทยด้วยข้อความเป็นเท็จ พูดจาด้วยท่าทีที่รุนแรง หวังที่จะฟ้องประชาคมโลกให้ช่วยรุมประณามไทย ดรามาว่าข้อพิพาทระหว่างเขากับเราในเวลานี้ ไทยเราเป็นคนเริ่มต้น ไทยเราเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กอย่างไร้มนุษยธรรม ดรามาทำตัวเป็นผู้ถูกกระทำที่น่าสงสาร ใช้คนแก่

ความรู้-คู่-คุณธรรม

คงต้องยอมรับอย่างมิอาจปฏิเสธได้...ว่าด้วยความ ก้าวหน้า-ก้าวไกล ของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านการสื่อสารมันเลยทำให้บรรดา กูรู-กูรู้ ไม่ว่าในบ้านเราหรือในระดับโลกก็ตามที

'แคนดิเดต ผบ.' หวิดงานเข้า

จู่ๆ ก็เกือบงานเข้า บิ๊กไมค์-พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ "ผู้นำสีกากี" ต่อจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

แสนคนด่า...แต่ว่าล้านคนรัก

เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งทำตัวชั่วร้ายแบบมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนจนกลายเป็นคดีความและผ่านการไต่สวนของศาล จนถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงต้องติดคุกติดตาราง แต่เขาก็ใช้อำนาจทางการเมืองและทางการเงินเอาชนะกระบวนการยุติธรรมของไทย ทำให้กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คำตัดสินของศาลไร้ความหมาย ประชาชนผู้รักความยุติธรรม

ป้อมปราการที่มิมีผู้ใดจะตีแตก!!!

อย่างที่เคยพูดๆ เอาไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ผล เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายของบ้านเรานั่นแหละว่า...ไม่ว่าใคร? พรรคใด? ได้เสียงข้างมาก ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล แต่ย่อมหนีไม่พ้นต้อง ซวยฉิบหาย-ซวยตายห่า

โละ 'บัญชีผี' กอ.รมน.

เอ๊ะ!!! ไม่รู้มีอะไรในกอไผ่มากกว่าหน่อไม้หรือไม่ เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา "4 แคนดิเดต" ชิงเก้าอี้ "ผบ.ตร." หรือ "ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ" คนที่ 16 ต่อคิวจาก ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์