
มาขยายความกันหน่อย...
หลังจากอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ออกมากระตุกสติคนที่อยากฉีกรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ทิ้งแล้วยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ และข้อกังวลเรื่องหมวด ๑ หมวด ๒ ใครที่คิดว่าตัวเองคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว ขอให้กลับไปคิดใหม่
"...ที่รัฐบาลตั้งคำถามไปเป็นคำถามในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และจะเขียนล็อกแค่หมวด ๑ หมวด ๒ ไม่พอ จะดูแค่นั้นไม่ได้
เพราะเรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องไปดูอีกหลายส่วนในรัฐธรรมนูญ
ตัวอย่างเช่นหมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรีเป็นพระราชอำนาจทั้งนั้น เพราะเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน
รวมไปถึงพระราชอำนาจในการตราพระราชกำหนด
พระราชอำนาจให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับสนธิสัญญา อำนาจยุบสภาก็อยู่ในหมวดว่าด้วยสภาฯ เพราะนายกฯ ยุบสภาเองไม่ได้
รวมถึงต้องไปดูเกี่ยวกับบทห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ห้ามเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่าแค่ไหนเป็นการเปลี่ยนแปลง
อย่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติแล้ว ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธยถือว่าตกไปเลย เป็นการยับยั้งโดยเด็ดขาด เป็นอย่างนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๔๙๒ จนถึงรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
ฉะนั้นถ้าใครไปเขียนให้เมื่อทรงใช้พระราชอำนาจแล้วให้สภาสามารถยืนยันได้ มันก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขัดต่อประเพณีการปกครองของประเทศไทย เพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์ทรงมีร่วมกับประชาชน
ดังนั้นถ้าอยากแน่ใจเกี่ยวกับเนื้อหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ให้คนที่คิดจะแก้ไขออกมาให้สัมภาษณ์เพื่อบันทึกเอาไว้ว่าจะแก้จุดใดบ้าง..."
สรุปในภาพรวม คำว่า "เปลี่ยนระบอบการปกครอง" มิได้เจาะจงเฉพาะการแก้ไขในหมวด ๑ และหมวด ๒ เท่านั้น
เพราะพระราชอำนาจปรากฏอยู่ในหลายหมวด หลายมาตรา ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
การแก้ไขพระราชอำนาจ โดยเฉพาะการแก้ไขเพื่อลดพระราชอำนาจ ก็คือการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่ออาจารย์บวรศักดิ์เตือนแบบนี้ พรรคการเมืองควรจะรับฟัง
ไปดูว่าพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มีอะไรบ้าง ข้อมูลที่รวบรวมโดยสถาบันพระปกเกล้า มีดังนี้
๑.พระราชอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมาในเรื่องการยุบสภาผู้แทนราษฎร ได้บัญญัติให้เป็นพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ให้เป็นผู้มีอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎรในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๑๐๓ บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป”
หลักการยุบสภาผู้แทนราษฎรถือเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการคานอำนาจกับสภาผู้แทนราษฎร แต่เนื่องจากการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง
ในขณะที่ฝ่ายบริหารจัดตั้งขึ้นโดยความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร การยุบสภาผู้แทนราษฎรโดยฝ่ายบริหารจึงดูไม่มีน้ำหนัก ดังนั้น ธรรมเนียมประเพณีการปฏิบัติของประเทศไทยในรัฐธรรมนูญจึงมอบให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้พิจารณาความจำเป็นในการยุบสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างเหมาะสม
๒.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ
๑) พระราชอำนาจในการแต่งตั้งประธานสภาฯ และรองประธานสภาฯ
ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแต่ละสภาให้มีประธานสภาฯ คนหนึ่งและรองประธานสภาฯ คนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากสมาชิกแห่งสภานั้นๆ ตามมติของสภา
๒) พระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน
๓) พระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร”
ภายหลังจากการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์ยังมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
๔) พระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้พิพากษาและตุลาการ”
นับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่การตัดสินคดีความต่างๆ นับแต่เดิมมาเป็นการตัดสินในนามพระมหากษัตริย์เพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ราษฎร ดังนั้น เมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่มีการแบ่งแยกอำนาจระหว่างนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง และให้ผู้พิพากษาและตุลาการพ้นจากตำแหน่ง แต่ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะความตาย เกษียณอายุ ตามวาระ หรือพ้นจากราชการเพราะถูกลงโทษ ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
๕) พระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ” ตามคำแนะนำของวุฒิสภา ดังนี้
แต่งตั้ง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” จำนวน ๗ คน
แต่งตั้ง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” จำนวน ๓ คน
แต่งตั้ง “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” จำนวน ๙ คน
แต่งตั้ง “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” จำนวน ๗ คน
รวมถึงพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง “ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน” ตามคำแนะนําของวุฒิสภา โดยได้รับการเสนอชื่อจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
แต่งตั้ง “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” จำนวน ๗ คน
๓.พระราชอำนาจในฐานะประมุขแห่งรัฐ
พระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบการปกครองประชาธิปไตยในฐานะประมุขแห่งรัฐ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมาและการมีประเพณีในการปกครองที่ยาวนานของรัฐนั้น ตลอดจนเป็นการแยกพระมหากษัตริย์ออกจากการเมือง เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดและรวมศูนย์อำนาจไว้มากเกินไป
ดังนั้น การมีพระมหากษัตริย์จึงช่วยรักษาดุลยภาพให้เกิดขึ้นทั้งภายในสังคมและในทางการเมือง สะท้อนให้เห็นลักษณะการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ที่เรียกว่า “ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” โดยพระราชอำนาจที่สำคัญปรากฏในรัฐธรรมนูญตั้งแต่มาตรา ๑๗๕-๑๘๐ ดังนี้
๑.พระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย
๒.พระราชอำนาจในการประกาศใช้และเลิกใช้กฎอัยการศึก
๓.พระราชอำนาจในการประกาศสงครามเมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
๔.พระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาสันติภาพ สัญญาสงบศึก และสัญญาอื่นกับนานาประเทศหรือกับองค์การระหว่างประเทศ
๕.พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ
๖.พระราชอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดีและเทียบเท่า และทรงให้พ้นจากตำแหน่ง
ครับ...พรรคการเมืองที่อยากจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรประกาศให้ชัดว่า พระราชอำนาจทั้งหมดที่ปรากฏนี้ จะยังมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ถ้ายืนยันว่ายังมีอยู่ ก็มีคำถามตามมาว่า ทำไมไม่แก้รายมาตรา ซึ่งสามารถระบุถึงมาตราที่มีปัญหาได้มากกว่าจะฉีกทิ้งทั้งฉบับ
โดยเฉพาะมาตราที่เกี่ยวข้องกับการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง รวมไปถึงมาตราที่้เกี่ยวกับการตรวจสอบหลักนักการเมืองมีอำนาจ เพราะต้องการสิ่้งนี้ไม่ใช่หรือ
ถ้ายังไม่ชัด ก็ขอแรงประชาชนครับ
"โหวตคว่ำ"
๘ กุมภาพันธ์ กาช่อง ไม่เห็นชอบ ในบัตรสีเหลือง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ขวางทางปืน
ช็อกครับ...เป็นอะไรกันไปหมด ทำไมถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้่นในประเทศไทย ทั้งๆ ที่มันควรเกิดในอเมริกาไม่ใช่หรือ การเข้าถึงอาวุธปืนของคนไทยมันช่างง่ายในทุกช่วงอายุของคน ไม่ว่าเด็กหรือผูัใหญ่ เมื่อถึงคราวต้องการใช้ มันหาได้ไม่ยาก
ดับไฟใต้มันไม่ง่าย
ไปที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กันหน่อยครับ สถานการณ์หลังกองกำลังติดอาวุธ BRN โจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ทำให้ทหารพรานเสียชีวิต ๕ นาย บรรยากาศไม่สู้ดีเลยครับ
ออเดอร์จากคุก!
ช่วงหลังไม่ค่อยมีข่าวคราวนักโทษคดี ม.๑๑๒ ที่อยู่ในคุกเลยครับ คงเพราะกระแสหดหาย ไร้คนสนใจ แม้กระทั่งคนที่อ้างว่าเคยร่วมต่อสู้มาด้วยกัน ก็หันไปสนใจเรื่องอื่นๆ มากกว่าที่จะมองกลับเข้าไปในคุก
แค่ผู้หญิงคนเดียวยังเอาไม่ลง
เขาจีบกันแล้วครับ... หลังจาก “ไหม ศิริกัญญา” ค่ายส้ม หลุดพูดเรื่องดีลแดง-เขียว ว่า “...คงต้องมาคุยกับฝั่งเราด้วยเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นสมการทางการเมืองอาจจะไม่ครบถ้วน...” ก็ถูกตีความว่า ส้มก็รอเสียบอยู่
เรากับเทาเพื่อนกัน
เราอยู่ในยุคการเมืองได้หน้าลืมหลังแบบเต็มตัว ไม่มีกั๊กกันแล้วครับ
อยู่ไม่ไหวต้องเปลี่ยน
มีคนออกมาปลุกม็อบแล้วครับ... คงประเมินแล้วว่ารัฐบาลอนุทินไม่น่าจะไปรอด!

