บีซีจีโมเดลสู่สังคมคาร์บอนตํ่า

การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้เกิดแรงกระตุ้นของทั่วโลกต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาสภาวะโลกร้อน และปรับตัวมุ่งสร้างความรับผิดชอบทางเศรษฐกิจที่มีต่อสิ่งแวดล้อม-การใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ได้ตื่นตัวทุกมิติ ทั้งการจัดการแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยี-นวัตกรรม การผลิต-การบริการ การปรับฐานอุตสาหกรรม พลิกโฉมสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร นำนวัตกรรม เทคโนโลยี การสื่อสารยุคใหม่ การจัดการการผลิตการบริการ และระบบโลจิสติกส์เข้ามาใช้ 

เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ถนนทุกสายมุ่งสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ทั้งภาครัฐและเอกชนต่างก็เร่งเดินหน้า

อย่างกระทรวงอุตสาหกรรมเองก็มีนโยบายมุ่งผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) โดยนำมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ของรัฐบาล เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดการเกิดของเสียโดยจัดการใช้ทรัพยากรภายในสถานประกอบการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ บีซีจีโมเดลไม่ใช่เพียงจะเป็นการดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเท่านั้น แต่ยังมีแนวทางที่จะพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เริ่มจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบันคือ การเข้ามาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถอีวี ที่ตอนนี้มีหลายฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านค่ายรถยนต์หรือผู้บริโภคเองก็เริ่มให้ความสนใจเพิ่มขึ้นมาก จากการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และยังทำให้รถไฟฟ้า 100% นั้นเริ่มมีราคาถูกลงจนจับต้องได้ด้วย

ภาครัฐเองก็ให้การสนับสนุน ซึ่งเมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ได้มีมติเห็นชอบแพ็กเกจช่วยเรื่องภาษีและเงินสนับสนุนเพื่อให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าถูกลง ซึ่งจะเป็นการจูงใจผู้บริโภคให้มาซื้อรถอีวีมากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย “30/30” ที่คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติตั้งไว้ คือในปี ค.ศ.2030 หรือปี พ.ศ.2573 จะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตรถยนต์ในประเทศ โดยผลิตประเภทรถยนต์นั่งไฟฟ้าและรถกระบะไฟฟ้า 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 675,000 คัน

นอกจากนี้ ครม.ได้เห็นชอบใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 3,000 ล้านบาท ให้กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และเห็นชอบให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดหาแหล่งงบประมาณในปีงบประมาณ 2566-2568 วงเงินประมาณ 40,000 ล้านบาท จากแหล่งงบประมาณที่เหมาะสมเพื่อดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

พร้อมทั้งอนุมัติให้กรมสรรพสามิตคืนเงินสำหรับผู้รับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตลอดจนให้ออกประกาศกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์

ด้านภาคเอกชนนั้นมีหลายกลุ่มหลายบริษัทที่หันมาให้ความสำคัญและมุ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถอีวีอย่าง บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ หรือ GPSC ดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตท. และบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ PTT ถือหุ้น 100% จับมือตั้งบริษัทร่วมทุน “NUOVO PLUS” เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน โดยมุ่งเป้าหมายกำลังการผลิตแบตเตอรี่ 5-10 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ต่อปี ในปี 2573

ซึ่ง บุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและธุรกิจใหม่ ปตท. และประธานกรรมการ บริษัท นูออโว พลัส จำกัด ระบุว่า “ประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวสู่การเป็นฐานการผลิต EV และชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก ตามนโยบาย 30/30 ของรัฐบาล คือตั้งเป้าผลิตรถ ZEV ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต Powering Life with Future Energy and Beyond ของกลุ่ม ปตท. การจัดตั้งบริษัท NUOVO PLUS เพื่อดูแลทางด้านธุรกิจแบตเตอรี่

พร้อมกับย้ำว่า โดยความร่วมมือดังกล่าวนี้เป็นการนำศักยภาพด้านนวัตกรรม การตลาด และห่วงโซ่อุปทานของทั้งกลุ่มมารวมกัน เพื่อเร่งผลักดันการสร้าง EV Value Chain ของกลุ่ม ปตท.ให้คลอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยการผลิตแบตเตอรี่เพื่อยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการสร้างนิเวศวิทยาทางธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศบนฐานของเทคโนโลยี นำพาประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนตํ่า เศรษฐกิจมูลค่าเพิ่ม และการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป.

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝากการบ้านรัฐบาล

โฉมหน้าของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมกันนี้อยากเห็นการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้การบริหารประเทศและการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

เปิดเทรนด์และนิยาม‘การท่องเที่ยว’ปี69

การเดินทางเป็นเรื่องเฉพาะตัวมาโดยตลอด ทว่าในปี 2569 การเดินทางจะเปลี่ยนไปจากแผนการเดินทางเดียวที่เข้ากับผู้ร่วมทริปทุกคนให้เป็นแผนการเดินทางที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น

ถึงเวลาพลิกฟื้น‘เอสเอ็มอี’

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่เปราะบาง เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียง 1.8% สะท้อนการชะลอตัวที่ชัดเจนและต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม ASEAN-6 โดยเป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่อัตราการเติบโตอาจต่ำกว่า 2%

ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ”

‘LISA Effect’บูมท่องเที่ยวไทย

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์

ปี69อุตฯยานยนต์ยังเหนื่อย

ในช่วง 2-3 ปีนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ไฟฟ้ามากขึ้นและเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีความผันผวนจากปัจจัยท้าทายรอบด้าน