
กิตติพศ พุทธิวนิช
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนมาใช้หลักการอธิปไตยจากปวงชนคือการพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สองให้กับสหรัฐอเมริกา โดยหลังจากญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้จัดตั้ง "กองบัญชาการสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตร" (Supreme Commander for the Allied Powers - SCAP) ภายใต้การนำของพลเอกดักลาส แมคอาร์เธอร์ (Douglas MacArthur) แม้ในนามจะเป็นองค์กรของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ในทางปฏิบัติอำนาจจริงอยู่ที่สหรัฐฯ เกือบทั้งหมด โดยมีเป้าหมายสำคัญของการยึดครองญี่ปุ่นคือ การทำให้มั่นใจว่า เมื่อสหรัฐฯ ถอนทหารแล้ว ระบอบการปกครองจะดำเนินต่อไปอย่างมีเสถียรภาพ และญี่ปุ่นจะไม่กลับไปเป็นรัฐทหารผู้รุกรานอีก ทั้งนี้ สหรัฐฯ มองว่าตัวปัญหาสำคัญคือ ลัทธิรัฐชินโต (State Shinto) ซึ่งเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง การบูชาองค์พระจักรพรรดิในฐานะเทพเจ้า และความเชื่อในความเหนือกว่าของชาติญี่ปุ่น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่ค้ำจุนแหล่งความชอบธรรมของสถาบันจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญเมจิก่อนหน้านี้ที่อ้างอิงอำนาจอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์และจากวงศานั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ ไม่นานหลังการยึดครองญี่ปุ่น SCAP ได้ออก "คำสั่งชินโต" (Shinto Directive) ภายใต้รหัส SCAPIN 448 ในวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1945 มีชื่อเต็มว่า "คำสั่งยกเลิกการสนับสนุน การส่งเสริม การสืบทอด การควบคุม และการเผยแพร่ลัทธิรัฐชินโตโดยรัฐบาล" ร่างโดยเรือเอก วิลเลียม เค. บันซ์ (William K. Bunce) ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและศาสนาญี่ปุ่น คำสั่งดังกล่าวห้ามมิให้นักเรียนถูกพาไปทัศนศึกษาสถาบันศาสนา ห้ามคณะกรรมการท้องถิ่นระดมทุนเพื่อศาลเจ้า และห้ามการเผยแพร่อุดมการณ์สามประการ คือ ความเหนือกว่าของจักรพรรดิที่สืบเชื้อสายจากมหาเทพอามาเทระสึ ความเหนือกว่าของคนญี่ปุ่น และความศักดิ์สิทธิ์ของหมู่เกาะญี่ปุ่น
แท้ที่จริงแล้ว การที่สหรัฐฯ มองว่าลัทธิรัฐชินโตเป็นปัญหาในการปกครองญี่ปุ่นนั้น ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากประสบการณ์การปกครองของสหรัฐฯ ในฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นอาณานิคมแห่งแรกที่สหรัฐฯ ได้มาภายหลังจากการทำสงครามกับสเปนในปี ค.ศ. 1898 โดยความสำเร็จในการจัดการปกครองในฟิลิปปินส์ทำให้สหรัฐฯ มองว่าการเผยแพร่ศาสนาคริสต์กับการเผยแพร่ประชาธิปไตยนั้นเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน และตัวแบบของการส่งเสริมประชาธิปไตยที่ผสมผสานกับการเผยแพร่คริสต์ศาสนาสามารถทำซ้ำได้ในดินแดนอื่น ทั้งนี้ แมคอาร์เธอร์เชื่อว่า ในกรณีญี่ปุ่น หากสามารถกำจัดลัทธิรัฐชินโตได้แล้ว สังคมญี่ปุ่นจะเปรียบเสมือนกระดานชนวนเปล่าที่พร้อมรับอิทธิพลใหม่ และเป็นโอกาสอันดีที่จะให้ศาสนาคริสต์เข้ามาทดแทน โดยเขาเคยกล่าวในโอกาสที่ไม่เป็นทางการว่า “ถ้าหากมีมิชชันนารี 1,000 คนเข้ามาในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจะกลายเป็นประเทศคริสเตียน” และ "ประชาธิปไตยที่แท้จริงสามารถมีอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีรากฐานทางจิตวิญญาณเท่านั้น โดยต้องตั้งอยู่บนแนวคิดคริสเตียนที่เกี่ยวกับปัจเจกบุคคลและสังคม" สิ่งที่ตามมาคือ ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1950 มีมิชชันนารีอเมริกันจำนวนราว 2,200 – 2,500 คน เดินทางเข้ามาเผยแพร่ศาสนา และมีการแจกจ่ายพระคัมภีร์ไบเบิลที่แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นหลายตัน โดยมีเจตนาแจกจ่ายประมาณ 10 ล้านเล่ม
อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวก็ประสบกับความล้มเหลวจากสาเหตุหลักสองประการ ประการแรก คือ ความขัดแย้งกันกับหลักการเสรีภาพในการนับถือศาสนาที่เป็นรากฐานของระบอบการปกครองของอเมริกันเอง กับการตระหนักถึงข้อเท็จจริงโดย SCAP ที่ว่า ชินโตไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ทางการเมืองที่สามารถถูกตัดออกจากสังคมญี่ปุ่นได้ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ฝังลึกในวัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์ของคนญี่ปุ่นมานานกว่า 2,000 ปี ด้วยเหตุนี้ SCAP จึงปรับเปลี่ยนนโยบายโดยใช้ความยืดหยุ่นและดุลยพินิจมากขึ้น แยกความแตกต่างระหว่างลัทธิรัฐชินโตซึ่งเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องการกำจัด กับศาลเจ้าชินโตซึ่งเป็นประเพณีทางวัฒนธรรมและความเชื่อส่วนบุคคลที่ควรได้รับการคุ้มครองภายใต้เสรีภาพทางศาสนา
บทเรียนสำคัญที่สหรัฐอเมริกาได้รับจากประสบการณ์ในญี่ปุ่นคือการแยกการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ออกจากการเผยแพร่ระบอบการปกครอง หรือที่อาจเรียกได้ว่า “การทำให้กระบวนการเผยแพร่ประชาธิปไตยเป็นฆราวาส” (secularization of democratization) ที่ทำให้การเผยแพร่ประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาภายหลังจากกรณีของญี่ปุ่นไม่มีประเด็นด้านศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป สามารถสังเกตได้จากกรณีการเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ในหลายประเทศทั่วโลกนับตั้งแต่หลังทศวรรษที่ 1950 เป็นต้นมา
จากการตระหนักถึงข้อจำกัดดังกล่าว ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1946 ฝ่ายกิจการรัฐบาล (Government Section) ของ SCAP ภายใต้การนำของนายพลจัตวาคอร์ทนีย์ วิทนีย์ (Courtney Whitney) จึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นเองในระยะเวลาเพียง 9-10 วัน โดยใช้หลักการ "MacArthur Notes" เป็นแนวทาง 3 ข้อหลัก คือ พระจักรพรรดิจะเป็นหัวหน้าของรัฐแต่ไม่มีอำนาจในการปกครอง ญี่ปุ่นจะไม่มีกองทัพหรือใช้สงครามเป็นเครื่องมือทางการเมือง และระบบศักดินาจะถูกยกเลิกอย่างสมบูรณ์ โดยในส่วนบทบาทขององค์จักรพรรดิมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ ประการแรก การกำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างชัดเจน มาตราที่ 1 ระบุว่า “พระจักรพรรดิจะเป็นสัญลักษณ์ของรัฐและความเป็นเอกภาพของประชาชน โดยได้รับตำแหน่งจากเจตจำนงของประชาชนซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจอธิปไตย” ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากรัฐธรรมนูญเมจิที่กำหนดให้พระจักรพรรดิทรงศักดิ์สิทธิ์และเป็นผู้ทรงอำนาจอธิปไตยสูงสุด
และประการที่สองคือ การจำกัดบทบาทขององค์พระจักรพรรดิให้เป็นเพียงพระประมุขเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่มีอำนาจในการปกครอง มาตราที่ 4 ระบุว่า “จักรพรรดิจะปฏิบัติเฉพาะการกระทำในกิจการของรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เท่านั้น และจะไม่มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง” และมาตราที่ 3 กำหนดว่าทุกการกระทำต้องได้รับ “คำแนะนำและการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี” ซึ่งจะรับผิดชอบต่อการกระทำนั้น ๆ ส่วนในทางนิติบัญญัติ มาตราที่ 41 ระบุชัดเจนว่า “รัฐสภาจะเป็นองค์กรสูงสุดแห่งอำนาจของรัฐ และเป็นองค์กรนิติบัญญัติเพียงแห่งเดียว” ทางบริหาร มาตราที่ 65 ระบุว่า “อำนาจบริหารจะเป็นของคณะรัฐมนตรี” และมาตราที่ 66 กำหนดว่าคณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อรัฐสภา ทางตุลาการ มาตราที่ 76 ระบุว่า “อำนาจตุลาการทั้งหมดเป็นของศาลฎีกาและศาลชั้นรองลงมาที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย” การตัดสินคดีความไม่ได้เป็นการกระทำในพระปรมาภิไธยขององค์พระจักรพรรดิอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม นอกจากการกระทำของฝ่าย SCAP แล้ว สถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่นเองก็มีการปรับเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพราะการแก้ไขเชิงโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญหรือการแก้กฎมณเฑียรบาลนั้นยังไม่สามารถจัดการข้อท้าทายทางสังคมได้ โดยเฉพาะขบวนการคอมมิวนิสต์ในญี่ปุ่นที่ต้องการโค่นล้มสถาบันจักรพรรดิอย่างถอนรากถอนโคน ดังนั้น นวัตกรรมทางการเมืองสำคัญที่เกิดขึ้นภายใต้การริเริ่มของสถาบันจักรพรรดิเองคือ การเสด็จเดินทางเยี่ยมเยือนราษฎร หรือ “จุนโกะ” (junko) โดยองค์พระจักรพรรดิฮิโรฮิโตะ ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 ถึงปี ค.ศ. 1954
ทั้งนี้ ก่อนเริ่มจุนโกะอย่างเป็นทางการ จักรพรรดิฮิโรฮิโตะได้ประกาศ “พระราชโองการว่าด้วยความเป็นมนุษย์” (Ningen-sengen) ในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1946 เพื่อปฏิเสธสถานะเทพเจ้าของพระองค์ และก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงการเดินทางเยี่ยมเยือนราษฎรอย่างเป็นทางการ จักรพรรดิฮิโรฮิโตะได้ทำการเดินทางครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 12 – 15 พฤศจิกายน ค.ศ. 1945 ไปยังศาลเจ้าอิเสะในจังหวัดมิเอะและสุสานจักรพรรดิในนารา และเกียวโต การเดินทางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งต่อบรรพบุรุษจักรวรรดิเกี่ยวกับการสิ้นสุดของสงคราม แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการเสด็จครั้งนี้ได้กลายเป็นโอกาสในการทดสอบปฏิกิริยาของประชาชนต่อจักรพรรดิในฐานะมนุษย์ธรรมดามากกว่าเทพเจ้า เมื่อขบวนรถไฟจักรพรรดิหยุดที่สถานีนุมาซุเป็นเวลาหกนาที โดยที่ผู้รักษาพระราชลัญจกร คิโดะ (Kido) ได้มีการแสดงความกังวลว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกเผาทำลายอาจจะ “ขว้างหินหรืออะไรบางอย่าง” แต่กลับปรากฏว่าจักรพรรดิได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นทั่วทุกแห่งที่พระองค์เสด็จ ซึ่งทำให้พระองค์และที่ปรึกษาตระหนักว่าแม้ความศักดิ์สิทธิ์ของราชบัลลังก์จะถูกทำลายลงจากความพ่ายแพ้ แต่ราษฎรยังคงรักษาความภักดีและความเคารพต่อพระองค์
การเสด็จเดินทางเยี่ยมเยือนราษฎรอย่างเป็นทางการของจักรพรรดิฮิโรฮิโตะหลังสงครามเริ่มต้นขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1946 และดำเนินต่อไปจนถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1954 รวมระยะเวลาประมาณแปดปี การเดินทางเหล่านี้ได้ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดของญี่ปุ่น โดยในช่วงแรกเป็นการเดินทางแบบไปกลับภายในวันเดียวหรือสองสามวัน แต่ต่อมาได้พัฒนาเป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานถึงสิบวันหรือหลายสัปดาห์ จักรพรรดิมักจะเดินทางโดยลำพังโดยไม่มีพระจักรพรรดินีติดตาม ยกเว้นเพียงสองครั้งคือการเดินทางไปยังจังหวัดโทจิงิในปี ค.ศ. 1947 และการเดินทางไปยังฮอกไกโดในปี ค.ศ. 1954 ในระหว่างการเดินทางที่ใช้เวลานาน แม้จะมีวันพักผ่อนที่กำหนดไว้ แต่องค์จักรพรรดิก็มักจะใช้เวลาเหล่านั้นในการเยี่ยมเยียนโรงพยาบาลหรือรับฟังรายงานจากเกษตรกรท้องถิ่นเกี่ยวกับเทคนิคการเกษตรและป่าไม้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสด็จเยี่ยมเยือนประชาชนดังกล่าวได้ทำให้สถาบันจักรพรรดิของญี่ปุ่นกับประชาชนมีความใกล้ชิดกันมากขึ้น กรณีญี่ปุ่นแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1947 นั้นมิใช่การปลูกฝังลงไปในดินแดนที่ไม่เคยรู้จัก แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแหล่งความชอบธรรมของสถาบันจักรพรรดิจากอธิปไตยจากอาณัติสวรรค์และจากวงศามาสู่อธิปไตยจากปวงชน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่มีการจำกัดอำนาจสถาบันจักรพรรดิด้วยตัวเองมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 และกระบวนการนี้ก็ไม่ใช่การบังคับให้ญี่ปุ่นยอมรับแบบจำลองตะวันตกอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่เป็นกระบวนการของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ ในฐานะผู้ยึดครองกับความเข้าใจและความร่วมมือกับศูนย์รวมจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในญี่ปุ่นยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดฐานความเชื่อทางศาสนาออกจากนโยบายการเผยแพร่ประชาธิปไตย หรือก็คือ “การทำให้กระบวนการเผยแพร่ประชาธิปไตยเป็นฆราวาส” อันเป็นมรดกที่ส่งผลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาต่อการเผยแพร่ประชาธิปไตยทั่วโลกหลังจากนั้นเป็นต้นมาอีกด้วย
(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรญี่ปุ่น: การเข้าสู่ระบอบพระจักรพรรดิภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE ทรัมป์ x สีจิ้นผิง 2 ผู้นำชี้ชะตาโลก | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ดับพล่าน! เขมรยั่วยุ
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE ทุนนอมินีต่างชาติกลืนไทย | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | 'มังกร' สยบ 'พญาอินทรี'
ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม : วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
🔴 LIVE จำศีล 8 เดือน ‘ทักษิณ’วางมือ!? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
'สีหศักดิ์' ชี้พูดคุยสันติสุขเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาไฟใต้ทั้งหมด
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวภายหลังได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้

