
โอ....
อย่าเลยครับท่าน “รัฐมนตรีคมนาคม”!
ท่านอย่าทำบาปกับคนยาก-คนจน, นักเรียน, คนชานเมือง ที่ต้องอาศัยรถไฟเดินทางเข้ามาทำงาน เข้ามาเรียนหนังสือใน กทม.ตอนเช้าและกลับบ้านตอนเย็นเลยครับ!
การไม่ให้รถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน นั้น
นอกจากเป็นการแก้ปัญหา “รถไฟชนรถยนต์” ที่ไม่ถูกจุดแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปัญหาและภาระให้คนที่วงจรชีวิตเขาผูกติดกับรถไฟที่น่าเศร้า
ดีแล้ว ที่ท่าน “รัฐมนตรีพิพัฒน์” ให้เวลา รฟท. ๓ เดือน “ศึกษาแผน” ก่อนตัดสินใจ เพราะถ้าผลีผลาม “ตัดตอนรถไฟ” ที่วิ่งเข้ากรุงให้จอดอยู่ชานเมืองทันทีละก็
ขาประจำรถไฟ “ทุกเช้า-เย็น” เอาท่านตายแน่!
การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ท่านต้องวิเคราะห์-วิจัย-ใคร่ครวญ ให้ตกผลึกก่อนว่า ประเด็นของปัญหามันอยู่ตรงไหน?
รถไฟชนรถโดยสารที่อโศก นั่นมัน “ปลายเหตุ”
เพราะต้องเข้าใจ รถไฟนั้น เขาวิ่งไปตามรางของเขา ไม่มีเพ่นพ่าน วิ่งออกนอกราง ไปไล่ชนรถหรือชนอะไรก็ตาม
รถยนต์หรือคนตะหาก ที่ขึ้นไปอยู่บนรางให้รถไฟเขาชน!
มีปัญหาหนึ่ง ที่ถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครตอบได้
นั่นคือที่ถามกันว่า “ไก่เกิดก่อนไข่ หรือไข่เกิดก่อนไก่?”
แต่กับคำถามว่า “ถนนเกิดก่อนรางรถไฟ หรือรางรถไฟเกิดก่อนถนน?”
ทุกคนตอบได้ทันทีว่า “รางรถไฟ” เกิดก่อน!
นั่นคือ รางรถไฟเขามีของเขาอยู่ก่อนแล้ว ถนนตะหากที่ทำไปทับรางรถไฟทีหลัง!!!
แล้วแบบนี้ พูดถึงสิทธิในทาง รางรถไฟเท่ากับ “ทางเอก” ส่วนทางรถยนต์ คือถนนเท่ากับ “ทางโท”
รถใน “ทางโท” ต้องหยุดให้รถใน “ทางเอก” ไปก่อนใช่ไหม?
อย่างเหตุเกิดที่อโศก ทั้งที่รู้ว่า รถไฟกำลังมาในทางเอก แต่รถโดยสารในทางโท แทนที่จะหยุดรอตรงเส้นที่เขาขีดไว้ ให้รถไฟไปก่อน
แต่นี่ไม่งั้น คนขับรถโดยสาร ฝ่าฝืนทั้งกฎจราจรและเครื่องกั้น ไม่มีสำนึกทางสังคม ทั้งประมาท ทั้งขาดความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้โดยสาร
ขับรถขึ้นไป “พาดคาราง” ทั้งที่รู้ว่า รถไฟกำลังจะมา!
เรื่องที่ไม่สมควรเกิด...จึงเกิด
เพราะความบัดซบของคนขาดความรับผิดชอบและไม่เคารพกฎจราจร!
กรณีเช่นนี้ “ใครผิด-ใครถูก” ในทางกฎหมาย เป็นเรื่องหนึ่ง
แต่ทาง “มโนสำนึกมนุษย์” เป็นอีกเรื่องหนึ่ง อันวิญญูชนพึงมี พึงแยกแยะได้
เมื่อตรองละเอียดแล้ว ก็พอมองเห็นว่า “จุดบกพร่อง”อยู่ตรง
๑.ความไร้ประสิทธิภาพของพนักงานควบคุมไม้กั้นและแผงกั้นรถ ที่ปล่อยให้รถขึ้นไปพาดคาราง
๒.พวกรถเอง โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ ตัวดีนัก ขนาดไม้กั้นกำลังลงหรือลงแล้ว ยังไม่วายวิ่งแทรกแหกออกไปทางปลายไม้กั้น ด้วยนึกว่า..ข้าเจ๋ง
แบบนี้ ก็คงเอ๋งเข้าซักวันจนได้!
ท่าน “รัฐมนตรีพิพัฒน์” คงทราบ ว่าแต่ละวัน จะมีรถไฟวิ่งเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน ไปสุดทางที่สถานีหัวลำโพง ประมาณ ๖๒ ขบวน/วัน
แบ่งออกเป็น
“สายตะวันออก” จำนวน ๒๒ ขบวน
“สายเหนือ” จำนวน ๑๖ ขบวน
“สายตะวันออกเฉียงเหนือ” จำนวน ๖ ขบวน
“สายใต้” จำนวน ๔ ขบวน
และขบวนรถนำเที่ยว ๑๔ ขบวน
นอกจากรถไฟโดยสารแล้ว ยังมีรถไฟขนส่งอีก ๒๐-๓๐ ขบวนวิ่งเข้า/ออก กรุงเทพฯ ชั้นใน!
พูดถึงรถไฟโดยสารก่อน ท่านบอกว่า อย่างสายตะวันออก จะให้หยุดอยู่ที่ลาดกระบัง ส่วนสายใต้ จะให้หยุดอยู่ที่ตลิ่งชัน
แล้วมีรถ ขสมก.คอยรับผู้โดยสารเข้ามากรุงเทพฯ ชั้นในต่อ
ฟังดูง่ายครับ
แต่ในทางปฏิบัติ เท่ากับท่านทำลาย “วงจรชีวิตประจำวัน” ของนักเรียน ข้าราชการ คนทำงาน พ่อค้า-แม่ขาย นับพัน-นับหมื่นคน
ซึ่งเขาเหล่านั้นอยู่นอกชานเมือง....
เช้าก็ได้อาศัยรถไฟจากชานเมืองมาโรงเรียน มาทำงาน มาค้าขายในกรุงเทพฯ ชั้นใน ด้วยค่าโดยสารที่ย่อมเยาแถมตรงเวลา
เมื่อรถไฟไปหยุดที่ตลิ่งชัน ที่ลาดกระบัง
คิดดูซิ...นอกจากยุ่งยาก-ลำบากลำบนแล้ว ยังต้องเสียค่าโดยสารอีกต่อ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ
รถเมล์ “ตอนเช้า-ตอนเย็น” จากลาดกระบัง จากตลิ่งชันเข้ากรุงเทพฯ จากที่นั่งรถไฟกำหนดเวลาได้
แต่กับรถเมล์ กว่าจะถึงกรุงเทพฯ ชั้นใน กว่าจะฝ่าการจราจรที่หนาแน่นแต่ละช่วงเข้ามาได้ ๑ ชั่วโมงก็ไม่มีทางถึงจุดหมายที่เคยถึงเหมือนนั่งรถไฟ!
เห็นมั้ย..ท่าน คิดผิด ชีวิตคนโดยสารรถไฟเปลี่ยนทันที
นี่พูดเฉพาะรถไฟโดยสารนะ....
แล้วรถไฟขนส่ง เช่นรถ “ขนส่งน้ำมัน” ที่วิ่งเข้า/ออกกรุงเทพฯ ชั้นใน วันละ ๒๐-๓๐ ขบวนล่ะ ท่านจะทำยังไง?
จะเอารถขนส่งน้ำมันไปถ่ายน้ำมันมาจากนอกเมืองเหมือนเอารถเมล์ไปขนคนอย่างนั้นหรือ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลย
ท่านรัฐมนตรีไม่ลองคิดในมุมกลับ แปลงรถไฟที่ปัญหาให้เป็นแพรพรรณประดับเมืองบ้างล่ะ?
ท่านคิดดูนะ ๑๐ ปี จะมีสักครั้ง หรือไม่มีเลย ที่รถไฟจะชนรถยนต์ที่จอดขวางรางในกรุงเทพฯ ชั้นใน!
แสดงว่า รถไฟวิ่งชั้นในไม่เป็นปัญหา รถยนต์วิ่งไม่เคารพกฎจราจร และพนักงานรถไฟหย่อนยานในประสิทธิภาพในจุดตัด นั่นตะหากที่เป็นปัญหา
เคราะห์ดีนะ ที่รถไฟสินค้าชนรถโดยสาร ถ้าเป็นรถบรรทุกขวางรางและรถไฟโดยสารชน
รถไฟพลิกตกราง คิดดูซิ จะตาย-จะเจ็บกันเป็นสิบ-เป็นร้อยคน แล้วจะเอาใครเป็นฝ่ายผิด?!
นี่แหละ..ตรงนี้แหละ ฝ่ายการจราจรและฝ่าย รฟท.ต้องคิดให้จงหนัก เพราะนานสิบๆ ปี จะมีเกิดซักครั้ง ก็เลยไม่มีใครสนใจ
“ตามใจกูคือไทยแท้” ก็เลยปล่อยกันตามเรื่อง-ตามราว รถไฟจะมา รถยนต์อยากแหกไม้กั้น ก็แหกไป ไม่มีใครเอาเรื่องเอาราว
พอมีเรื่องที ก็ตาลีตาลาน “แก้กันที่ปลายเหตุ” ซึ่งมันไม่ได้ผล แถมเสียคน-เสียของ-เสียเวลาเปล่า
รถไฟวิ่งผ่านกรุงเทพฯ ชั้นในนั่นแหละ “ของวิเศษ” ละ ทำไมมองเป็นของรกบ้าน-รกเมืองล่ะ?
ในเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่จอแจอย่าง กทม. การจราจรที่ติดขัดเป็นอุปสรรคต่อการติดต่อ-นัดหมายธุรกิจ และการท่องเที่ยวทางรถยนต์
กรุงเทพฯ ชั้นในนั้น รถไฟที่วิ่งเข้า/ออก ส่วนมากจะเป็นรถชานเมืองหรือสายสั้นๆ ปลายทางที่หัวลำโพง
มีรถไฟวิ่งเข้าชั้นในตั้ง ๖๒ ขบวน แทนที่จะห้ามวิ่งเข้ากรุง รฟท.ทำไมไม่คิดพลิกแพลง-พัฒนาในจำนวน ๖๒ ขบวนนั้น
ให้มันสวยงาม หรูหรา ประยุกต์เป็นรถท่องเที่ยวทัศนาจร ไปในตัวด้วยล่ะ?
อย่างรถไฟเก่าญี่ปุ่นยกให้ รฟท.ยังปรับปรุง-ดัดแปลงซะจนญี่ปุ่นเองเห็นแล้วยังร้องว้าว ต้องนั่งเรือบินมาดูกัน
สมมุติ รฟท.ดัดแปลง-พัฒนาตู้รถไฟสายตะวันออก,สายใต้, สายอีสาน ที่วิ่งเข้าชั้นใน กทม.ประยุกต์เป็นรถนำเที่ยวด้วย จอดให้ลงสถานีรายทางที่ปรับปรุง-ตบแต่งใหม่ด้วย
มันจะเท่ เป็นเสน่ห์ กทม.ไม่เบา
ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชานกรุงผสมในกรุง ถ่ายรูปนั่งรถไฟกลางเมืองบางกอก จะหาแบบนี้ที่ไหนไม่ได้ นอกจากกรุงเทพฯ แล้วก็ที่ซานฟรานซิสโกเท่านั้น!
เสร็จแล้ว มานั่งชมวง “ซิมโฟนีออร์เคสตรา” เล่นเพลง "ค้างคาวกินกล้วย" ที่โถงชานชาลาสถานีหัวลำโพงก็ยังไหว!
เห็นมั้ยล่ะ เป็นทั้งรถไฟโดยสารในกรุงชั้นใน และเป็นทั้งรถท่องเที่ยวชมกรุง
นึกแล้วยังเสียดาย “รถรางสายรอบเมือง” ที่รื้อทิ้งในยุคจอมพลสฤษดิ์ นัยว่ารถรางขวางความเจริญกรุงเทพฯ เพราะเกะกะรถยนต์
ถ้ายังเก็บไว้ถึงตอนนี้นะ.....
กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ยังไงก็ยังงั้นจริงๆ “เก่าในใหม่-ใหม่ในเก่า” มันคือเงาอดีตซ่อนซับพยับแสงแข่งปัจจุบัน ...อย่างนั้นเลย!
เรื่องจะเลิกรถไฟวิ่งเข้า กทม.ชั้นใน...
ผมอยากให้มองในทาง เสริมสร้าง-รักษา พัฒนา ต่อยอด มากกว่า
อย่าเห็นทางรถไฟผ่ากรุงเป็นตัวขวางทางเจริญของรถยนต์เลย!
ไม่เชื่อ รฟท.ลองนั่งรถไฟสำรวจแต่ละจุดรายทางชั้นในดู ที่ปล่อยสกปรก เลอะเทอะ ก็ปรับปรุงให้มันสะอาด
บางจุด ทำเป็นสถานีสวยๆ เป็นจุดแวะพัก ให้นักท่องเที่ยวลง ถ่ายรูป มันจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้ง กทม.และทั้งรฟท.ชนิดที่คิดไม่ถึง
รถไฟน่ะ รักษามันไว้ให้ดี มันเป็นวิญญาณของอดีต วันนี้ เรารังเกียจว่ามันเกะกะ
แต่วันข้างหน้า เราเห็นรถไฟ เหมือนเห็นญาติผู้ใหญ่มาลูบไล้เรือนผม เล่าอดีตให้ลูกหลานฟัง
เมืองไทยเรานี้...ดีหมด มีหมด พร้อมทุกอย่าง
ระเบียบ-วินัยก็มีแล้ว เพราะคนไทยวันนี้ เริ่มเข้าแถวเป็น
ยังขาดอย่างเดียว คือ...
“จิตสำนึก” รับผิดชอบต่อ "สังคมชาติบ้านเมือง"
-เปลว สีเงิน
๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙
คนปลายซอย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“๓-๕ ปี” ของรัฐบาล
ผมหายไปวัน เดินทางไปกราบสรีระสังขาร “หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม” ที่วัดป่าสีห์พนม ที่สกลนครมาครับ
🔴 LIVE ‘ดร.ดุลยภาค’ ฟันธง เขมร..รบรอบ 3 เฮือกสุดท้ายฮุนเซน..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม 2569
‘เดิมพัน’ นายกฯ
อืมมมม... ก็ดีแล้ว ที่เขมร โดย “พลจัตวา นิด นารง” รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ ๔ ในฐานะประธานกองเลขาฯ RBC ฝ่ายเขมร
‘ทุกขลาภของนายกฯ’
“นายกฯ อนุทิน” ถือว่า “โชคไม่ดี” เข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาลตอน “ส้วมล้น” พอดี ล้นเพราะ.... ถ่ายสะสมกันไว้เนิ่นนานปี ถ่ายแล้วต่างสะบัดก้นหนี ทิ้งทับถม ไม่รู้สมัยไหน-ต่อสมัยไหน โดยไม่มีใครคิดชำระสะสาง
‘ยิว’ ที่ลึกกว่าแค่ ‘อยู่’
ก็ดีครับ..... ที่นายกฯ อนุทิน “ให้ความสำคัญ” กับเรื่อง “คนต่างชาติ” โดยเฉพาะ “ยิว-อิสราเอล” ที่เข้ามาถือครองที่ดิน “เกาะสมุย-เกาะพะงัน” และอีกหลายพื้นที่ในไทยเป็น “อาณาจักรยิว”

