ธ.ก.ส.ลุยปั้น‘โรงเรียนเกษตรธนากร’ เพิ่มเยาวชนเข้าภาคเกษตรยกระดับสู่เกษตรการค้า

‘ภาคเกษตรกรรม’ ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยมายาวนาน ไม่เพียงเป็นแหล่งผลิตอาหารเลี้ยงประชากรภายในประเทศ หากยังมีบทบาทสำคัญต่อการส่งออกและการจ้างงานในระดับท้องถิ่น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ได้ส่งผลต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและโครงสร้างการผลิตในภาคเกษตรกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้สามารถปรับตัวได้อย่างยั่งยืน การส่งเสริมเกษตรการค้าที่เชื่อมโยงกับตลาดในและต่างประเทศ ตลอดจนการสร้างบทบาทของเยาวชนรุ่นใหม่ในฐานะ ‘เกษตรกรยุคใหม่’ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับภาคเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล บทบาทของเยาวชนในการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี และแนวคิดใหม่ๆ มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จะช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากเกษตรดั้งเดิมสู่เกษตรสมัยใหม่ที่ยั่งยืนและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

โดยปัจจุบันจำนวนเกษตรกรของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหลักคือ แรงงานในภาคการเกษตรลดลง ซึ่งตามข้อมูลตัวเลขเปรียบเทียบจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ชี้ให้เห็นว่า ตั้งแต่ปี 2555 มีแรงงานในภาคการเกษตรประมาณ 15.4 ล้านคน แต่ 10 ปีถัดมา คือปี 2566 มีแรงงานในภาคเกษตรกรลดลงเหลือเพียง 11.9 ล้านคน ซึ่งหมายถึงแรงงานในภาคการเกษตรหายไปเป็นจำนวนถึง 3.5 ล้านคน

นอกจากสาเหตุดังกล่าวแล้วยังพบว่าเกษตรกรไทยที่เป็นกลุ่มแรงงานในภาคการเกษตรมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 62 ปี ซึ่งอายุที่มากขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงส่งผลต่อผลิตภาพทางการเกษตรและรายได้ที่ลดลง อีกทั้งประชากรเกิดใหม่ชะลอตัว ทำให้ขาดแคลนวัยแรงงาน และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ จากสถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเกษตรของไทยมีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง

และเพื่อเป็นการสร้างเยาวชน รวมถึงทายาทของเกษตรกรให้เข้าสู่ภาคการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภาคเกษตรไทยในปัจจุบัน ที่พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงได้จัดทำ ‘โครงการโรงเรียนเกษตรธนากร’ ที่มุ่งเพิ่มทักษะให้กับเยาวชนมีความรู้ และเข้าใจในการทำ ‘เกษตรการค้า’ ทั้งด้านการบริหารเงิน การออมเงิน การลงทุน การจัดจำหน่าย และด้านการตลาด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและประสบการณ์ในการทำการเกษตร ผ่านกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้เยาวชนสามารถก้าวเข้าสู่การเป็น เกษตรกรหัวขบวน หรือ ผู้ประกอบการในภาคเกษตร ได้ต่อไป

ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ในปีบัญชี 2568 (1 มี.ค.68-30 เม.ย.69) ธนาคารได้เล็งเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าที่สนใจการทำเกษตรในกลุ่มเยาวชน เพื่อทดแทนเกษตรกรที่สูงอายุ จึงมีนโยบาย ‘เติมเด็กเข้าสู่ภาคเกษตร’ โดยยกระดับและบูรณาการโครงการโรงเรียนธนาคารเดิม (เน้นการออมเงิน) ร่วมกับโครงการปลูกความรู้ด้านการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียน (เน้นนักเรียนที่ขาดแคลนอาหารได้มีอาหารกลางวันรับประทานที่โรงเรียน) จึงเกิด “โครงการโรงเรียนเกษตรธนากร” ขึ้น

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้การทำเกษตรสู่การค้า และการออม ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะด้านการผลิตภาคการเกษตร มีทักษะด้านการบริหารเงิน (ตั้งแต่การลงทุน ขาย และออมเงิน) และมีทักษะด้านการตลาด สร้างแรงบันดาลใจ และประสบการณ์การทำเกษตร ผ่านกิจกรรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ก่อนก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจภาคการเกษตรในอนาคต ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษในโรงเรียน ครัวเรือน และชุมชน รวมถึงเป็น CSR เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ธนาคาร

ทั้งนี้ ธนาคารได้คัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อมทั่วประเทศมา 18 โรงเรียน พร้อมเสริมการพัฒนาใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย 1.ด้านเงินทุน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงเรือนหรือแปลงปลูกผัก โรงเลี้ยงไก่ โรงเพาะเห็ดหรือพืชผักสวนครัว บ่อปลา ระบบรดน้ำอัตโนมัติ/น้ำหยด ถังหมักปุ๋ย ระบบบำบัดน้ำเสีย และซื้อเครื่องมือหรือปัจจัยการผลิต อาทิ เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย อาหารสัตว์ เครื่องจักร และเทคโนโลยี เป็นต้น และเงินทุนหมุนเวียน คือ การนำเงินออกไปใช้ในการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ โดยจะต้องนำกลับมาคืน เพื่อทำให้เยาวชนได้เรียนรู้การวางแผนงบประมาณ การลงทุน การคืนเงินตามรอบที่กำหนด ช่วยสร้างนิสัยการใช้เงินอย่างรอบคอบ ไม่ใช้จ่ายเกินความจำเป็น ฝึกการบริหารความเสี่ยง เปรียบเหมือนการลงทุนทำธุรกิจจริง และโรงเรียนสามารถนำเงินที่ได้รับกลับมาไปใช้ในการลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

2.ส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการทำการเกษตรในรูปแบบต่างๆ โดยพนักงานของ ธ.ก.ส.ด้านการพัฒนาที่มีความรู้และประสบการณ์ เข้าไปให้คำแนะนำและติดตามการดำเนินงานในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการโดยตรง พร้อมกับเปิดให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทาง “Facebook: โรงเรียนเกษตรธนากร” ซึ่งจะรวบรวมสื่อการเรียนการสอนที่เป็นข้อมูลสำคัญในการทำการเกษตรที่นำไปปฏิบัติได้จริง ทั้งในเรื่องเทคนิคการปลูกพืช การทำโรงเรือน การพัฒนาใช้ระบบน้ำ การผลิตปุ๋ย การจัดการขยะ เพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปสินค้า ตลอดจนแนวทางการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การเล่าเรื่องเพื่อสร้างคุณค่าให้กับสินค้า และการทำการตลาด เป็นต้น

3.พัฒนาระบบการออม ตามรูปแบบของโครงการโรงเรียนธนาคารของ ธ.ก.ส. เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้มีทักษะด้านการบริหารเงิน และการออมเงินอย่างสม่ำเสมอ มีการบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย และสร้างนิสัยการใช้เงินแบบมีเป้าหมายให้กับเยาวชน ลดโอกาสในการใช้เงินเกินตัวหรือมีภาระหนี้สินในอนาคต และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองอีกด้วย และ 4.ช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่าย อาทิ การนำผลิตภัณฑ์สินค้าของโครงการไปจำหน่ายที่ BAAC Branch Outlet ในที่ทำการสาขาของ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ ตลาด BAAC Farmer Market ที่ ธ.ก.ส.สำนักงานใหญ่ และการเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าไปยังภาคีเครือข่ายของธนาคาร อาทิ ผู้ประกอบกิจการโรงแรมที่พัก ชุมชนท่องเที่ยว หรือส่วนราชการอื่นๆ รวมถึงให้คำแนะนำแนวทางการจำหน่ายให้กับตลาดของโรงเรียนและตลาดชุมชนโดยรอบ หรือจัดจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจผ่านช่องทางออนไลน์ที่โรงเรียนสามารถพัฒนาได้โดยไม่มีต้นทุนค่าใช้จ่าย

“โครงการโรงเรียนเกษตรธนากรถือเป็นการบูรณาการโครงการเดิมที่ ธ.ก.ส.จัดทำขึ้น เพื่อเยาวชน จำนวน 2 โครงการ คือ โรงเรียนธนาคาร ที่มุ่งส่งเสริมการออมของเยาวชน และโครงการปลูกความรู้ด้านการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียน ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ด้านการทำการเกษตรเพื่อเป็นอาหารกลางวันภายในโรงเรียน มายกระดับจากเกษตรเพื่อการบริโภคเกิดเป็น “เกษตรการค้า” โดยมุ่งส่งเสริมความรู้ให้กับเยาวชน โดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งถือเป็นวัยเริ่มต้นของความสนใจต่ออาชีพ ได้มีประสบการณ์และรายได้จากการเรียนรู้การทำการเกษตรไปพร้อมกัน เพื่อสะท้อนให้เยาวชนเห็นว่าอาชีพเกษตรกรมีความมั่นคง สามารถสร้างรายได้ประจำเพื่อใช้ดำรงชีพได้จำนวนไม่น้อยไปกว่าการเดินทางออกจากบ้านเกิดไปประกอบอาชีพอื่นๆ เช่น ไปเป็นพนักงานประจำในกรุงเทพฯ และจังหวัดหัวเมืองหลักได้เช่นกัน” ฉัตรชัย ระบุ

สำหรับ ‘โรงเรียนเกษตรธนากร’ เต็มรูปแบบ จำนวน 18 โรงเรียน และยังมีอีก 9 โรงเรียนจะได้รับการสนับสนุนในฐานะ ‘โรงเรียนสาธิตเกษตรธนากร’ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเป็นโครงการโรงเรียนเกษตรธนากรเต็มรูปแบบได้ต่อไปในอนาคต รวมจำนวนเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ 7,795 คน เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.2568 เป็นต้นไป และจะสรุปผลการดำเนินโครงการภายในเดือน ม.ค.2569 ซึ่ง ธ.ก.ส.พร้อมขยายผลโครงการไปทุกจังหวัด และเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสมทบทุนกับกองทุนโครงการโรงเรียนเกษตรธนากร เพื่อมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เกิดเยาวชนในภาคการเกษตรได้มากขึ้นต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ทายาทรุ่นที่ 3 CIVIL สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย แรงขับเคลื่อนองค์กรฝ่าวิกฤตเติบยั่งยืน

ในโลกธุรกิจ ไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เมื่อความไม่แน่นอนเกิดขึ้น องค์กรที่อยู่รอดมักเป็นองค์กรที่เตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

‘กสิณพจน์ รอดโค’เล่าที่มาจากกัปตันการบินไทยเจอวิกฤตโควิด-19 ผันตัวเองตั้งบริษัทต่อยอดงานที่รักปลุกกระแส‘ซีเพลน’ให้บริการนักท่องเที่ยว

ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง "ซีเพลน" หรือเครื่องบินน้ำ กำลังก้าวขึ้นเป็นธุรกิจแห่งอนาคตที่น่าจับตาของประเทศไทย หลังรัฐบาลผลักดันการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่และเปิดทางให้เกิดการให้บริการเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการเดินทางสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ

‘เอมโอชา’ปลุกเสน่ห์อาหารไทยด้วยไอเดียใหม่ ชูนวัตกรรมน้ำพริกไทยสยายปีกสู่ตลาดโลก

“เรานำเสนออาหารไทยในรูปแบบที่คนรุ่นใหม่และผู้บริโภคทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดยที่เราไม่เคยลดทอนความเป็นไทย แต่เราเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงความเป็นไทยแทน

ไทยบนเทวีประชุม IMF-World Bank 2026 ‘โอลิมปิกการเงิน’กับโอกาส-ความคาดหวังและโจทย์ใหม่ของศก.

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากรที่กำลังพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจของหลายประเทศ การ

Café Amazon Experience Flagship Store Ari พิกัดใหม่ใจกลางอารีย์ผสานทุกไลฟ์สไตล์อย่างลงตัว

หากเราคุ้นเคยกับภาพจำของคาเฟ่ อเมซอน ในฐานะ “ร้านกาแฟระหว่างทาง” ยามเดินทาง แต่ถึงเวลาแล้วที่จะได้สัมผัสกับความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะวันนี้แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยได้ยกระดับสู่การเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งใหม่” (Destination) ใจกลางเมือง ด้วยการเปิดตัว

SDT Compositesปลุกอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับ เมื่อกัญชงและคาร์บอนไฟเบอร์กลายเป็น‘โดรนทหาร’ฝีมือไทย

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้ ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต้องมีการปรับตัว เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอากาศยานของไทย กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคง เทคโนโลยี และการแข่งขันระดับโลก