
10 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดเผยผลการวิเคราะห์จำนวนคดีที่รับแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ รวมถึง แผนประทุษกรรมของสแกมเมอร์ ตั้งแต่ 1 มกราคม – 30 เมษายน 2569 ในวงรอบ 120 วัน พบว่่ามี จำนวนคดี 121,921 คดี มูลค่าความเสียหายรวม 7.48 พันล้านบาท
ในระยะเวลาดังกล่าว ทีมวิเคราะห์ของศูนย์ ACSC พบว่ารูปแบบการหลอกลวง แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่
1.การหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ จำนวนคดีสูงที่สุด 85,215 คดี คิดเป็น 69.9% ของคดีทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดีอยู่ที่ 15,727 บาท โดยมีการผันผวนตามเทศกาล หรือฤดูซื้อของออนไลน์ จุดสูงสุดอยู่ที่เดือน มี.ค.2569 (มีจำนวน 22,908 คดี มูลค่าเสียหายรวม 353.3 ล้านบาท) ก่อนจะมีการปรับลดลงในเดือน เม.ย. (จำนวนคดี 20,823 คดี มูลค่าความเสียหาย 288.3 ล้านบาท) สะท้อนได้ว่ามาจาก seasonal-effect และผลของมาตรการเตือนภัย รูปแบบนี้แบ่งออกเป็น การหลอกลวงผู้ซื้อ ครองสัดส่วนเกือบ 93% ของคดีในกลุ่ม และเหยื่อคือผู้บริโภคที่สั่งซื้อจากร้านค้าในโซเชียลมีเดีย โดยคนร้ายจะมีการตั้งเพจ/บัญชี IG ปลอม ขายสินค้ายอดฮิต โพสต์รีวิวปลอม เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินให้ มิจฉาชีพก็จะทำการบล็อก
การชำระค่าบริการที่ไม่มีจริง มูลค่าเฉลี่ยต่อคดีสูงกว่ากลุ่มผู้ซื้อหลายเท่า สะท้อน Tech Support Scam และค่าธรรมเนียมพัสดุปลอม
มิจฉาชีพจะใช้ SMS/LINE แอบอ้างเป็นบริษัทขนส่ง (KERRY / J&T / ไปรษณีไทย) ก่อนอ้างว่ามีพัสดุตกค้าง และลวงให้กดลิงก์เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียม การหลอกลวงผู้ขาย แม้ว่าส่วนนี้คดีจะมีน้อย แต่กลวิธี Phishing-สลิปปลอม เริ่มยกระดับ จึงมีการเตือนภัยผู้ขายรายย่อย
2. กลุ่มหลอกลวงเชิงผลประโยชน์/ลงทุน สร้างมูลค่าความเสียหายสูงสุด 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของมูลค่าทั้งหมด ความเสียหายเฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท (ซึ่งสูงกว่ารูปแบบที่ 1 ราว 10 เท่า) แต่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตั้งแต่ ม.ค. ซึ่งมีจำนวน 10,146 คดี และลดลงเหลือ 6,642 คดี ในเดือน เม.ย. เท่ากับลดลงประมาณ 34.5% ในระยะเวลา 4 เดือน สะท้อนผลของการปฏิบัติการของศูนย์ ACSC และการรับเรื่องของ AOC 1441 และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อเนื่อง
รูปแบบนี้แบ่งออกเป็น การหลอกให้ทำงาน คดีสูงสุดของกลุ่ม มักใช้คำว่า “งานเสริมกดไลค์/รับออเดอร์” ความเสียหายต่อคดีอยู่ที่ 1.49 แสนบาท มิจฉาชีพจะอ้างว่าให้ทำภารกิจเล็ก แต่ได้เงินจริงในรอบแรกๆ จากนั้นจะเริ่มเร่งให้ลงทุนเพิ่ม อ้างเป็นการปลดล็อกออเดอร์ใหญ่ ก่อนจะลงให้ลงทุนเพิ่มต่อเนื่อง เมื่อเหยื่ออยากถอนเงินออกจะอ้างว่าต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ค่าภาษี รวมไปถึงค่าดำเนินการ เมื่อได้จำนวนเงินที่ต้องการ ก็จะบล็อกช่องทางการติดต่อ การหลอกลงทุน แม้จำนวนคดีจะน้อยกว่า แต่มูลค่ารวมกลับสูงสุด มูลค่าความเสียหายต่อคดี 3.46 แสนบาท โดยเฉพาะหุ้น/Forex และคริปโตมิจฉาชีพจะสร้างแอปพลิเคชัน หรือใช้แพลตฟอร์มลงทุนปลอม รีวิวกำไรและปันผลในLine OpenChat โดยมีหน้าม้าเข้ามากดดัน ให้ผู้เสียหายหลงเชื่อ และโอนเงินไปให้
การแอบอ้างเป็นผู้มีอำนาจ มักจะอ้างเป็น “ตำรวจ/DSI/ปปง.” มูลค่าความเสียหายต่อคดี 2.52 แสนบาท มิจฉาชีพจะอ้างว่าคุณพัวพันคดีฟอกเงิน/ยาเสพติด ใช้เอกสาร/วิดีโอคอลในเครื่องแบบ บีบคั้นว่าหากจะยืนยันความบริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้องกับคดี ต้องโอนเงินไปให้ตรวจสอบทันที การหลอกให้รัก แม้คดีจะน้อย แต่คนร้ายใช้วิธีหลอกแบบผสมผสาน Hybrid-Romance-Investment สร้างความเสียหายเฉลี่ยต่อคดี 2.90 แสนบาท
3. กลุ่มการโจมตีทางเทคนิคเชิงรุก และคดีฉ้อโกงเทคโนโลยีอื่น ๆ เป็นภัยคุกคามที่ต้อง อาศัยทักษะทางเทคนิคของคนร้าย
หากนับเชิงปริมาณ ถือว่า น้อยที่สุด มีจำนวนคดี 673 คดี คิดเป็น 0.55% แต่ค่าเฉลี่ยความเสียหายต่อคดีกลับอยู่ที่ 211,686 บาท ถือว่าสูงที่สุด และเป็นภัยคุกคามขั้นสูง จากข้อมูลพบว่ารูปแบบนี้มีการขยายตัวอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในเดือน มี.ค. มีจำนวน 385 คดี มูลค่าความเสียหาย 87.7 ล้านบาท พบมาจากการ Phishing / Hacking ขนาดใหญ่ และคดี Ransomware ที่มีมูลค่าต่อคดีพุ่งสูง
รูปแบบนี้แบ่งออกเป็น การข่มขู่ว่าจะเปิดโปงข้อมูล (ส่วนใหญ่มาในรูปแบบ “ข่มขู่ทวงหนี้) เป็นชนิดที่มีคดีมากที่สุด เกี่ยวพันกับเงินกู้นอกระบบออนไลน์ แก๊งเงินกู้ออนไลน์จะส่งข้อความข่มขู่ ประจาน เผยข้อมูลส่วนตัว และรูปครอบครัวในโซเชียล กดดันให้เหยื่อต้องโอนเงินไปให้ ถึงแม้จะจ่ายไปจำนวนมาก- การขโมยข้อมูลประจำตัว (Phishing) และการเจาะรบบ (Hacking) มีจำนวนเท่ากัน แต่ Hacking สร้างความเสียหายมากกว่า มูลค่าความเสียหายเฉลี่ยต่อคดี 3.89 แสนบาท
การข่มขู่ว่าจะเปิดโปงข้อมูลความลับขององค์กร (Ransomware หรือมัลแวร์เรียกค่าไถ่) แม้คดีน้อย แต่สร้างมูลค่าสูง 50.6 ล้านบาท เฉลี่ยความเสียหายต่อคดีอยู่ที่ 1.87 ล้านบาท ส่วนนี้กระทบ SMEsและภาคธุรกิจค่อนข้างมากคนร้ายเข้าถึงข้อมูล เพื่อ Data extortion หรือการรีดไถข้อมูล จากนั้นขู่ปล่อยฐานข้อมูลทันที หากไม่ยอมจ่ายเงิน
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) จึงขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อกดลิงก์หรือกรอกข้อความใดๆ ที่ส่งมาทางแอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มใดก็ตาม และอย่าหลงเชื่อหน่วยงานหรือใครก็ตามที่มีการอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ต่างๆ ขอให้ทำการติดต่อสอบถามไปยังต้นสังกัดที่ถูกแอบอ้างก่อนทุกครั้ง ก่อนทำธุรกรรมใดๆ รวมไปถึงก่อนการลงทุนทุกครั้ง ขอให้ตรวจสอบไปที่ SEC Check first ก่อนทุกครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าบริษัทดังกล่าวมีจริงหรือไม่ และอย่าเพิ่งโอนเงินใดๆ หากยังไม่ได้ตรวจสอบบัญชีปลายทางให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง ที่สำคัญ ขอให้มีสติ ไม่เชื่อ และไม่โอนเงิน เด็ดขาด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศูนย์ต้านโกงออนไลน์จับมือ FBI-Meta และพันธมิตร10 ประเทศสกัดกั้นเครือข่ายหลอกลวง
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ จับมือ FBI และ Meta นำปฏิบัติการร่วมสกัดกั้นเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมพันธมิตรหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจาก 10 ประเทศทั่วโลก
บัญชีม้า-แก๊งคอลฯหนาว! จับได้เจอเพิ่มข้อหา 'อั้งยี่-ซ่องโจร'
เพิ่มข้อหาหนัก 'อั้งยี่-ซ่องโจร' กลุ่มคุมม้าและม้ากดเงินสด เหตุสมคบวางแผนตั้งเเต่แรก
3 ชาติผนึกกำลังทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทุบ 'KK Park - ชเวก๊กโก' ราบคาบ เตรียมหิ้วตัวกลับจีนล็อตใหญ่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอ

