จัดงานวันหยุดเขื่อนโลก 'ครูตี๋' ชี้เขื่อนทำลายแม่น้ำ ยกบทเรียนน้ำโขง ปลุกคนสาละวินสู้

จัดงานวันหยุดเขื่อนโลกหลายฝ่ายรุมวิจารณ์โครงการผันน้ำยวม จวกนักวิชาการ ม.นเรศวร “ง่าว”จัดทำอีไอเอเท็จเขียนชื่อชาวบ้านยังผิด “ครูตี๋”ชี้เขื่อนทำลายแม่น้ำยกบทเรียนแม่น้ำโขง ปลุกคนสาละวินสู้

14 มี.ค.2565 - มีการจัดกิจกรรมเนื่องในวันหยุดเขื่อนโลกประจำปี ที่บริเวณแม่น้ำสองสี บ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ถูกวางแผนให้เป็นสถานีสูบน้ำและปากอุโมงค์ตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพลหรือเรียกสั้นๆว่าโครงการผันแม่น้ำยวม ชาวบ้านแม่เงาได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันหยุดเขื่อนโลก โดยมีชาวบ้านจากลุ่มน้ำสาละวิน เยาวชน นักสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการ กว่า 200 คนเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีนายมานพ คีรีภูวดล ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกลและนายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ กรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมรับฟังปัญหาและรับหนังสือร้องเรียน

ทั้งนี้ภายในงานได้เปิดโอกาสให้ตัวแทนชาวบ้านจากชุมชนต่างๆได้เล่าถึงสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ โดยนายสิงคำ เรือนหอม ชาวบ้านแม่เงากล่าวว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนกะเหรี่ยงไม่เคยรับรู้เรื่องรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) แต่เราเข้าใจเรื่องความเป็นอยู่ของชาวบ้าน เพราะคนที่มาพูดด้วยใช้ภาษาวิชาการ มารู้อีกทีคือเขาอนุมัติแล้วโดยคนที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี หากโครงการผันน้ำเกิดขึ้นเท่ากับทำลายคลังอาหารของเรา ตนยอมตายเพื่อไม่ให้โครงการนี้เกิดขึ้น การที่เราไม่รู้เรื่องอีไอเอเพราะเขามาเปิดเวทีให้นายอำเภอฟังแล้วนายอำเภอจะรู้เรื่องอย่างไร แทนที่จะพูดว่ามาสร้างเขื่อนแล้วจะได้หรือเสียประโยชน์อะไร

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยมาชี้แจง เขาอาจไปบางพื้นที่แล้วล็อคพ่อหลวงเอาไว้ และอ้างว่าจะพัฒนาให้เจริญ มีเงิน มีงาน เอาภาพต่างๆมาโชว์ แต่ความเจริญขนาดไหนก็ไม่มีความหมายเพราะอีไอเอนี้ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม เขาจ้าง มหาวิทยาลัยนเรศวรมาศึกษา ชื่อของชาวบ้านเขายังเขียนไม่ถูกเลย เขาไม่เคยศึกษาเรื่องปูปลากุ้งและการได้รับผลกระทบ หากกั้นเขื่อนปูปลากุ้งต้องตายหมดเพราะขึ้นไปไหนไม่ได้ ผมถามเขาว่าจะทำอย่างไร เขาบอกว่าจะทำบันไดให้ปลาขึ้น มันง่าวสิ้นดี ตอนนี้จิตใจของชาวบ้านปั่นป่วนเพราะถูกรังแก ย่ำยี ชาวบ้านไม่รู้จะฟ้องใคร ฟ้องทหาร ตำรวจเราก็กลัว จะฟ้องนายปัญญา จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน เขาก็ไม่เคยมาลงพื้นที่สอบถามพวกเรา”นายสิงคำ กล่าว

น.ส.พรชิตา ฟ้าประทานไพร เยาวชนบ้านกะเบอะดิน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าโครงการอุโมงค์ผันน้ำต้องการใช้พื้นที่ป่าและที่ดินทำกินของชาวบ้านในหมู่บ้าน 91 ไร่เพื่อเป็นกองดิน แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องกระบวนการจัดทำอีไอเอเลย และไม่เคยได้มีส่วนร่วมซึ่งทั้งกรมชลประทานและมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้เข้ามาในหมู่บ้านและอ้างว่าได้มาฟังชาวบ้านแล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่รู้เรื่องเลย

นายยอดชาย พรพงไพร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สวด อ.สบเมย จ.แม่ฉ่องสอน กล่าวว่า ความคิดผันน้ำยวมให้คนภาคกลางนั้น เราไม่ได้ห้าม แต่เราอยากให้คนที่คิดทำโครงการควรเอาปัญหาที่แท้จริงออกมาก่อน ต้องเอาความจริงมาบอกว่าทรัพยากรเสียหาย การพัฒนาทุกอย่างของแม่ฮ่องสอนต้องใช้พื้นที่ป่า แต่โครงการใหญ่ขนาดนี้ได้ขออนุญาตหรือยังและการสำรวจในอีไอเอเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ โครงการนี้เชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนภาคกลางต้องการน้ำ บางคนบอกว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐจึงไม่จำเป็นต้องขอใคร แต่ตนในฐานะที่เป็นนักการเมืองเหมือนกัน จะทำอะไรยังต้องขออนุญาตชาวบ้าน ถ้าไม่ได้รับการมีส่วนร่วมจากประชาชนย่อมไม่ประสบความสำเร็จ

นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่น้ำสาละวินใหญ่ได้เพราะแม่น้ำสาขาทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ เราไม่ได้คัดค้านแต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่ การพัฒนานั่นย่อมไม่ยั่งยืน ทุกวันนี้การพัฒนาใดๆในแม่ฮ่องสอนถูกคลุ่มด้วยกฏหมายมากมาย แต่โครงการนี้กลับถูกตัดสินใจแค่คนกลุ่มเดียว เราอยากเห็นการทำอีไอเอจริงๆ ไม่ใช่เป็นอีไอเอแค่เป็นเครื่องสักฟอกให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่าทุกๆ ปีได้มาดูแม่น้ำสาละวินเพราะยังบริสุทธิ์ แต่แม่น้ำโขงถูกเขื่อนทำลายจนจะวิบัติภายในระยะเวลากว่า 20 ปี ถ้าเป็นคนก็คือคนติดเตียงแล้ว การได้มาลุ่มน้ำสาละวินจึงอยากบอกกล่าวเรื่องอันตรายของเขื่อนซึ่งเป็นตัวทำลายแม่น้ำและวิถีชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาแม่น้ำ ดังนั้นความคิดในการสร้างเขื่อนที่ลุ่มน้ำสาละวินจึงล้าสมัย ใครที่จะตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมว่าสร้างได้หรือไม่คือองค์ความรู้ ที่เราพูดถึงคืออีไอเอ โดยที่แม่น้ำโขงการจัดทำอีไอเอนั้นไม่ได้มีการจัดทำอย่างจริงๆแต่เป็นการตัดสินใจจากข้างบนและเป็นอีไอเอที่ตอบสนองต่อโครงการ ไม่ได้ตอบสนองในองค์ความรู้ในทุกๆมิติ นักวิชาการก็เป็นเพียงคนที่รับจ้างทำอีไอเอ ถ้าอีไอเอผ่านไปได้โดยประชาชนไม่ลุกขึ้นมาจัดการให้หยุดหรือตกไปก็จะเป็นโอกาสให้รัฐเข้ามาเป็นข้ออ้าง

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ กล่าวว่า การจัดการน้ำโดยการสร้างเขื่อนนั้นไม่ยั่งยืน โดยโครงการผันน้ำยวมนี้ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นแล้วเพราะเป็นการจัดการน้ำที่ไม่ถูกต้องคือการสูบน้ำขึ้นไปซึ่งรัฐบาลไทยไม่มีทุนพอจึงต้องไปยืมมือจีนมาทำ ขณะที่อีไอเอ ไม่เคยมีอะไรพร้อมเลย มีแต่ความอยากและอำนาจทางการเมือง

ดร.วาเนสซา แลมป์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ซึ่งทำวิจัยโครงการผันน้ำยวม กล่าวว่าได้เดินทางไปพื้นที่ต่างๆทั่วโลกที่มีโครงการผันน้ำสิ่งที่เห็นคือ 1.รัฐบาลทำวิจัยที่ไม่สมบูรณ์และการใช้ภาษาที่ชาวบ้านไม่เข้าใจ 2.รัฐบาลหรือบริษัทไม่ได้ขออนุญาตชาวบ้านก่อน 3.ชุมชนมีประวัติศาสตร์สำคัญมาก แต่ในรายงานอีไอเอกลับไม่สนใจในเรื่องนี้

หลังจากนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์โดยระบุว่า แม่น้ำสาละวิน เป็นแม่น้ำนานาชาติแห่งหนึ่งในโลกที่ยังคงไหลอย่างอิสระ ผ่านพรมแดนไทย-พม่าตรงข้ามรัฐกะเหรี่ยง ตลอดเส้นทางลำน้ำสาขาต่าง ๆ ทั้งแม่น้ำยวม เงา เมย ลำห้วยน้อยใหญ่ เป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของประชาชน ชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมืองหลายสิบล้านคน แม่น้ำสาละวินเป็นที่หมายปองของนักสร้างเขื่อนตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่จวบจนปัจจุบันสายน้ำอันยิ่งใหญ่นี้ก็ยังปราศจากเขื่อนกั้น

ในประเทศไทย รัฐบาลไทย โดยกรมชลประทาน ได้ผลักดันโครงการผันน้ำยวมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่เขื่อนภูมิพล เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลาง โดยในวันหยุดเขื่อนโลก ที่ครบรอบ 25 ปี พวกเราชาติพันธุ์จากลุ่มน้ำเงา เมย ยวมสาละวิน ผู้พึ่งพิงอยู่กับผืนป่า สายน้ำ และรักษาป่า รักษาน้ำ รักษาทรัพยากรธรมชาติของโลกใบนี้มาตลอด กำลังจะถูกเบียดบังและเรียกร้องให้เราเสียสละต่อการพัฒนา

“พวกเราขอเรียกร้องให้ยุติโครงการก่อสร้างเขื่อนทุกแห่งทั่วประเทศ และยุติโครงการผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศแม่น้ำและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งลุ่มน้ำสาละวินและวิถีวัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่นของเรา รัฐต้องรับฟังและเคารพในสิทธิของพวกเราในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของแผ่นดิน”แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้ร่วมกันยื่นหนังสือถึง กมธ.กิจการศาล องค์กรอัยการ องค์กรอิสระ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโครงการจัดทำรายงานศึกษาผลประทบสิ่งแวดล้อมระบบในโครงข่ายไฟฟ้า ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนยวม-เขื่อนภูมิพล โดยระบุว่า กฟผ. ได้มีโครงการระบบโครงข่ายไฟฟ้า ลำพูน 3–สบเมย (ส่วนที่พาดผ่านพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำ ชั้น 1) ซึ่งอยู่ระหว่างการทำการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยบริษัทปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด และมหาวิทยานเรศวร เครือข่ายประชาชนฯโครงการนี้จะพาดผ่านป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 6 แห่ง และเป็นพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำ ชั้น 1 ระยะทาง 127.96 กิโลเมตร โครงการอยู่ในระหว่างการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ โดยชาวบ้านมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวบ้านซ้ำซ้อน โดยเฉพาะสิทธิในที่ทำกิน ทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม ของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ตลอดทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นนิเวศน์บริการที่ชาวบ้านจะต้องใช้พึ่งพิง และส่งผลต่อประโยชน์สาธารณะ เครือข่ายฯจึงขอท่านได้โปรดตรวจสอบโครงการดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้กลุ่มนักวิชาการมหาวิทยาลัยนเรศวร ที่จัดทำอีไอเอ ได้เดินทางมายังจังหวัดแม่ฮ่องสอน แต่ไม่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ในบริเวณพื้นที่จัดงาน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผ่นดินไหวเขย่า 'เชียงใหม่' ขนาด 2.2 ลึก 10 กม.

กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 02.13 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 2.2 ลึก 10 กิโลเมตร ศูนย์กลางอยู่ที่ต.เวียงแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่

'แผ่นดินไหวเมียนมา' ขนาด 4.7 'แม่ฮ่องสอน-เชียงใหม่' รับรู้แรงสั่นสะเทือน

กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 03.07 น. เกิดเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 4.7 ความลึก 5 กิโลเมตร ภายในพื้นที่ของประเทศเมียนมา

GGC โชว์ Q1/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท

GGC เผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 96 ล้านบาท รับอานิสงส์ธุรกิจแฟตตี้แอลกอฮอล์ฟื้นตัว - เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำเคมีสีเขียวระดับสากล