'หมอปลา' ยอมแล้ว! นัดขอขมา 'พระเทพวรมุนี' ต่อหน้าสื่อ 46 สำนัก

10 มี.ค. 2566 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนมรายงานว่า จากกรณีนายอนันต์ชัย ไชยเดช แม่ทัพทนายกองทัพธรรม พร้อมนายเอื้อ มูลสิงห์ ทนายกองทัพธรรมจังหวัดนครพนม/ไวยาวัจกร วัดพระธาตุพนม รับมอบหมายจากพระเทพวรมนุนี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เข้าแจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวน สภ.ธาตุพนม เมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยกล่าวโทษนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา พร้อมพวกคือทนายไพศาล เรืองฤทธิ์ และ นางสาววรรณวิสา ประทุมวัน ข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

สืบเนื่องเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2565 นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา พร้อมพวก ออกมาร้องเรียนผ่านสื่อ รวมถึงเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่าพระเทพวรมุนี อดีตเป็นเจ้าอาวาสวัดมรุกขนคร ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ ค้างค่าจ้างก่อสร้างถาวรวัตถุของวัดมรุกขนคร ต.ดอนนางหงส์ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม เป็นเงินจำนวน 1.2 ล้านบาท โดยเหตุเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539

โดยก่อนนี้มีสื่อบางสำนักสำนึกผิด ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจขอขมาต่อเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนม และเผยแพร่ชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อ ว่าไม่เป็นจริงตามคำกล่าวอ้างของกลุ่มพวกหมอปลา เนื่องจากเจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ไม่มีส่วนได้เสีย และไม่มีอำนาจหน้าที่จะไปรับผิดชอบเกี่ยวกับค่าเสียหายดังกล่าว เป็นการกุเรื่อง สร้างความเสื่อมเสีย และไม่ยอมดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่ใช้วิธีการร้องเรียน เจตนาเพื่อสร้างความเสื่อมเสีย

ภายหลัง ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช แม่ทัพทนายกองทัพธรรม พร้อมนายเอื้อ มูลสิงห์ ทนายกองทัพธรรมจังหวัดนครพนมและไวยาวัจกร วัดพระธาตุพนมฯ ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนฯ โดยรวบรวมพยานหลักฐานเสนออัยการฟ้องต่อศาลจังหวัดนครพนม ในฐานความผิดทั้งทางอาญา ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา รวมถึงเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง เป็นเงินมากกว่า 50 ล้านบาท ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.1102/2565 ศาลจังหวัดนครพนม ข้อหาฐานความผิด ละเมิด ให้จำเลยทั้งสามโฆษณาคำพิพากษา และคำขอโทษในสื่อทุกแขนง จำนวน 46 สื่อ เป็นเวลา 7 วัน

กระทั่งมีการนัดสืบพยานที่ศาลจังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2566 นายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา ได้มอบหมายให้ทนายมาเจรจาไกล่เกลี่ยและยอมรับผิด พร้อมขอขมาตามเงื่อนไข ซึ่งได้ทำข้อตกลงยินยอมที่จะมากราบขอขมาพระเทพวรมุนี ที่วัดพระธาตุพนมฯ ต่อหน้าสื่อมวลชน จำนวน 46 สำนัก ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2566 ที่จะถึงนี้ พร้อมมีการแถลงต่อศาลจังหวัดนครพนม ตามข้อตกลงในการเจรจาไกล่เกลี่ย ซึ่งหากจำเลยไม่มาตามนัดจะถูกนำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งทางอาญาและทางแพ่งต่อไป

สำหรับคดีดังกล่าว นายอนันต์ชัย ได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานร่วมกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครพนม พบว่า การก่อสร้างพัฒนาวัดมรุกขนคร เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี 2539 ขณะนั้นพระเทพวรมุนี ยังไม่เป็นเจ้าอาวาสวัดมรุกขนครด้วยซ้ำ แต่บุคคลที่ร้องเรียนกล่าวอ้างว่าเป็นหลานสาวของผู้รับเหมาชื่อนายบุญเกิด (สงวนนามสกุล) อ้างว่าระหว่างการดำเนินการก่อสร้างได้มีการบอกเลิกสัญญา กระทั่งนายบุญเกิดเสียชีวิต ก็ยังไม่มีการจ่ายค่าก่อสร้างให้ ตนในฐานะหลานสาวของนายบุญเกิด จึงขอเรียกร้องให้เร่งดำเนินการจ่ายค่าจ้างจำนวนกว่า 1.2 ล้านบาท พร้อมมีการนำเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนบางสำนัก โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นการบิดเบือน สร้างความเสื่อมเสียให้แก่เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมฯ

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า การดำเนินก่อสร้างไม่เกี่ยวกับพระเทพวรมุนี แต่เป็นข้อตกลงกับบุคคลผู้นำชุมชนหมู่บ้าน คณะกรรมการวัด ถือเป็นคณะบุคคลที่ดูแลการก่อสร้าง พร้อมมีการบอกเลิกสัญญา เนื่องจากผู้รับจ้าง ทำงานล่าช้า และไม่มีการทำสัญญาจ้างงาน รวมถึงผู้อ้างว่าเป็นผู้เสียหาย ไม่มีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายภายใน 2 ปี ถือว่าขาดสิทธิ์ตามกฎหมาย

โดยการออกมาร้องเรียนของนางสาววรรณวิสา ประทุมวัน ถือเป็นความไม่บริสุทธิ์ใจ มีเจตนาให้พระเทพวรมุนี ที่เป็นที่เคารพของชาวนครพนม มีคุณงามความดี เกิดความเสื่อมเสีย และทำให้วัดเสียหาย จึงเป็นที่มาของการดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลดังกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แฉ 'สัญญาทาส' โรงงานเซรามิกนครพนม นายจ้างไต้หวันปิดกิจการ ลอยแพคนงาน 252 ชีวิต

แฉเล่ห์นายจ้างไต้หวัน เขียนสัญญาทาสหลังคุมกิจการ รง.เซรามิก มีคนไทยเป็นผู้แนะนำ หุ้นส่วนชาวไทยยันจ่ายค่าแรง 30 ก.ย.นี้

เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ลั่นคดีฮั้วสว. ผลคดีอาจเปลี่ยนเกมอำนาจ แต่เกมอำนาจต้องไม่เป็นตัวตัดสินคดี

นักวิชาการชี้ไม่ว่าผลจะเป็นคุณหรือเป็นโทษต่อใคร ประชาชนควรได้คำอธิบายที่ตรวจสอบได้ว่า เหตุใดบุคคลหนึ่งจึงต้องรับผิด และเหตุใดอีกบุคคลหนึ่งจึงไม่ต้องรับผิด

'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' ยก 3 เหตุผลสำคัญ 'ถ้าผมเป็น กกต. จะลงมติคดีฮั้วสว.อย่างไร'

วัส ติงสมิตร สะท้อนมุมมองคดีฮั้วสว. 229 ราย ตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 กำลังเป็นจุดวัดใจครั้งสำคัญของกกต.

'ยิ่งชีพ' ดีเดย์กกต.สั่งฟ้อง 229 ราย ชี้ชะตาประตูสู่รัฐธรรมนูญใหม่

'ยิ่งชีพ' ปราศรัยใหญ่ ยื่นคำขาด 'กกต.' สั่งฟ้อง 229 คดีฮั้ว สว. ชี้ชะตาประตูสู่รัฐธรรมนูญใหม่ ลั่น ถ้าเป่าทิ้ง แม้คนเดียว ขู่แฉข้อมูลเพียบ