นายกฯ ลุยภารกิจต่อที่กรุงปักกิ่ง ครม.หลายคนบินตามสมทบทีมไทยแลนด์ หารือ Huawei ขยายลงทุน AI-คลาวด์ในไทย หลังบริษัทชื่นชมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย เผยผลหารือที่เฉิงตู 4 บิ๊กเทคชั้นนำพร้อมลงทุนไทยกว่า 7 หมื่นล้าน ชู “Thailand FastPass” ดึงฐานผลิตโลกยกระดับทักษะแรงงานไทย ปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่ BOI ช่วยขจัดอุปสรรคจุดเดียวเบ็ดเสร็จ “ศุภชัย” มั่นใจโรดโชว์สร้างความเชื่อมั่นดึงทุนยักษ์ใหญ่ สื่่อท้องถิ่นชม "อนุทิน" ใช้คำภาษาจีน "เจียโหยว" สะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยทีมไทยแลนด์ ในการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยในช่วงเช้าคณะของนายกรัฐมนตรีได้เริ่มปฏิบัติภารกิจ ณ นครเฉิงตู เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าและเพาะพันธุ์ ซึ่งได้เข้าชมแพนด้ายักษ์ ณ อาคารจัดแสดง Starry Giant Panda Pavilion และเยี่ยมชมศูนย์อนุบาลลูกแพนด้า
จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังศาลเจ้าสามก๊ก ก่อนจะเข้าสู่จุดหมายถัดไปที่วัดต้าฉือ (Daci Temple) เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเยี่ยมชมความสวยงามของวัดเก่าแก่ หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่นครเฉิงตู คณะของนายกรัฐมนตรีได้ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติซวงหลิว มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่ง
สำหรับการปฏิบัติภารกิจที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ มีคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงเดินทางมาเข้าร่วมคณะสมทบเพิ่มเติมอีกหลายท่าน เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายสำคัญที่จะมีการหารือกับนายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 ได้แก่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ซึ่งจะร่วมผนึกกำลังกับคณะเดิมที่ร่วมเดินทางมาตั้งแต่วันแรก เช่น นายเอกนิติ นิติฑัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม
เวลา 17.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นกรุงปักกิ่ง ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ณ Huawei Beijing Executive Briefing Center กรุงปักกิ่ง น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เยี่ยมชมนิทรรศการเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ Huawei พร้อมหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เพื่อขยายความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบคลาวด์ เทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรไทย โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลพร้อมสานต่อความร่วมมือกับ Huawei ในฐานะนักลงทุนและพันธมิตรด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเทคโนโลยีต้องนำไปสู่ประโยชน์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริง ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพบริการภาครัฐ การศึกษา สาธารณสุข การเกษตร การบริหารจัดการเมือง ตลอดจนการสร้างงานและอาชีพใหม่ที่มีรายได้สูงขึ้น
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยเปิดกว้างต้อนรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้ง AI เซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยีสื่อสารความเร็วสูง โดยไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบนิเวศการลงทุน และฐานอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิตโลก
ทางด้านผู้บริหาร Huawei ระบุว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 20 ปี และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งศูนย์พัฒนาทักษะดิจิทัล บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาค พร้อมชื่นชมประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้าง มีศักยภาพ และมั่นใจในบรรยากาศและศักยภาพของไทย ที่เหมาะต่อการดำเนินธุรกิจดิจิทัล
ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาคนไทยให้มีทักษะแห่งอนาคต ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ซึ่งดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ รวมถึงความร่วมมือด้าน Cloud และ AI กับหน่วยงานภาครัฐและมหาวิทยาลัย เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน การขยายการใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพภาคธุรกิจ ยกระดับบริการสาธารณะ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการสร้างบุคลากรไทย
“ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการดึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่คือการสร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงความรู้ มีทักษะที่ตลาดต้องการ เกิดงานคุณภาพ และนำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
4 บิ๊กเทคทุ่มทุน 7 หมื่นล้าน
ทั้งนี้ เมื่อเวลาประมาณ 15.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง นายอนุทินให้สัมภาษณ์ระหว่างเดินทางโดยเครื่องบินโดยสารระหว่างนครเฉิงตูมายังกรุงปักกิ่ง โดยเปิดเผยถึงความสำเร็จภายหลังการนำคณะทีมไทยแลนด์ หารือกับผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในประเทศจีน 4 บริษัทเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า กลุ่มนักลงทุนจีนโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง มีความมั่นใจอย่างยิ่งในการเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเป้าหมายและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ โดยการพบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำ 4 แห่ง ได้รับการยืนยันว่ามีแผนการลงทุนในประเทศไทยมูลค่ารวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้ โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความแม่นยำและเทคโนโลยีขั้นสูง (Precision Technology) เช่น อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสง (optical transceiver) เพื่อรองรับธุรกิจ Data Center, เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และไมโครชิป สำหรับการสื่อสารความเร็วสูง รวมถึงการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง
"การลงทุนมหาศาลครั้งนี้คาดว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นคน โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะ (Upskilling) ซึ่งแรงงานไทยจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดยตรง เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว"
นายกฯ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่นักลงทุนจีนเลือกไทยเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากความเชื่อมั่นในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งและสาธารณูปโภคที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ นอกประเทศจีน เพื่อรับมือกับความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะให้การสนับสนุนสานต่ออย่างไร นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้ความมั่นใจ โดยปัจจุบันมีนโยบาย “Thailand FastPass” ของ BOI ซึ่งจะเป็นจุดบริการเบ็ดเสร็จ (One-stop Service) เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติและอนุญาตให้รวดเร็วขึ้น นักลงทุนชื่นชมในความสะดวกและโปร่งใส โดยเฉพาะการที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเรียกรับผลประโยชน์หรือค่าน้ำร้อนน้ำชาเหมือนในอดีต รวมถึงไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงานให้ยุ่งยาก เพราะ BOI จะเป็นผู้ประสานงานและขจัดอุปสรรคทั้งหมดให้เพียงจุดเดียว
ที่เมืองเฉิงตู นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ 4 บิ๊กคอร์ปอเรชัน แม้รายละเอียดเม็ดเงินในเชิงลึกยังเป็นความลับทางธุรกิจ แต่มีภาพรวมยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นำโดยบริษัท ฉางอาน ออโตโมบิล ค่ายรถ EV ระดับท็อปเทียร์ของจีน ที่ฟันธงเลือกไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาแห่งแรกนอกประเทศ โดยตั้งโรงงานที่จังหวัดระยองเพื่อเป็นฮับส่งออกไปยังกลุ่มประเทศที่ไทยมีเอฟทีเอ พร้อมเตรียมขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 200,000 คันต่อปี และดึง SME ไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนได้แล้วถึง 40 แห่ง ในขณะที่กลุ่มนวัตกรรมประมวลผลข้อมูล AI อย่างบริษัท อินโนไลท์ เทคโนโลยี ซึ่งเป็นเบอร์ 1 ของโลกด้านอุปกรณ์ส่งข้อมูลทางแสง ก็เตรียมขยายฐานผลิตในไทย สร้างการจ้างงานกว่า 20,000 อัตรา
นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลกในอุตสาหกรรมเดียวกันอย่าง บริษัท อีออปโตลิงค์ เทคโนโลยี ก็ได้เดินหน้าเปิดโรงงานแห่งแรกที่ระยองและกำลังลุยขยายโรงงานแห่งที่ 2 อย่างต่อเนื่อง รวมถึงบริษัท เสียวหมี่ คอร์ปอเรชัน บิ๊กเทคฯ ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาดึงดูดให้เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ (IoT)
BOI to IPO ติดปีกนักลงทุน
นายเอกนิติยังได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะมาช่วยติดปีกการลงทุน คือโครงการ "BOI to IPO" เพื่ออำนวยความสะดวกแบบ Fast Track ให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่เติบโตเร็วเหล่านี้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเพิ่มเสน่ห์ให้กับตลาดหุ้นไทยแล้ว ยังเป็นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากกระแสหุ้นเทคโนโลยีที่กำลังร้อนแรงไปทั่วโลกอีกด้วย
ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยในโอกาสร่วมคณะนักธุรกิจพบปะกับนายกฯ ที่นครเฉิงตูว่า การโรดโชว์จีนของนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภูมิภาคสำคัญอย่างฉงชิ่งและเสฉวน ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ฉงชิ่งและเสฉวนเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมที่ไทยต้องเร่งส่งเสริม โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีระดับสูง และอุตสาหกรรมการบิน หากไทยสามารถดึงนักลงทุนหรือสร้างพันธมิตรทางธุรกิจจากพื้นที่เหล่านี้ได้ จะส่งผลบวกอย่างมากต่อการเพิ่มเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
นายศุภชัยกล่าวว่า หัวใจของการดึงดูดทุนจีนคือการสร้างความไว้วางใจ และแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นมิตรประเทศที่พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งด้านกฎหมาย ภาษี และการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐ เพราะนักลงทุนจีนให้ความสำคัญกับความพร้อมของประเทศปลายทาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุน
“การเยือนครั้งนี้มีนิมิตหมายที่ดี เพราะนายกรัฐมนตรีเข้าใจทั้งภาครัฐ การเมือง และกลไกภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาลด้านการลงทุน ทำให้ผู้นำระดับสูงของจีนพร้อมรับฟังข้อเสนอ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนจีนที่กำลังมองหาศูนย์กลางการผลิตในอาเซียน ทั้งเมื่อเทียบกับเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซีย” นายศุภชัยกล่าว
นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ พร้อมด้วยนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมหารือกับผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำของสาธารณรัฐประชาชนจีนแบบรายบริษัท (One-on-One) ได้แก่ สายการบินเสฉวน (Sichuan Airlines) และบริษัท เหม่ยถวน (Meituan) ณ Tianfu International Convention Center นครเฉิงตู
นายไชยชนกกล่าวว่า ได้เข้าหารือกับนาย Wang Fei เลขาธิการคณะกรรมการพรรคและประธานบริษัท Sichuan Airlines Group Co., Ltd. และนาย Li Jinfei รองประธานและหัวหน้าฝ่าย Hotels & Travel ของบริษัท Meituan พร้อมด้วย น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยการหารือกับสายการบินเสฉวน ฝ่ายไทยและสายการบินเสฉวนเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยสายการบินเสฉวนซึ่งเป็นพันธมิตรรายสำคัญของไทยในตลาดจีนตะวันตก ได้มีการหารือเกี่ยวกับการกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางบินที่เคยบินและการขยายเส้นทางบินใหม่ เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวคุณภาพสูงของไทย และเพิ่มการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทย
ใช้ภาษาจีนกระชับสัมพันธ์
ด้านการหารือกับบริษัท เหม่ยถวน ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางความร่วมมือด้านข้อมูลการท่องเที่ยว (Data Exchange) เพื่อสนับสนุนการจัดทำ Tourism Forecast ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น ยอดการจอง พฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยว และแนวโน้มตลาด ซึ่งจะช่วยให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสามารถวางแผนและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้เสนอให้ Meituan สนับสนุนการผลักดันร้านอาหารไทยเข้าสู่ Black Pearl Restaurant Guide เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และสร้างการรับรู้อาหารไทยในตลาดจีน
ทั้งนี้ ในการหารือ ไทยได้เน้นย้ำการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวจีน และเชิญชวน Meituan ร่วมขับเคลื่อนโครงการ Trusted Thailand เพื่อยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และย้ำว่ารัฐบาลไทยได้ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งหลอกลวงออนไลน์เป็นวาระแห่งชาติ และดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การนำเสนอข่าวของสื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อการเยือนจีนของนายกฯ นอกจากการรายงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการลงทุนแล้ว สื่อท้องถิ่นของจีนยังให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะการใช้ภาษาจีนของนายกรัฐมนตรี ซึ่งสะท้อนความเป็นมิตรและความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่า Sichuan Online (四川在线) สื่อหลักในเครือเสฉวนเดลี่ ซึ่งเป็นสื่อสำคัญของมณฑลเสฉวน ได้รายงานภารกิจของนายกฯ ในเวทีการลงทุนและเศรษฐกิจจีน (เสฉวน)-ไทย โดยเลือกนำประโยคภาษาจีนของนายกฯ ขึ้นเป็นพาดหัวข่าวว่า "นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวคำว่า '加油' (เจียโหยว) ติดต่อกัน 4 ครั้ง" แทนการเน้นประเด็นเศรษฐกิจหรือการลงทุน ในช่วงท้ายของปาฐกถาพิเศษ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวคำว่า "加油" (เจียโหยว) ซึ่งเป็นคำให้กำลังใจที่ชาวจีนนิยมใช้ในความหมายว่า "สู้ต่อไป" หรือ "เดินหน้าไปด้วยกัน" รวม 4 ประโยค หรือ "เดินหน้าประเทศไทย เดินหน้าเสฉวน เดินหน้าประเทศจีน และเดินหน้าเพื่อนที่ดี" โดยสื่อเสฉวนระบุว่า ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนความจริงใจในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ได้รับเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงานอย่างอบอุ่น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
TH-AIPassportทะลุ5แสน อนุทินลั่นไม่ไร้ค่าเฮงกะบ๊วย
เปิดลงทะเบียน TH-AI Passport วันแรก ทะลุ 5 แสน "อนุทิน” โอ่เปิดทางคนไทยใช้ AI ระดับโลก ไม่ใช่โครงการเฮงกะบ๊วย
ปลื้มเยือนออสซี่วินวิน2เด้ง
ยิงสลุต 19 นัด! ต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” เยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ
น่านอ่วม!เร่งอพยพ
"นายกฯ" ร้อนใจข้ามประเทศภัยน้ำท่วมน่าน ต่อสายตรง "ดร.เชน"
โรมไล่บี้‘กุนซือหนู’ แฉโยงโกงสอบท้องถิ่น รบ.เย้ยมีผลงานโดนตี
“ศาล รธน.” สั่งสำนักงานศาลฯ ศึกษาข้อมูลปมบาร์โค้ดเพิ่ม เตรียมไต่สวน 26 ส.ค.
ภท.ปัดสนิทวิทยา ตั้งกก.สอบปมโอ๋
“ภราดร” ข้องใจ “ฝ่ายค้าน” เล็งซักฟอก “รัฐบาล” ปมทุจริต
ไม่มีสส.โดนยิงตาย ปธ.สภาตรวจเข้มการันตีเซฟโซน100%/นิรโทษคืนปืนเถื่อน
“ปกรณ์” เผย มท.เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำร้านขายปืนมีส่วนช่วยในการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ

