การสืบสวนสอบสวน ทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ที่เป็นการทลายขบวนการทุจริตสอบเข้ารับราชการครั้งใหญ่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จะมี 3 แท่งดำเนินการในเรื่องนี้
1.ฝ่ายบริหารและกระทรวงมหาดไทย
โดยภาพใหญ่รัฐบาลได้ตั้ง ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นั่งประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยเร่งรัดให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด เอาผิดทั้งทางอาญา วินัย และมาตรฐานจริยธรรม ส่วนกระทรวงมหาดไทยก็มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) 5 คน พร้อมกับถูกให้ขาดออกจากตำแหน่งเดิม ประกอบด้วย อาทิ ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. ที่ถูกเด้งฟ้าผ่าหลังเกิดการจับกุมขบวนการทุจริตดังกล่าวทันที, ธนนท์ พรรพีภาส รองอธิบดี สถ., พิชิต ทั่งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี เป็นต้น
2.การสืบสวนสอบสวนคดีโดยฝ่ายตำรวจ กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ในสังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
ที่สนธิกำลังกับ ป.ป.ช.เปิดปฏิบัติการจับกุมขบวนการทุจริตดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงยุติธรรมเตรียมเสนอให้คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เพื่อให้ดีเอสไอเข้าไปทำคดี ซึ่งหากถูกยกระดับเป็นคดีพิเศษ ก็จะมีการโอนสำนวนไปให้ดีเอสไอ
3.การทำคดีในภาพกว้างทั้งหมด โดยสำนักงาน ป.ป.ช.ที่มีบทบาทและอำนาจมากที่สุด
ซึ่งล่าสุดเมื่อ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา สำนักงาน ป.ป.ช.แถลงใหญ่ ระบุว่า จากพยานหลักฐานในคดีนี้ พบข้อเท็จจริงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อธิบดี สถ.กับพวกดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไปได้ ที่ประชุมใหญ่ ป.ป.ช.มีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ โดยตั้งคณะกรรมการไต่สวนกลุ่มขบวนการดังกล่าว ที่แยกเป็น
1.ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2.กลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสอบและประกาศผลสอบ 3.กลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบกลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ และกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ 4.บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
และที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างมากก็คือ กลุ่มบุคล 4 กลุ่มที่ถูกป .ป.ช.ไต่สวน มีจำนวนมากถึง 6,014 คน โดยในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีชื่อของ 2 อดีตอธิบดีคือ 1.ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ อดีตอธิบดี สถ. และ 2.ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดี สถ.ที่ก็ถูกมหาดไทยตั้งกรรมการสอบวินัย
ขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่การจัดสอบและประมวลผล มีผู้ถูก ป.ป.ช.ไต่สวน 22 คน โดยปรากฏชื่อนางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาไทย ในฐานะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่เป็นภรรยาของ แมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ กรรมการ ป.ป.ช.-อดีตอธิบดีกรมการปกครอง ร่วมอยู่ด้วย ทำให้ แมนรัตน์ขอถอนตัวออกจากที่ประชุมคดีพิเศษ เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณา ส่วนกลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนผู้เข้าสอบ กลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ ถูกไต่สวน 33 คน ส่วนที่เหลือเป็นบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
นั่นคือความคืบหน้าที่สำคัญของคดีทุจริตสอบเข้ารับราชการท้องถิ่น ที่มาถึงจุดไคลแมกซ์สำคัญ ในมือของ ป.ป.ช.
ขณะที่ในเชิงการเมืองรัฐบาลสีน้ำเงินภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทุจริตข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ถูกเปิดโปง แต่ในฐานะผู้นำรัฐบาลก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับคดีดังกล่าว ที่สร้างความเสียหายมูลค่ามหาศาลถึง 4.5 พันล้านบาท
ท่ามกลางเกมการเมืองที่ถูกถาโถมเข้าใส่ ทั้งคลิปเสียงแฉรัฐมนตรีช่วยและคนใกล้ชิดปลัดกระทรวงที่ดูจะมีส่วนพัวพัน รวมถึงการนำเรื่องนี้ไปขยายผลของฝ่ายค้าน ทำให้ “รัฐบาลอนุทิน” ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในการสลัดเหล่านี้
เว้นเสียแต่ว่ารัฐบาลจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดและเอาจริง โดยย้อนกลับไป เมื่อ “อนุทิน” ถือเป็นโต้โผคนสำคัญที่พยายามทลายเครือข่ายนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ด้วยการผลักดัน MOU ร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก คือ สถ.-สำนักงาน ป.ป.ช.-สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ-บก.ปปป.และคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อปูทางสู่การปราบปรามทุจริตให้สิ้นซาก
ในส่วนของการดำเนินการปัจจุบัน “อนุทิน” ได้มอบหมายงานอย่างเคร่งครัด กระทรวงมหาดไทยได้แบ่งงานเป็น 2 ชุด ชุดแรกคือการสอบสวนภายใน 7 วัน จนนำไปสู่การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการที่เกี่ยวข้อง 5 ราย พร้อมสั่งย้ายออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนอย่างโปร่งใส
“วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์” รมช.มหาดไทย ผู้รับผิดชอบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ได้ดำเนินการตรวจสอบกระดาษคำตอบและคะแนนของผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการไปแล้วกว่า 15,000 คน พบความผิดปกติส่อทุจริตถึง 5,000 คน โดยจะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.เป็นเจ้าภาพหลัก รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทางกฎหมายอาญาอย่างเข้มข้น ส่วนข้าราชการท้องถิ่นที่พบว่าทุจริตจะต้องถูกเพิกถอนสิทธิ์ออกจากราชการทันที และต้องเรียกคืนเงินเดือนที่ได้รับไปแล้วด้วย
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยมี “ปกรณ์ นิลประพันธ์” รองนายกฯ เป็นประธาน เพื่อสืบสวนทุกมิติ และรายงานผลต่อนายกฯ ภายใน 30 วัน โดยมีการรายงานความคืบหน้าทุก 10 วัน ซึ่งรูปแบบของคณะกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่คล้ายกับชุดของ “วิชา มหาคุณ” ในอดีต ที่ตรวจสอบคดีบอส กระทิงแดง ขับรถชนตำรวจตาย คือการดูช่องโหว่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ รวมถึงการเสนอร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐเข้าสู่สภาฯ และการเอาผิดทางจริยธรรมเพื่อปิดประตูไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเติบโตในเส้นทางราชการหรือการเมืองได้อีกต่อไป
ทั้งนี้ แม้คณะกรรมการชุดของ “อ.วิชา” ในอดีตจะถูกปรามาสว่าทำเพื่อลดกระแสสังคมและถูกนำไปวางไว้บนหิ้ง แต่ผลสรุปสุดท้าย ผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุดดังกล่าว กลับกลายเป็น “สารตั้งต้น” สำคัญที่ทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจระดับสูงระดับยศ พล.ต.อ.-อดีตรองอัยการสูงสุด และนักวิชาการ ที่เข้าไปช่วยเหลือคดีบอส กระทิงแดง ถูกดำเนินคดีอาญาอย่างหนักในปัจจุบัน
สุดท้ายนี้ หากนายกรัฐมนตรีต้องการลบคำครหาและกอบกู้ความเชื่อมั่น ไม่ให้ถูกมองว่าเป็น “มวยล้มต้มคนดู”
จำเป็นต้องจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาดและไม่ไว้หน้าใคร ตามสโลแกน “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม และทำให้ประชาชนสัมผัสได้ว่า รัฐบาลเอาจริงกับการล้างมะเร็งร้ายทุจริต.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘นิรโทษกรรม’ ล้างอดีตความขัดแย้ง อาจวนลูปเดิมหากรบ.อนุทินล้มเหลว
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา
26ส.ค.ไต่สวนลับ บัตรเลือกตั้ง ปิดคดีกันยายน
คำร้องคดี บัตรเลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้วินิจฉัยว่าการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรณีจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจใช้สืบค้นย้อนกลับไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อ 18 มี.ค. ด้วยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องไว้วินิจฉัย
หลังเปิดสภา 25 ส.ค. การเมืองร้อนกลางสายฝน ล็อกเป้าซักฟอกถล่ม'อนุทิน'
แน่นอนว่าไคลแมกซ์การเมืองในช่วงการประชุมสภาสมัยล่าสุด ที่จะเริ่มเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 25 ส.ค.นี้เป็นต้นไป คือ
‘หนู-นก’ลุยไฟฝ่าเสียงค้าน! เข็น‘TH-AI Passport’ไม่ไร้ค่า
ไม่ใช่โครงการไร้ค่า เฮงกะบ๊วย! คำพูดการันตีจากหัวหน้ารัฐบาล นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังโครงการ “TH-AI Passport” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดลงทะเบียนวันแรกแล้วเมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569
“เล่าต๋า”เขย่าระบบราชทัณฑ์ เปิดปมใหญ่ช่องโหว่"ลดโทษ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อกระบวนการยุติธรรมปลายน้ำของไทยปะทุขึ้นอีกระลอก หลังการก้าวพ้นประตูเรือนจำกลางบางขวางของ เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติดระดับชาติ วัย 86 ปี เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 ที่ผ่านมา
จับตาโผแต่งตั้ง"นายพลใหญ่" ปรับทัพวาง"ขุนศึก"ยุค"บิ๊กราญ"
ว่าที่ “ผบ.ตร.” คนที่ 16 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตัวแล้ว “บิ๊กราญ” พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เตรียมรับไม้ต่อจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ที่จะเกษียณ 30 ก.ย.นี้

