30 ก.ย.2569 - ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีสมาชิกราชบัณฑิตยสภา และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊กในรูปบทความเรื่อง “เมืองหลวงจมบาดาลจากฝน 300 มิลลิเมตร: โจทย์ท้าทายผู้นำ” ระบุว่า ภาพมหานครหลวงแปรสภาพเป็นท้องน้ำราวทะเล ถนนมากมายและซอยใหญ่น้อยจมอยู่ใต้บาดาล การจรา จรถูกแช่แข็ง และผู้ คนหลายล้านชีวิตต้องติดหล่มอยู่ในความโกลาหลจากปริมาณฝนสะสมเกือบ 300 มิลลิเมตร ที่เทกระหน่ำกรุงเทพมหานครช่วงปลายกันยายนที่ผ่านมา คือหลักฐานตอกย้ำอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีวิทยาศาสตร์หรือเรื่องเล่าเกี่ยวกับภัยธรรมชาติในแดนไกลอีกต่อไป หากแต่เป็นคมหอกที่พุ่งปักหัวใจทางเศรษฐกิจและการบริหารของประเทศในเฉียบพลัน
เมื่อนำภาพกรุงเทพฯ ไปวางทาบกับโศก นาฏกรรมทั่วแผ่นดิน ยิ่งเผยให้เห็นความเปราะบางที่แท้จริง:
* แม่สายและเชียง ราย : โคลนตมหนาทึบและมวลน้ำป่าจากอิทธิพลพายุไต้ฝุ่นยางิกลืนกินเมืองจนมิดหลังคา ซัดทำลายย่านการค้าชายแดนและเขตเทศบาลเชียงรายจนราบคาบ
* น่าน: สายนทีป่าเขาโถมถล่มลุ่มน้ำอย่างบ้าคลั่ง ประจานความล้มเหลวของการอนุ รักษ์ผืนดินและป่าต้น น้ำที่หมดสภาพการซับน้ำ
* หาดใหญ่: ศูนย์กลางเศรษฐกิจแดนใต้ที่ยังคงถูกหลอกหลอนด้วยภูมิประเทศแอ่งกระทะ และการถมทับทางน้ำด้วยคอนกรีตของการพัฒนาเมือง
จากยอดดอยจรดปลายด้ามขวาน จนถึงถนนคอนกรีตของเมืองหลวง ปรากฏ การณ์ฝนตกหนักแบบสุดขั้ว (Extreme Weather) กำลังฉีกตำราและสถิติเดิมทิ้งทั้งหมด ปริมาณฝนสะสมเกือบ 300 มิลลิเมตรใน กทม. หรืออัตราฝนเทกระหน่ำในหลายจุดที่พุ่งทะลุ 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง จึงไม่อาจหลบซ่อนอยู่ใต้ถ้อยคำประโลมใจอย่าง "น้ำรอระบาย" ได้อีกต่อไป หากแต่คือคำพิพากษาต่อระบบระบายน้ำและวิสัยทัศน์ในอดีตที่ออก แบบมารองรับฝนเพียง 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งล้าสมัยไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ความล้มเหลวครั้งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากเมฆฝนบนฟากฟ้า แต่เริ่มต้นจาก "ความไม่เพียงพอเชิงยุทธศาสตร์และโครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ไร้ประสิทธิภาพ"
ข้อเขียนนี้มิได้มุ่งจะเจาะจงหรือจะวิพากษ์วิจารณ์นายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่มุ่งเสนอเป็นบทเรียนเชิงระบบและข้อคิดทางยุทธ ศาสตร์แก่ผู้นำรัฐบาลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจนถึงขีดสุด หน้าที่ของนายกรัฐ มนตรีไม่อาจเป็นเพียง "ผู้ปลอบประโลมใจหลังมหันตภัย" ที่คอยสวมรองเท้าบูทลุยน้ำแจกถุงยังชีพ หรือเคาะงบประมาณเยียวยาหลังชีวิตและทรัพย์สินพังทลาย ผู้นำยุคโลกเดือดต้องมีปรีชาญาณในการ "นำหน้าภัยพิบัติ" (Anticipatory Governance) ด้วยการวางรากฐาน 4 เสาหลัก:
1. ยกระดับการเตือนภัยจาก “คาดการณ์กว้างๆ” สู่ “ข้อมูลเจาะจงเตือนภัยล่วงหน้าที่มีรายละเอียด” (Hyper-local Early Warning)
ระบบราชการที่ทำงานแบบไซโล (Silo) ต้องถูกยุบรวมเป็นศูนย์ข้อมูลเดี่ยว (Single Data Platform) ที่เชื่อมโยงภาพถ่ายดาวเทียม เรดาร์ตรวจอากาศ และเซนเซอร์วัดน้ำแบบเรียลไทม์ ยิงสัญญาณเตือนภัยฉุกเฉิน (Cell Broadcast) สู่สมาร์ตโฟนของประชาชนในพิกัดเสี่ยงล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นริมลำน้ำสาย ชุมชนลุ่มต่ำเชียงราย หรือตรอกซอกซอยใน กทม. เพื่อให้ผู้คนมีเวลาเคลื่อนย้ายชีวิตและทรัพย์สิน ไม่ใช่การออกหนังสือเตือนภัยตามแบบแผนราชการที่มาถึงหลังน้ำท่วมถึงเอว
2. ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานให้ “ยืดหยุ่นและคืนสภาพเร็ว” (Climate-Resilient Infrastructure)
เมืองที่โตอย่างไร้ทิศทางคือการสร้างกับดักล่อภัยพิบัติ การถมพื้นที่ชุ่มน้ำรอบกรุงเทพฯ เพื่อสร้างหมู่บ้านจัดสรร หรือการขวางทางน้ำหลากในเมืองท่องเที่ยวภาคเหนือ ต้องถูกเบรกด้วยกฎหมายผังเมืองที่เข้มงวด ผู้นำต้องกล้าทลายการพึ่งพา "วิศวกรรมคอนกรีตเทียม" เพียงอย่างเดียว แล้วหันมาสถาปนา "โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว" (Nature-based Solutions) คืนพื้นที่แก้มลิง ซ่อมแซมป่าต้นน้ำ ขุดลอกลุ่มน้ำทั้งระบบ และออกแบบเมืองให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้โดยไม่พังภินท์
3. การทูตลุ่มน้ำข้ามพรมแดน (Transboundary Water Diplomacy)
วิกฤตน้ำป่าและตะกอนดินทะลักแม่สายและลุ่มน้ำกกประจักษ์ชัดว่า พรมแดนของรัฐไม่อาจกั้นทางน้ำ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในฝั่งไทย แต่ผูกโยงกับการรุกล้ำลำน้ำ การตัดไม้ และการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน ผู้นำรัฐบาลต้องเลิกมองข้ามมิติต่างประเทศ และยกระดับประเด็นลุ่มน้ำสากลให้เป็นวาระการทูตสูงสุด เพื่อสร้างข้อตกลงร่วมในการบริหารจัดการลุ่มน้ำข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง
4. แยกบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ออกจากหน้างาน: สถาปนาขุนพลและทีมสู้ภัยพิบัติมืออาชีพ
หัวใจสำคัญที่สุดของการบริหารภาวะวิกฤตที่ผู้นำต้องตระหนัก คือ นายกรัฐมนตรีมี "อำนาจตามกฎหมายและความชอบธรรมทางการเมือง" แต่ภัยพิบัติหน้างานต้องการ "ทักษะเฉพาะทาง ความเด็ดขาดเชิงยุทธวิธี และความเป็นมืออาชีพ"
บทเรียนเชิงประจักษ์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือเมื่อครั้งที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี สามารถนำพาประเทศจัดการกับวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้สำเร็จ ก็เป็นเพราะท่านได้บริหารจัดการตามกรอบคิดนี้อย่างเคร่งครัด โดยนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ คอยกำกับทิศทาง ปลดล็อกอำนาจทางกฎหมาย และสนับสนุนทรัพยากรอยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งมอบความไว้วางใจให้แพทย์ นักระบาดวิทยา และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้นำทัพสั่งการเชิงเทคนิคหน้างานอย่างแท้จริง
โมเดลความสำเร็จดังกล่าวจำเป็นต้องถูกนำมาปรับใช้กับการสู้ภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างเร่งด่วน:
* นายกรัฐมนตรีในฐานะ Strategic Commander: ทำหน้าที่เปิดทาง คุ้มกันหลังบ้าน และสื่อสารภาวะวิกฤตกับประชาชน ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและงบประมาณฉุกเฉิน มอบ "ดาบอาญาสิทธิ์" ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญ แล้วถอยออกมาเป็นฝ่ายสนับสนุนทรัพยากรเต็มกำลัง โดยไม่ลงไปล้วงลูกแทรกแซงการตัดสินใจเชิงเทคนิค
* แม่ทัพหน้างาน (Incident Commander): แต่งตั้งผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างแท้จริง ผ่านการฝึกระบบบัญชาการเหตุการณ์ (ICS) อ่านสถานการณ์อุทกวิทยาขาด กล้าตัดสินใจสั่งอพยพ สั่งตัดไฟ หรือสั่งผันน้ำได้ทันทีในเสี้ยววินาทีวิกฤต โดยมีอำนาจสั่งการข้ามเหล่าทัพ ทั้งทหาร ตำรวจ มหาดไทย สาธารณสุข และเครื่องจักรกลหนัก
* กองกำลังสู้ภัยพิบัติสาธารณะมืออาชีพ (Disaster Response Task Force): สร้างหน่วยปฏิบัติการพิเศษกู้ภัยระดับชาติที่พร้อมรบ 24 ชั่วโมง มีอุปกรณ์มาตรฐานสากล เช่น เรือตรวจการณ์กำลังสูง โดรนจับความร้อน และเครื่องสูบน้ำแรงดันสูงเคลื่อนที่เร็ว พร้อมทั้งดึงเครือข่ายกู้ภัยภาคประชาชนที่มีหัวใจเข้มแข็ง เข้ามาเป็นกองหนุนยุทธศาสตร์ภายใต้ระบบบัญชาการและการสื่อสารเดียวกัน
จากแม่สาย น่าน หาดใหญ่ ถึงใจกลางกรุงเทพมหานคร สัญญาณเตือนภัยได้ถูกส่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ภัยพิบัติทางสภาพภูมิอากาศในศตวรรษที่ 21 ได้กลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงระดับชาติอย่างแท้จริง
ผู้นำที่ชาญฉลาดต้องเข้าใจสัจธรรมข้อสำคัญ: ต้นทุนของการวางแผนป้องกัน คาดการณ์ล่วงหน้า และการสร้างทีมมืออาชีพหน้างาน ย่อมถูกกว่าต้นทุนของการฟื้นฟูเยียวยาหลังความพินาศอย่างไม่อาจเทียบเคียง และการปกป้องประชาชนให้รอดพ้นจากความบ้าคลั่งของธรรมชาติ คือบททดสอบความชอบธรรมและขีดความสามารถที่แท้จริงของการบริหารราชการแผ่นดินในยุคนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' บอกเหตุผลกับอารมณ์ของผู้นำขาดอย่างใดไม่ได้!
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์
ประธานสภาลั่นเป็นศิษย์ตถาคตไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน!
'โสภณ' ยกหลักธรรมลั่นเป็นศิษย์ตถาคต ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน-ไม่หวั่นแรงกดดัน ยันไม่ดองคำร้องสอบ ป.ป.ช.คดี 'ศักดิ์สยาม' ชี้ต้องรอคณะผู้ทรงคุณวุฒิชงความเห็น ย้ำยึดหลักกฎหมายไม่ใช่อารมณ์
อดีต รมว.อุตสาหกรรมเชื่อมือ 'อนุทิน' เด็ดขาดล้างมาเฟียต่างชาติยึดพะงัน-ภูเก็ต
'ธนกร' มั่นใจ 'อนุทิน' เด็ดขาด พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-พะงัน ลั่นต้องจัดระเบียบใหม่ คุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลแย่งอาชีพคนไทย ชี้เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน
'โสภณ' บอกรับรู้แล้วสมาชิกรัฐสภาเตรียมเข้าชื่อส่งศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. คดี 'ศักดิ์สยาม'
'โสภณ' รับทราบฝ่ายค้าน เตรียมเข้าชื่อส่งศาลฎีกาสอบ ป.ป.ช. คดี 'ศักดิ์สยาม' เผยยังไม่ยื่นเรื่องมา ยืนยันทำหน้าที่เที่ยงธรรม บอกถ้าส่งเรื่องได้ทันทีก็เป็นแค่ไปรษณีย์
'ดร.สุวิทย์' บอกโลกเขียนกติกาใหม่แต่ไทยยังคิดด้วยกรอบเดิม!
ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์เฟซบุ๊ก
'ประเสริฐ' รีบปัดข่าวให้การดีเอสไอไม่มีข้อความทำ 'ธรรมนัส' เสียหาย!
'ประเสริฐ' ปัดข่าวคำให้การดีเอสไอหลุด ยันไม่มีข้อความทำ 'ธรรมนัส' เสียหาย แจงเอ็มโอยูไร้เรื่องสแกนม่านตา เผยได้รับคำชี้แนะจากหลายหน่วยงานก่อนเซ็น มองเป็นเรื่องการเมือง ถูกปูดประเด็นมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง

