ทักษิณดิ้นพล่าน ยื้อยึดทรัพย์-ขอล้างมลทิน

ตลอดช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร กลับมาอยู่ในโฟกัสการเมืองอีกครั้ง หลังเก็บตัวเงียบมานานหลายเดือนนับแต่ออกจากคุกเมื่อ 11 พฤษภาคม 2569

ส่วนเหตุที่ทักษิณกลับมาอยู่ในโหมดการเมืองอีกครั้ง ก็เป็นอาการดิ้นพล่านที่ทักษิณใช้ช่องทางตามกฎหมายเพื่อยื้อไม่ให้ตัวเองถูกยึดทรัพย์-อายัดทรัพย์ ในคดีที่เมื่อ 17 พ.ย.2568 ศาลฎีกามีคำตัดสินให้ทักษิณต้องจ่ายภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2549 เป็นจำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้จะเป็นคำตัดสินของศาลฎีกา ที่ถือเป็นที่สุดแล้ว แต่ทักษิณก็ไม่ยอมแพ้ ต้องมาจ่ายเงินหมื่นกว่าล้านบาทง่ายๆ เลยยื้อต่อด้วยการยื่นฟ้องต่อกรมสรรพากรต่อศาลภาษีอากรกลาง เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

โดยทักษิณสู้คดีในประเด็นว่า ตัวเองเคยถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษายึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วร่วม 4.64 หมื่นล้านบาท จึงไม่มีเงินได้หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากการขายหุ้นชินคอร์ป คงเหลือให้ต้องชำระภาษีอีกต่อไป การที่มีการไปตามยึดและอายัดทรัพย์หลังมีคำพิพากษาออกมาเมื่อปีที่แล้ว จึงเป็นการยึดและอายัดซ้ำซ้อนกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ในคดียึดทรัพย์ การที่กรมสรรพากรยังติดตามยึดทรัพย์ของตนเองอีก จึงเป็นการกระทำที่มิชอบ-ทำเกินกว่าที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย

พูดง่ายๆ ตามประสาชาวบ้าน ทักษิณฟ้องกรมสรรพากรว่า

"โดนยึดทรัพย์ไปสี่หมื่นกว่าล้านบาท คดีควรจบไปแล้ว จะมาให้จ่ายภาษีย้อนหลังในเรื่องเดียวกันคือการขายหุ้นชินคอร์ปอะไรอีก มันควรจบได้แล้ว สรรพากรจะเอาอะไรอีก โดนไปเยอะแล้ว" ทำนองนั้น

 โดยการยื่นฟ้องดังกล่าว ทักษิณขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ไม่ให้กรมสรรพากรมาดำเนินการตามอายัดทรัพย์-ยึดทรัพย์ไว้ก่อน จนกว่าคดีที่ฟ้องจะถึงที่สุด หลังที่ผ่านมากรมสรรพากรอายัดทรัพย์สินทักษิณ โดยตามอายัดเงินในบัญชีไป 90 ล้านบาท รถยนต์ 5 คัน ที่มีรถยนต์กันกระสุนที่สั่งทำพิเศษ 2 คัน และที่ดินที่ จ.เชียงใหม่ เป็นต้น

ทางศาลภาษีอากรกลางนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 นี้ ซึ่งหากศาลภาษีอากรกลางไม่สั่งคุ้มครองชั่วคราว และทักษิณแพ้คดีนี้อีก ก็จะโดนตามอายัด-ยึดทรัพย์ไปเรื่อยๆ จนเสี่ยงอาจถูกฟ้องล้มละลาย ที่ก็จะทำให้เสียชื่อเสียงหนักไปขึ้นไปอีก กับการเป็นอดีตนายกฯ 2 สมัย ที่ถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุกในคดีที่ดินรัชดาฯ, ถูกศาลฎีกาฯ ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท, ถูกศาลฎีกาฯ สั่งให้กลับไปเข้าคุก 1 ปี ในคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ เพราะศาลฎีกาฯ เชื่อว่าป่วยทิพย์ และยังถูกศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ต้องจ่ายภาษีย้อนหลังร่วม 1.7 หมื่นล้านบาท

เรียกได้ว่า ประวัติสุดโชกโชน ที่จะต้องถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยและการเมืองโลก!

 ซึ่งทักษิณก็ย่อมไม่อยากให้ตัวเองโดนจารึกประวัติชีวิตการเมืองไว้แบบนี้ ที่จะไม่เป็นผลดีต่อสายเลือดตระกูลชินวัตร และต่อตัวเอง จึงต้องพยายามหาช่องทางที่พอจะทำให้ได้ เพื่อล้างประวัติลบของตัวเอง เพราะแม้จะลบล้างเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ แต่หากได้รับการล้างมลทิน มีการให้เหตุผลว่า ที่ทักษิณมีประวัติโดนตัดสินจำคุก โดนยึดทรัพย์ ทั้งหมดเป็นเรื่อง "การเมือง-ผลพวงจากรัฐประหารปี 2549" มันก็พอทำให้ทักษิณและตระกูลชินวัตรนำมาอ้าง ความชอบธรรม ให้ฝ่ายตัวเองได้ ดีกว่าจะไม่ทำอะไรเลย

จึงเป็นที่มาของการที่ทักษิณยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่เป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 หรือ กฎหมายนิรโทษกรรม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้วินิจฉัยสิทธิได้รับนิรโทษกรรม พ้นจากความรับผิดทั้งปวง เพื่อต้องการล้างมลทินให้กับตัวเอง ที่หากผ่านจะทำให้ประวัติทางคดีความสิ้นผล หน่วยงานรัฐที่จัดทำหรือเก็บประวัติทางคดีความของทักษิณไว้ ต้องลบข้อมูลทั้งหมด หากชื่อของทักษิณผ่านการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม มีหลายความเห็นตามมา โดยส่วนใหญ่มองว่า ฐานความผิดที่ทำให้ทักษิณ โดนศาลฎีกาฯ สั่งจำคุก เช่น คดีที่ดินรัชดาฯ ที่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ไปซื้อไว้ในช่วงทักษิณเป็นนายกฯ โดยทักษิณที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เซ็นชื่อยินยอมให้คุณหญิงพจมานร่วมประมูลซื้อที่ดินด้วยจากหน่วยงานรัฐ  แม้จะฟังไม่ได้ว่ามีเจตนาทุจริตในตำแหน่งหน้าที่โดยตรง แต่การที่นายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลหน่วยงานรัฐ ปล่อยให้คู่สมรสเข้าไปทำนิติกรรมซื้อขายทรัพย์สินกับหน่วยงานของรัฐ ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย ป.ป.ช. หรือการถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ที่ศาลฎีกาฯ เห็นว่าทักษิณร่ำรวยผิดปกติในช่วงเป็นนายกฯ อันเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเอง  รวมถึงกรณีที่ศาลฎีกาฯ มีคำตัดสินเมื่อปี 2568 ให้ทักษิณจ่ายภาษีย้อนหลัง 1.7 หมื่นล้านบาท เป็นต้น

พบว่าหลายสรรพเสียงมองว่า คดีความของทักษิณข้างต้นไม่ได้มีมูลเหตุมาจาก "ความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง" แต่มีลักษณะเป็นความผิดเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐทุจริตหรือประพฤติมิชอบ-ร่ำรวยผิดปกติ ที่เข้าข่ายได้รับการยกเว้นไม่ให้นิรโทษกรรม-ล้างมลทิน ที่กฎหมายเขียนล็อกไว้ว่า ความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ความผิดฐานกระทำที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ เป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม ซึ่งความผิดเหล่านี้จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม

 รวมถึงคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานอภัยโทษ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ของทักษิณ ตัวเขาก็ยอมรับผิดในการกระทำ และขอรับโทษตามคำพิพากษาในคดีที่โดนศาลฎีกาฯ ตัดสินในความผิดฐานทำผิดต่อหน้าที่ทางราชการ-ความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น

จึงมีการมองว่า แม้ทักษิณใช้สิทธิ์ยื่นได้ แต่โอกาสจะได้รับการพิจารณาน่าจะยาก บางรายถึงทุบโต๊ะเปรี้ยง ประตูนี้ปิดตายสำหรับทักษิณ

แต่ก็ต้องดูว่าคณะกรรมการที่มี ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธาน จะว่าอย่างไรก่อน แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่ผ่าน เพราะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการออกกฎหมาย ที่ไม่ให้ครอบคลุมไปถึงการนิรโทษกรรมในคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ครอบคลุมถึงตำแหน่งนายกฯ และตัวปกรณ์คงไม่เสี่ยงกับเรื่องนี้

ส่วนจังหวะที่ทักษิณยื่นเรื่องในช่วงฝ่ายค้านจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทินกับ 17 รัฐมนตรี จนมีการมอง-วิเคราะห์ไปในทางว่า ทักษิณอาจให้เพื่อไทยใช้เรื่องนี้กดดันรัฐบาลและปกรณ์ ที่เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านยื่นซักฟอก โดยยื่นคำขาดว่า หากไม่รับเรื่องของทักษิณและไม่ช่วยเหลือ สส.เพื่อไทยจะงดออกเสียง ไม่โหวตไว้วางใจให้อนุทินกับ 17 รมต.

มองไว้ก่อนว่า อนุทิน-ปกรณ์-รัฐบาล คงไม่ยอมให้ใครเอาเรื่องแบบนี้มาต่อรองทางการเมือง  เพราะทำรัฐบาลพังได้

อีกทั้งอนุทิน-ภูมิใจไทยก็มี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า-สส.พรรคกล้าธรรม 58 เสียง รอสแตนบายด์ดึงมาเสียบเข้าร่วมรัฐบาลแทนเพื่อไทยตลอดเวลา ซึ่งทักษิณ-เพื่อไทยก็รู้เรื่องนี้ดี และหากเรื่องแดง ภูมิใจไทยแฉออกมา เพื่อไทยก็พัง ภาพจะติดลบอย่างหนัก ยศชนัน รองนายกฯ และ รมว.การอุดมศึกษาฯ หลานทักษิณ ที่กำลังเก็บแต้มการเมืองไปเรื่อยๆ จะดับทันที

อาการดิ้นพล่านของทักษิณข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ที่ต้องดิ้นรนทุกช่องทาง ก็เพื่อไม่ให้ตัวเองโดนยึดทรัพย์-ถูกฟ้องล้มละลาย และหวังนิรโทษกรรมล้างมลทิน ที่คงมีเป้าหมายการเมืองบางอย่างแอบแฝงอยู่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ทักษิณ' ยื่นคำร้อง พ.ร.บ.สันติสุขฯ ขอล้างมลทินคดีการเมือง ลั่นอยากวางมือใช้ชีวิตสงบสุข

“ทักษิณ” ยื่นคำร้องคกก.สันติสุขขอนิรโทษกรรม ล้างมลทินข้อกล่าวหาทางการเมือง ด้าน “ทนายวิญญัติ” เผย “แม้ว” ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ แก่แล้วอยากทำธุรกิจส่วนตัว พร้อมวางมือทางการเมือง ด้าน “ฉัตรชัย” บอก ขั้นตอนเข้าอนุกลั่นกรอง ก่อนชง คกก.ชุดใหญ่พิจารณาให้ทันใน 180 วัน

คิกออฟประชุม IMF-World Bank เวทีโชว์ศักยภาพปท.ไทย

เริ่มต้นคิกออฟแล้วสำหรับ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดประชุมตลอดสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ซักฟอก18รมต.สีน้ำเงิน-ระบอบน.หนูกินรวบ ทำลายความเชื่อมั่น รอการเปลี่ยนแปลง

รุนแรง ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สำหรับญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน

ซักฟอก 'ระบอบ น.หนู' กินรวบ ใช้สภาเปิดแผล หวังผลนอกสภา

มีความชัดเจนแล้วสำหรับการเปิดศึกซักฟอกรัฐบาล โดยเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร

จับตาไทยผงาดเวที‘IMF-WB’ คว้าโอกาส‘ศักยภาพ-ดึงทุนโลก’

ประเทศไทยเตรียมผงาดสู่สายตานานาชาติอีกครั้ง ในการหวนกลับมาเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี “สภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569” หรือ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ในรอบ 35 ปี หลังไทยเคยจัดการประชุมมาแล้วเมื่อปี 2534 ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน