พปชร.กับศึกเลือกตั้งที่รออยู่ วันที่ สมรภูมิรบไม่เหมือนเดิม

หลายพรรคการเมืองเวลานี้ เซตจังหวะการเมืองของตัวเองเพื่อเตรียมเข้าสู่สนามเลือกตั้งกันคึกคัก ทั้งการซุ่มยกร่างนโยบายพรรคเพื่อไว้หาเสียงตอนเลือกตั้ง-การคัดเลือกตัวผู้สมัครส.ส. แต่เรื่องนี้จะคึกคักมากขึ้น เมื่อสัญญาณการเมืองชัดมากขึ้นว่าจะเลือกตั้งตอนไหน ที่รับรองว่าถึงฤดูกาล ได้เห็นการย้ายค่าย-ย้ายพรรคคึกคักแน่นอน ตลอดจนหลายพรรคก็ลงพื้นที่หาคะแนนเสียง สร้างคะแนนนิยมกันแทบทุกสัปดาห์ โดยเฉพาะพรรคตั้งใหม่ ที่ต้องเร่งสปีดเพื่อทำให้ประชาชนรู้จัก

เหลียวมองไปที่ พลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล ที่มี ส.ส.ในสภาฯเป็นอันดับ 2 พบว่า ที่ผ่านมา พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ก็มีการเซตทีมแกนนำพรรคเพื่อรองรับการเลือกตั้งไว้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนงานด้านต่างๆ ของพรรค เช่น การให้แกนนำพรรคจัดเตรียมยกร่างนโยบายพรรคที่จะใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง เป็นต้น

โดยเมื่อจับจังหวะการขับเคลื่อนทางการเมืองของพรรคพลังประชารัฐ “ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐและหัวหน้าทีมนโยบายพรรคพลังประชารัฐ” ให้ความเห็นเรื่อง สถานการณ์การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้อย่างน่าสนใจว่า การเมืองปัจจุบัน ทุกพรรคการเมืองคงเห็นข้อมูลไม่ต่างกับเราว่า “สมรภูมิรบไม่เหมือนเดิม” เราจะไปคิดว่าเราจะวางกลยุทธ์ในการเลือกตั้งเหมือนปี 2562แล้วจะได้ผลเหมือนเดิม ไม่ใช่ เพราะอย่างการเลือกตั้งปี 2562 กับการเลือกตั้งปี 2554 ก็ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง เพราะว่าผู้เล่น พรรคการเมืองในระบบเปลี่ยนแปลง

...เมื่อปี 2554 มีพรรคที่แย่งคะแนนกันหลักๆ อยู่แค่ 2 พรรค และใช้บัตร 2 ใบ แต่ตอนเลือกตั้งปี 2562 ใช้ระบบบัตรใบเดียว และการเลือกตั้งรอบหน้า ก็กลับมาใช้บัตร 2 ใบ แต่หากจะบอกว่าให้กลับไปทำแบบตอนปี 2554 ยังไง ผลก็ไม่เหมือนเดิม เพราะปี  2554 สู้กันอยู่ 2 พรรคหลักๆ คือ ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ที่พบว่า 15 ล้านเสียงเลือกเพื่อไทย ส่วน 11 ล้านเสียง กาเลือกประชาธิปัตย์ ส่วนคะแนนที่เหลือก็กระจายไปยังพรรคต่างๆ ที่ ณ วันนั้น ไม่มีพลังประชารัฐ ไม่มีพรรคอนาคตใหม่หรือก้าวไกลในวันนี้

 “ศ.ดร.นฤมล” กล่าวต่อไปว่า พอมาปี 2562 เกิดพลังประชารัฐ เกิดพรรคเล็กต่างๆ ขึ้นจากบัตรใบเดียว ที่เราจะเห็นได้ว่า คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์จาก 11 ล้านคะแนน ตอนเลือกตั้งปี 2562 เหลือ 3.9 ล้านเสียง  หายไปไหน ถ้ามองดูเร็วๆ คะแนนมาที่พลังประชารัฐที่เกิดใหม่ ส่วนของเพื่อไทยจาก 15 ล้านกว่าเหลือ 7,800,000 คะแนน โดยคะแนนก็ไปที่พรรคอนาคตใหม่ ที่ได้ประมาณ  6 ล้านกว่า

...คือถ้าแบ่งฝั่งจริงๆ แทบไม่ต่างไปจากเดิมสักเท่าไหร่ คือมันประมาณครึ่งๆ ของประชากร อย่างคนมีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สมมุติประมาณ 33-35 ล้านคน สักครึ่งหนึ่งก็จะเป็นฝั่งเพื่อไทยและครึ่งหนึ่งก็เป็นส่วนที่เหลือ ก็จะแบ่งกันอย่างนี้ ซึ่งการเลือกตั้งปี 2562 ก็แทบไม่ต่างจากเดิม ถ้าเราเอาคะแนนก้อนเหล่านี้รวมกันมันก็ครึ่งๆ คล้ายเดิม แต่ปีใดก็ไม่รู้ที่จะเกิดการเลือกตั้งครั้งหน้า ภาพที่เห็นมันจะซอยย่อยยิ่งกว่าเดิม เพราะพรรคฝั่งนี้ที่บอกว่าจะแลนสไลด์ก็ไม่ง่าย ไม่ใช่โจทย์ที่่ง่ายสำหรับเขา เพราะวันนี้นอกจากจะมีพรรคก้าวไกลมาแชร์ไปแล้ว  ยังเกิดไทยสร้างไทย มีพรรคเสรีรวมไทย และอีกหลายพรรคที่จะมาแชร์ตรงนี้ไปเช่นเดียวกัน เราก็นำข้อมูลเหล่านี้ให้หัวหน้าพรรค ซึ่งท่านก็อยากให้ทุกคนในพรรคได้ดูและคิดกันให้รอบคอบ เพื่อให้เห็นภาพว่ากระจายตัวยังไงในแต่ละภาค เพื่อที่จะกำหนดกลยุทธ์ในแต่ละภาคที่เหมาะสม แต่โจทย์มันยาก

“ดร.นฤมล แกนนำพรรคพลังประชารัฐ” วิเคราะห์ว่า ขณะนี้เอาแค่ภาพรวมก่อน เมื่อผู้เล่นเยอะขึ้น ตัวหารเยอะขึ้น วันนี้ฟากฝั่งไม่ใช่มีแค่พลังประชารัฐกับประชาธิปัตย์อย่างเดียวแล้ว ยังมีอาทิเช่น พรรคสร้างอนาคตไทย-พรรคเศรษฐกิจไทย-พรรคกล้า-พรรคไทยภักดี-รวมพลัง-ไทยสร้างสรรค์ ตามชื่อที่ปรากฏในข่าว ก็ร่วม 8 พรรคเข้าไปแล้ว ฝั่งเขาก็เช่นเดียวกันจากเดิมมีแค่เพื่อไทย ก็มีพรรคก้าวไกล-พรรคเสรีรวมไทย-ไทยสร้างไทย-พรรคโอกาสไทย แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นถึงได้ใช้คำว่า สมรภูมิรบมันไม่เหมือนเดิม เราจะคิดอยู่บนกรอบกลยุทธ์เดิม ไม่ได้แล้ว เพราะท้ายที่สุดอย่างที่บอกคนไทยครึ่งๆ ของสองฝ่าย การที่จะย้ายฝั่งคิดว่าง่ายหรือไม่ ข้อมูลมันค่อนข้างชัดว่าเอาแค่การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 กับการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 จะพบว่ากลุ่มประชาชนสองฝ่ายแทบไม่เปลี่ยน อยู่ฝ่ายไหนก็เลือกฝ่ายนั้น มันอาจจะมีบ้าง แต่สัดส่วนไม่เยอะที่จะย้ายฝั่ง ดังนั้นที่บอกกันว่าจะทำกลยุทธ์ในการเลือกตั้งที่จะไปช่วงชิงคะแนนจากฝ่ายตรงข้าม มันไม่ง่าย ท้ายที่สุดผลลัพธ์จะเป็นการชิงคะแนนกันเอง

"ในภาพใหญ่เราก็ต้องมองเหมือนกันว่าจะเกิดการรวมพลังได้อย่างไร เพราะต้องบอกตรงๆ ว่า จากเดิมที่แยกกันออกไป ก็มาจากที่เดียวกันมาก่อน ตอนเลือกตั้งเมื่อปี 2562 เรามีพลัง เพราะว่าเกิดจากการรวมพลังกันของหลายฝ่ายเข้ามา แต่พอแตกออกไป แล้วก็มาแชร์คะแนนกันเอง

 เราเองก็พูดตรงๆ ในที่ประชุมพรรคว่าเราก็จะแยกย้ายกันไปพ่ายแพ้ และบาดเจ็บ หากว่าสู้กันแบบนี้ ต้องยอมรับความจริงอันนี้ แต่อันนี้ก็นอกเหนือไปจากสิ่งที่เราจะบอก เช่น บอกว่าต้องกลับมารวมกัน อันนี้ก็นอกเหนือไปจากสิ่งที่เราจะพูดได้ แต่ผลลัพธ์จะเป็นแบบนี้จริงๆ หากเรามองไปข้างหน้า โจทย์นี้ ถ้าไม่แก้อะไร แล้วเดินไปแบบนี้ ฝ่ายนี้ก็จะแชร์คะแนนกัน"

โดยข้อมูลความเห็นดังกล่าวของ ดร.นฤมล มีข่าวว่าได้ถูกนำเสนอความเห็นต่อที่ประชุมแกนนำ พปชร.ที่มีพลเอกประวิตร นั่งหัวโต๊ะ โดยเฉพาะหลัง พปชร.ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในสนามเลือกตั้ง กทม.ที่ได้ ส.ก.มาแค่ 2 คน

 จึงน่าจับตาว่าแล้ว พลังประชารัฐ จะมีการเตรียมพร้อมกับศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอย่างไร เพราะจะพบว่า พรรคการเมืองคู่แข่ง ทั้งพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาล อย่าง ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์ ที่พอถึงเวลาเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ต่างฝ่ายต่างก็ต้องสู้กันเต็มที่ แล้วในส่วนของพลังประชารัฐ จะมีกลยุทธ์ หมัดเด็ดอะไร เตรียมไว้ทำศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นหรือยัง. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วัดใจ"กสทช."ชี้ขาด ควบรวม ทุนใหญ่โทรคมนาคม ทรู-ดีแทค

บิ๊กดีลการควบรวมกิจการ 2 กลุ่มทุนบริษัทขนาดใหญ่ในวงการโทรคมนาคม ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด

10 ส.ค.ชี้ชะตาสูตรหารปาร์ตี้ลิสต์ ปักธงกำหนดเกมเลือกตั้ง

ปรากฏการณ์ กลับไปกลับมา ในการกำหนดกติกาเลือกตั้ง โดยเฉพาะสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อระหว่างหาร 100 กับหาร 500 รวมถึงการลังเลว่าจะใช้บัตรใบเดียวหรือบัตรสองใบ

“ดร.นฤมล”มองศก.ไทยไม่เสี่ยงเกิดต้มยำกุ้ง หนุนมาตการพลิกฟื้นเศรษฐกิจรับวิกฤติโลก

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ได้โพสต์ Facebook แสดงความเห็นถึงกรณีธนาคารกลางอังกฤษ(BoE) ประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ไปอยู่ที่ 1.75%

เฮือกสุดท้าย กลเกม กฎหมายลูกเลือกตั้งหาร 100, 500

ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ยังไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไรแน่ โดยเฉพาะประเด็นการคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างให้เอา 100 หาร กับอีกฝ่ายมองว่าต้องหารด้วย 500 เท่านั้น

อยู่ ‘พปชร.’ แต่ก่อตั้ง ‘รทสช.’ ความชัดเจนที่ยังพร่ามัว ‘3 ป.’

“รวมไทยสร้างชาติ” ภายใต้การนำของ ‘เสี่ยตุ๋ย’ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง มี ‘รากแก้ว’ มาจาก ‘บิ๊กตู่’ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม

เปิดโฉม ‘รวมไทยสร้างชาติ’ เวอร์ชั่นแม่ทัพ ‘พีระพันธุ์’

รวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคที่กำลังถูกจับตาเป็นอย่างมากในขณะนี้ และถูกมองตั้งแต่ก่อร่างสร้างขึ้น ว่าจะมาเป็นพรรคทางเลือกหรือพรรคสำรองของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม