ควันหลง แรงปะทะ น่านฟ้า ไทย-เมียนมา

แม้จะเริ่มซาลงบ้างแล้ว กับเสียงวิจารณ์ทางการเมืองต่อกรณีเครื่องบิน MiG29 ของเมียนมาบินล้ำน่านฟ้า หลังปฏิบัติการตอบโต้ชนกลุ่มน้อยที่โจมตีฐานทหารพม่า ฝั่งตรงข้ามบ้านวาเลย์ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เมื่อ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นกองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F16 MLU  จากกองบิน 4 อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ทำการบินขึ้นรักษาเขตแดนด้านตะวันตก โดยที่ผู้นำฝ่ายรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม รวมถึงบิ๊กๆ ในกองทัพอากาศก็พยายามขอให้เรื่องนี้จบลงได้เร็ว ไม่อยากให้บานปลายจนกระทบกับความสัมพันธ์ทางการทูตและการทหารของ 2 ประเทศ ไทย-เมียนมาที่มีชายแดนติดกัน

โดยประเด็นในเชิงการเมืองที่มีการวิจารณ์กันมาก โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล-กองทัพ ก็คือ มองว่าปฏิบัติการของทัพฟ้าไทยล่าช้าเกินไปหรือไม่ และอาจไม่เป็นตามที่กองทัพอากาศเคยยืนยันเรื่องประสิทธิภาพของระบบป้องกันภัยทางอากาศ การสั่งการบังคับบัญชา และความพร้อมในการทำการบินรบ

อย่างไรก็ตาม มองได้ว่าเหตุที่เสียงวิจารณ์ทางการเมืองในประเทศไทยเริ่มซาลง คงเพราะเห็นว่าฝ่ายพม่าเอง ทั้งฝ่ายการทูตและการทหารมีการแสดงออกถึงการขอโทษต่อประเทศไทยอย่างรวดเร็ว บนการสื่อสารว่าไม่ได้ตั้งใจ และเป็นเรื่องข้อผิดพลาดในการบินที่จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก

 ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่รู้กันดีว่า การเมืองไทยภายในประเทศ หากเสียงวิจารณ์ทางการเมืองเป็นประเด็นเกี่ยวกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีแนวชายแดนติดกัน ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองและการทูต หากลางโยงกันไปไม่จบสิ้น เพราะหากเมียนมาไม่ขอโทษและแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น แบบนั้นจะมีความชอบธรรมในการกระตุกรัฐบาลและกองทัพ ต้องมีแอกชันออกมา แต่เมื่อฝ่ายเมียนมาแสดงออกข้างต้นแล้ว และท่าทีของคนไทยเองที่ไม่พอใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ฝ่ายสถานทูตเมียนมาประจำประเทศไทยย่อมรู้และส่งข่าวสารความรู้สึกดังกล่าวไปถึงผู้นำทหารของรัฐบาลเมียนมาไปแล้วอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ก็อาจมีควันหลงเรื่องนี้อยู่บ้างหลังจากนี้ เพราะท่าทีฝ่ายค้านบอกว่า อาจนำประเด็นดังกล่าวไปอภิปรายพลเอกประยุทธ์ ในฐานะควบ รมว.กลาโหม ในช่วงศึกซักฟอก อภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย

ต้องบอกไว้ว่า หากฝ่ายค้านจะอภิปรายประเด็นนี้ ฝ่ายค้านเองก็ต้องมั่นใจเช่นกันว่า อภิปรายแล้วจะมีประเด็นอะไรที่สามารถอภิปรายได้ที่เป็นข้อมูลใหม่ แตกต่างจากข่าวปกติ อีกทั้งก็ต้องมั่นใจว่าอภิปรายแล้ว จะไม่ทำให้สัมพันธ์ทางการทูตและทหารระหว่างไทยกับเมียนมาคุกรุ่นขึ้นมาอีกรอบ หลังไฟเริ่มมอดลงไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ควันหลงเรื่องนี้ก็ต้องดูด้วยว่าจะเป็นแรงส่ง ให้ความหวังของ กองทัพอากาศ ในยุคที่มี พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่บอกมาตลอดว่า ต้องการเสริมเขี้ยวเล็บให้ทัพฟ้าด้วยการให้เครื่องบินขับไล่ F-35 ที่ถูกยกให้เป็นเครื่องบินรบที่ดีที่สุดของโลกรุ่นหนึ่งในปัจจุบัน มีประจำการอยู่ในกองทัพอากาศไทย โดยแม้ขณะนี้กระทรวงกลาโหมเบื้องต้นจะไฟเขียวนำร่องการจัดซื้อ F-35 ด้วยการจัดงบผูกพันข้ามปี ในปี 2566 ประมาณเจ็ดร้อยกว่าล้านบาท เพื่อจัดซื้อ F-35 วงเงินกว่าเจ็ดพันกว่าล้านบาทไว้แล้ว แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนเดือดร้อนจากสภาวะเศรษฐกิจ จึงทำให้แรงต้าน การจัดซื้ออาวุธของทหาร ที่ปกติก็มีมากอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งต้านมากกว่าเดิมหลายเท่า จึงทำให้ยังไม่สามารถการันตีได้ว่าการจัดซื้อ F-35 ของกองทัพอากาศจะผ่านฉลุยหรือไม่ เพราะกรรมาธิการงบจากฝ่ายค้าน ก็จ้องสกัด-ขัดขวาง อยู่ยามเมื่อพิจารณางบของกระทรวงกลาโหมในชั้นกรรมาธิการกลางเดือน ก.ค.นี้

เพราะแม้จะมีการมองกันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชายแดน อ.พบพระ จะยิ่งทำให้กองทัพอากาศมีเหตุผลความชอบธรรมมากขึ้นในการอ้างได้ว่า เห็นหรือไม่ว่ากองทัพอากาศจำเป็นต้องมีความพร้อมในการป้องกันประเทศเพื่อรักษาอธิปไตย เพราะปัจจุบันเครื่องบินรบของกองทัพอากาศที่มีอยู่ปฏิบัติภารกิจมาร่วมจะ 30 ปีแล้ว ต้องทยอยปลดประจำการ เนื่องจากไม่สามารถหาชิ้นส่วนอะไหล่เข้ามาทดแทน หรือซ่อมบำรุงไม่คุ้มค่า ทำให้กองทัพอากาศมีเครื่องบินสกัดกั้นโจมตีอยู่ในระดับไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ หากไม่มีการจัดซื้อ อาจจะเป็นความเสี่ยงในเรื่องการป้องกันประเทศได้

ที่ผ่านมา จะพบว่า "บิ๊กป้อง-พล.อ.อ.นภาเดช" เป็นบิ๊กกองทัพ ที่พูดเรื่องความจำเป็นในการจัดซื้ออาวุธต่อสาธารณชนหลายครั้ง ทั้งที่บิ๊กกองทัพส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าทัพไหน จะไม่ค่อยอยากพูดเรื่องนี้ เพราะจะเข้าตัวเองและทัวร์ลง จึงพยายามเลี่ยง แต่ พล.อ.อ.นภาเดช กลับแสดงออกอย่างชัดเจนในการเชียร์ว่าควรซื้อ f-35 เช่น เคยระบุว่า กองทัพอากาศต้องมียุทโธปกรณ์ที่น่าสะพรึงกลัว ไม่ใช่มีแต่ยุทโธปกรณ์ที่เก่า ล้าสมัย และบอกว่าปัจจุบันราคาของเครื่องบินขับไล่ F-35 เครื่องบินขับไล่สเปกสูง ที่สามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับเรดาห์ได้ ที่เป็นเครื่องบินรบสัญญาติสหรัฐอเมริกา ที่ผลิตโดย บริษัท Lockheed Martin ราคาก็ลดลงจากเดิมมาก ใกล้เคียงกับเครื่องบินรบ Gripen สัญชาติสวีเดน ที่กองทัพอากาศเคยจัดซื้อ จึงมีโอกาสที่กองทัพอากาศจะจัดหามาประจำการได้

จึงน่าติดตามว่า ข้อพิพาทน่านฟ้า ไทย-เมียนมาที่จบไปแล้ว จะยิ่งทำให้กองทัพอากาศมีเหตุผลในการชี้แจงต่อฝ่ายสภาฯ และต่อสังคมได้มากขึ้นในการจัดซื้อ F-35 โดยอ้างเรื่องการเตรียมพร้อมเพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือจะพลิกไปอีกแบบ กลายเป็นตรงกันข้ามไปเลย คือจะยิ่งทำให้ ฝ่ายที่คัดค้าน ไม่เห็นด้วยกับการจัดซื้อของกองทัพอากาศที่นอกจากจะนำเรื่องสภาพเศรษฐกิจ-ไม่มีความจำเป็นในการจัดซื้อ หรือจะซื้อมาทำไม จะเอาไปรบกับใคร นอกจากจะยกเหตุผลเหล่านี้มาสกัดแล้ว ก็อาจยกเหตุอื่นๆ มาประกอบ เช่น ในเมื่อกองทัพอากาศบอกว่า เครื่องบิน F-16 ที่บินไปที่ อ.พบพระ จ.ตาก บินไปปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ก็ให้ใช้เครื่องที่มีอยู่ไปก่อน น่าจะเพียงพอต่อภาคกิจปกป้องความมั่นคงของประเทศแล้ว ยังไม่มีเหตุจำเป็นต้องจัดซื้อ F-35 ในเวลานี้แต่อย่างใด เป็นต้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'

อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

'ครม.หนู 2' เปลี่ยน 'ซือแป๋' สเปก-จังหวะ-ภารกิจ ลงล็อก 'ปกรณ์'

‘ดร.ปื๊ด’ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ไม่ได้ไปต่อใน ‘ครม.อนุทิน 2’ ส่วนคนมาแทนที่คือ ‘เลขาฯ เล็ก’ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หนึ่งในนักกฎหมายเครือข่าย ‘เนติบริกร’ เครือเดียวกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงนายบวรศักดิ์เอง

ครม.อนุทิน2ใกล้คลอด รอรับศึกหนักแถลงนโยบาย

คาดหมายกันทางการเมืองว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อาจนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในไม่เกินสุดสัปดาห์นี้