
หลังมีกระแสข่าวในเชิงถูกพาดพิงว่าอยู่ใน กลุ่มเคลื่อนไหวในการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อจะโค่นจุรินทร์ลงจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
ทำให้ ตั๊น-น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต้องออกมาแจงต่อสื่อทันทีกรณีมีชื่อเป็น 5 ใน 6 คนของรองเลขาธิการพรรค ที่ร่วมก่อการเข้าชื่อเพื่อกดดันให้ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคลาออกจากตำแหน่งว่า
“ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง เพราะไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวดำเนินการใดในพรรคในลักษณะที่ถูกโยงชื่อและภาพข่าวตามที่ถูกกล่าวหา เพราะตระหนักดีว่า ในห้วงเวลาที่เข้าสู่โหมดการเลือกตั้งที่ทุกพรรคการเมืองต้องเตรียมความพร้อม ทั้งนโยบายในการรณรงค์หาเสียง และคัดสรรว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ในนามพรรคเพื่อสู้ศึกการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จึงไม่ใช่เวลาที่จะมาสร้างข่าว หรือสร้างความแตกแยกด้วยการตอกลิ่มเพิ่มขึ้นในพรรคที่เปรียบเสมือนบ้านของพวกเรากันเอง แต่เป็นห้วงเวลาที่พรรคต้องเป็นเอกภาพ และต้องการความสมัครสมานสามัคคีของสมาชิกพรรคทุกระดับเพื่อรวมพลังในการสู้ศึกการเลือกตั้ง”
จิตภัสร์-รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า มีจุดยืนที่มั่นคงและชัดเจนมาตลอด โดยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนก่อนหน้านี้แล้วว่า ไม่คิดจะย้ายพรรคไปอยู่พรรคอื่น ยังขอทำงานให้พรรคประชาธิปัตย์ตามที่ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคและผู้ใหญ่ในพรรค โดยทำหน้าที่ในความรับผิดชอบของตนอย่างเต็มที่และดีที่สุด และพร้อมที่จะร่วมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึงร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอเรียกร้องให้สมาชิกพรรคบางคน บางกลุ่มยุติพฤติกรรมการปล่อยข่าวที่ต้องการสร้างความแตกแยก หรือใช้สถานการณ์นี้สร้างเงื่อนไข หรือเรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตัว โดยสร้างความเสียหายต่อพรรคของเราทุกคน
ทั้งนี้เหตุที่ จิตภัสร์-รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าว ก็เพราะมีกระแสข่าวทางการเมืองในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมาถึงเรื่อง คลื่นใต้น้ำ ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ว่ามี ส.ส.-แกนนำพรรค-อดีต ส.ส.กลุ่มหนึ่ง ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างเหตุว่าต้องการให้มีการปรับทัพประชาธิปัตย์ใหม่ ก่อนทำศึกเลือกตั้งในปีหน้า ซึ่งกลุ่มที่มีแนวคิดดังกล่าว ก็คือกลุ่มการเมืองที่ไม่ถูกกับ กลุ่มจุรินทร์ในปัจจุบัน ที่คีย์แมนหลักๆ ของกลุ่มนี้ก็มี เช่น จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, เฉลิมชัย ศรีอ่อน, นิพนธ์ บุญญามณี, ชินวรณ์ บุณยเกียรติ เป็นต้น
โดยกลุ่มที่มีแนวคิดเคลื่อนไหวให้มีการเปลี่ยนตัวหน้าพรรค ปชป.ข่าวบางกระแสบอกว่า เป็นกลุ่มคนที่ยังไม่ได้มีแนวคิดย้ายออกจากพรรคไปอยู่พรรคอื่นๆ เช่น รวมไทยสร้างชาติ คือยังมีแนวคิดจะอยู่ที่ประชาธิปัตย์ต่อ แต่กลุ่มนี้รู้ดีว่า บทบาทในพรรคลดลงเรื่อยๆ เช่น หากลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็จะอยู่ในลำดับที่ไม่ปลอดภัย คืออยู่อันดับต่ำกว่า 15 คนแรก ที่เสี่ยงสูงจะไม่ได้เข้าไปเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์หลังเลือกตั้ง
เลยเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จัดทัพใหม่ในประชาธิปัตย์ โดยพยายามสร้างกระแสว่า คะแนนนิยมของจุรินทร์ จากการสำรวจของโพลหลายสำนัก คะแนนยังเป็นรอง รวมถึงคะแนนของพรรคในหลายภาคหลายจังหวัด คะแนนของพรรคก็ยังเป็นรองพรรคคู่แข่งค่อนข้างมาก ทำให้คนที่จะลงสมัคร ส.ส.เขตก็เหนื่อย มีโอกาสสอบตกสูง จึงพยายามอ้างเหตุว่า พรรคควรปรับทัพใหม่โดยด่วนก่อนถึงตอนเลือกตั้ง
กระนั้นก็มีกระแสข่าวว่า ยังไม่มีแนวร่วมในพรรคประชาธิปัตย์เอาด้วยมากเท่าไหร่นัก เพราะเห็นว่าควรให้โอกาสจุรินทร์นำทัพสู้ศึกเลือกตั้งไปก่อน หากพรรคได้ ส.ส.ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เช่น ได้ ส.ส.หลังเลือกตั้งไม่ถึง 52 ที่นั่ง ที่คือน้อยกว่าตอนเลือกตั้งปี 2562 ยังไงถึงตอนนั้นจุรินทร์ก็ต้องแสดงสปิริตลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้วตามธรรมเนียมของพรรคที่ปฏิบัติกันมาตลอดในช่วงหลัง ตั้งแต่ยุค บัญญัติ บรรทัดฐาน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยถึงตอนนั้นค่อยปรับทัพใหม่ เลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ก็ยังได้ เพราะหากไปเคลื่อนไหวในช่วงนี้ จะไม่เป็นผลดีต่อพรรคในภาพรวม โดยเฉพาะจะทำให้เกิดภาพ ประชาธิปัตย์ขัดแย้งกันเองในพรรคอย่างหนัก ที่ไม่เป็นผลดีกับพรรคในภาพรวมในช่วงที่การเลือกตั้งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
และต่อมาเมื่อ 13 ธ.ค. เฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมายืนยันว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรใดๆ ทั้งสิ้น
ทว่า ต่อมาก็มีข่าวออกมาสำทับอีกรอบว่า ภายในพรรคมีความเคลื่อนไหวที่สำคัญเกิดขึ้น โดยมี รองหัวหน้าพรรค 1 คน และรองเลขาธิการพรรคอีก 2 คน เดินสายขอให้กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ร่วมลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรค โดยอ้างว่าต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ เพราะเห็นว่าจากผลการสำรวจความนิยมของสำนักโพลต่างๆ พบว่า คะแนนของหัวหน้าพรรค คือ จุรินทร์ได้รับคะแนนนิยมค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับหัวหน้าของพรรคการเมืองต่างๆ ประกอบกับการบริหารภายในพรรค กลุ่มของจุรินทร์กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเกินไป
โดยมีกระแสข่าวออกมาทำนองว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการนี้มีเป้าหมายจะรวบรวมเสียงให้ได้ครึ่งหนึ่งของคณะ กก.บห.ที่มีอยู่ หรือ 17 เสียง จากทั้งหมด 34 เสียง ซึ่งถ้าหากได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็จะเท่ากับเป็นการเปิดทางให้มีการเลือกคณะผู้บริหารของพรรคใหม่ยกชุด อย่างไรก็ตาม มีกระแสข่าวว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวดังกล่าวทราบดีว่าถ้าทำไม่สำเร็จก็จะถูกเช็กบิลจากผู้บริหารพรรคโดยการไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในครั้งที่จะถึงนี้ แต่โต้โผคนสำคัญยังยืนยันจะสู้ต่อเดินหน้าขออีก 2 เสียง แม้จะรู้ว่าการรวบรวมชื่อเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะผู้ใหญ่สั่งบล็อกกรรมการบริหารพรรคไว้หมดแล้ว
“เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ร่วมก่อการครั้งนี้ที่เป็นรองเลขาธิการพรรคคนหนึ่งได้ไปสารภาพผิดกับรองหัวหน้าพรรคอีกคนหนึ่งที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยเปิดเผยแผนการทั้งหมด รวมถึงผู้ร่วมขบวนการว่า เดิมจะเป็นเพียงการรวบรวมให้ได้ 18 คน เพื่อกดดันนายจุรินทร์ให้ลาออกจากหัวหน้าพรรคด้วยตัวเอง โดยให้หาเหตุผลอะไรก็ได้ แต่ถ้านายจุรินทร์ไม่ยอมก็จำเป็นต้องให้กรรมการบริหารพรรค 18 คน เซ็นใบลาออก เพื่อให้เปิดประชุมใหญ่วิสามัญคัดเลือกผู้บริหารของพรรคชุดใหม่ ทั้งนี้ โต้โผใหญ่ยังยืนยันจะรวบรวมต่ออีก 2 ชื่อ ให้ได้ภายในสัปดาห์นี้” รายงานข่าวระบุ
ทั้งนี้ มีรายงานว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวดังกล่าว เห็นว่าขณะนี้สถานการณ์ในพรรคอึมครึม และถ้ายังปล่อยไปเช่นนี้จะยิ่งทำให้มี ส.ส.เกรดเอของพรรคไหลออกอีก จึงเห็นพ้องว่าต้องทำอะไรสักอย่าง จนเป็นที่มาของการเคลื่อนขบวนการครั้งนี้ และก่อนหน้านี้ก็มีการพูดคุยกับ ส.ส.และอดีต ส.ส.ที่มีแนวโน้มจะลาออกจากพรรคว่า ถ้าเปลี่ยนตัวนายจุรินทร์ได้ ขออย่าลาออกได้หรือไม่ อาทิ อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล อดีต ส.ส.ตรัง แต่ที่สุดก็ไม่สามารถโน้มน้าวใจคนเหล่านั้นได้ เพราะทุกอย่างสายเกินแก้ไขแล้ว
ทั้งหมดคือภาพรวมของสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ที่หลายคนคาดไม่ถึง เพราะเห็นดูเงียบๆ แต่กลับมีคลื่นใต้น้ำก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งก็ดูจะเป็นบุคลิกการเมืองของพรรคนี้ ที่คนในพรรคยังบอกเลยว่า ประชาธิปัตย์ ยามศึกร่วมรบ ยามสงบเรารบกันเอง เพราะอย่างในยุคจุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรค ก็เคยเกิดความเคลื่อนไหวทำนองนี้มาแล้วเมื่อสักเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา ที่พบว่า คนที่ร่วมเคลื่อนไหว ปัจจุบันก็ออกจากประชาธิปัตย์ไปแล้วหลายคน
ส่วนผลพวงของคลื่นใต้น้ำรอบนี้จะเป็นอย่างไร ก็ให้รอดูตอนเลือกตั้งกันให้ดีๆ ข่าวว่างานนี้อาจมีเช็กบิลแน่นอน!!!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กธ.ปรับขบวนทัพ รับสถานการณ์ 'ธรรมนัส' ค้าน ‘ไม่แค้น’
‘พรรคกล้าธรรม’ คือ อาณาจักรของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา มาตั้งแต่แรก การขยับขึ้นนำทัพเองในตำแหน่ง ‘หัวหน้าพรรค’ ครั้งล่าสุด จึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
เกมใหม่หลังยกเลิกMOU44 ดึง‘กัมพูชา’เข้ากรอบ‘คนละครึ่ง’
แม้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพด้วยคะแนนสนับสนุนที่ท่วมท้น แถมมีพรรครอร่วมรัฐบาลรอเสียบ แต่การเมืองเป็นเรื่องไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทย จึงต้องเดินหน้านโยบายที่ได้หาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม เช่น คนละครึ่งพลัส (ไทยช่วยไทยพลัส) ผลักดันทหารอาสา ยกเลิก MOU 44 เป็นต้น
'หม่อมกร' รับสนใจลงชิง 'ผู้ว่าฯกทม.' รอคุยผู้ใหญ่ในพรรค
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวมีชื่อเตรียมลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ว่า โดยส่วนตัวยอมรับมีความสนใจลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จริง
ธนาธร-กลุ่มเพื่อนเอก ตรึงพรรคส้ม "พิจารณ์"คัมแบ็กยืนแถวหน้า
หลัง พรรคประชาชน ไม่ต้องเสียรูปกระบวนการเมืองทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯ เพราะศาลฎีกาฯ ไม่สั่งให้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและ สส.บัญชีรายชื่อ กับพวกรวม 9 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ในคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกลลงชื่อแก้มาตรา 112 ก็ทำให้ผลการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคประชาชนตลอด 3 วันที่ผ่านมา ที่โรงแรมเมเปิล บางนา จึงไม่ได้มีการปรับทัพกันมาก
สัญญาณเตือนคดี 'ศักดิ์สยาม' เสี่ยงวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ-รบ.
คำชี้แจงของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม
จับตาพรก.กู้เงิน5แสนล้านสู้วิกฤต ฉุดเศรษฐกิจ หรือแบกหนี้อ่วม!
รัฐบาลคอนเฟิร์มแล้ว เตรียมพิจารณาออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการรองรับวิกฤตต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หลังจากเกิดความสับสนว่าจะกู้เงินหรือไม่

