
สภาพการเมืองวันนี้แม้ยังไม่เข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างจริงจัง แต่ทุกพรรคการเมืองเครื่องร้อนจัดอีเวนต์เดินสายเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส.ของตัวเอง แนะนำให้ประชาชนรู้จักหน้าตาเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังจับจองแปะป้ายตามเสาไฟฟ้า หัวถนนเสร็จสรรพ
ที่ล้นกว่านั้นคือ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ผู้เล่นสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรีคราวนี้ ออกมาประกาศปาวๆ ว่า ยังไงเสีย 250 ส.ว.ส่วนใหญ่แนวโน้มไม่โหวตเลือก อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร แน่นอน!!
จะว่าไปเลือกตั้งรอบนี้มีภาคต่อ ไม่ได้จบที่มติประชาชนเสียงส่วนใหญ่มอบให้พรรคใด พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาล เพราะเมื่อปี 60 ประชาชนมีมติให้ ส.ว.ชุดนี้ 250 คน มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ ในสภาได้
ฉะนั้น เกมการเมืองนี้จึงจบลงยาก ความจริงเมื่อพรรคการเมืองได้เสียงส่วนใหญ่มาครอบครองแล้วควรจะต้องได้เป็น “ผู้นำในการบริหารประเทศ” แต่สำหรับครั้งที่จะถึงนี้ พรรคเหล่านั้นจะต้องไปกราบ ส.ว.งามๆ ให้ยกมือสนับสนุนด้วย
ประเด็นอยู่ที่ว่า หากกระแสนิยมวันนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดีวันดีคืน คงไม่ต้องปวดหัวหรือกลายเป็นปัญหา เผอิญว่าวันนี้ทุกคนรู้ ผลโพลฟ้องต้องยอมรับ เพื่อไทย แรงจริง ประชาชนปรารถนาแรงกล้าให้ “เพื่อไทย” เข้ามาแก้ไขเศรษฐกิจ
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่าง “พรรคเพื่อไทย” กับ “ส.ว.” ทุกคนทราบดีว่าอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหัวเด็ดตีนขาด ส.ว.ไม่มีทางลงมติให้คนของเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีแน่
เหมือนเมื่อ 2-3 วันก่อนที่ นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.ผู้กว้างขวาง เปิดเผยว่า จากการพูดคุยกับ ส.ว.หลายคน จะไม่เลือก อิ๊งค์-แพทองธาร เพราะเป็นสายตรงนายทักษิณ เป็นลูกนายทักษิณ ที่เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง หากเอาอิ๊งค์เป็นนายกฯ อาจทำให้บ้านเมืองไม่สงบ ถึงจะรวมเสียงข้างมากได้ ส.ว.อาจไม่เอา ถ้ายังดึงดันเอาอิ๊งค์เป็นให้ได้ พรรคเพื่อไทยอาจไม่ได้เป็นรัฐบาลเลย
สอดคล้องกับ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.หลายสมัยผู้คร่ำหวอดในวงการการเมือง การกฎหมาย ที่ระบุว่า “ขณะนี้เสียง ส.ว.เกิน 90% จะโหวตไปทางเดียวกันหมด โอกาสครั้งหน้าบอกได้เลย ไม่ พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เท่านั้นที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี”
แม้แต่ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปลายปี 64 “ผมมั่นใจว่าวันข้างหน้า ส.ว.จะเลือกคนดี ไม่ซื้อเสียง คนที่ ส.ว.จะเลือกคงต้องเป็นผู้ที่มีเสียงสนับสนุนดีพอสมควร จะบอกว่าจะเลือกเสียงข้างมากอย่างเดียวคงยังไม่พูดถึงขนาดนั้น แต่จะเลือกไปในแนวนั้นแหละว่า พรรคนั้นสามารถที่จะทำเสียงข้างมากได้ในสภาฯ เช่น สมมุติมีทั้งหมด 3 พรรค พรรคหนึ่งเสียงเยอะเหมือนกัน แต่เราดูแล้วอีกพรรคหนึ่ง พรรคสอง พรรคสาม รวมกันจริงแล้วก็สามารถทำได้ ผมก็คิดว่า ส.ว.อาจจะเลือกทางนี้ก็ได้”
ชัดเจน ส.ว.เผยความในใจหมดเปลือก
หงายการ์ดให้ประชาชนทราบว่า “ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าฝั่งเพื่อไทยรวบรวมเสียง ส.ส.ได้ไม่ถึง 376 เสียง หรือได้แค่กึ่งหนึ่ง ประมาณ 250 เสียง ส.ส. ส.ว.มีความชอบธรรมโหวตสวนเลือก ประยุทธ์ ประวิตร เป็นนายกฯ”
ยกนี้นอกจาก ส.ว.จะพูดหมดเปลือกแล้ว ยังถือว่า “หมดกัน” ด้วย คนเสื้อแดง คนที่รักภักดีในแบรนด์ “เพื่อไทย” ทำอย่างไรก็เปลี่ยนใจไม่ได้ แต่สำหรับกลุ่มคนกำลังตัดสินใจใหม่ รัก “ประยุทธ์” เสียดาย “เพื่อไทย” อยู่ระหว่างหาข้อมูล บังเอิญได้ฟังในสิ่งที่ ส.ว.คิดอ่านกันวันนี้ มีหวัง 2 ลุงถึงขั้นร้องจ๊าก
แม้ไทยนี้รักสงบในแบบฉบับที่ “ลุงตู่” บริหาร แต่ก็อยากได้เศรษฐกิจที่ดีที่ลุงยังไม่สามารถมอบให้ได้ เหมือนในยุคที่ทักษิณบริหารประเทศ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จากเดิมประชาชนเลือกคนกับพรรคแตกต่างกัน แต่เมื่อ ส.ว.ท้าทายก็ต้องคิดใหม่ทำใหม่ ประชาชนกา “บัตร 2 ใบ” เลือกทั้งคนทั้งพรรคเดียวกันให้หมด เพื่อให้ฝั่งหนึ่งฝั่งใดชนะขาดไปเลย เอาแบบที่ว่า ตอกฝาโลง ส.ว.ไม่มีหน้ายกมือสวนมติประชาชนได้
ด้วยเหตุผลที่ว่า ข้ามหัวประชาชน เลือกตั้งยังไม่เกิด คูหายังไม่ได้เข้า แต่ดันทะลุกลางปล้องจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ฟังเสียงว่าประชาชนอยากได้ใครเป็น “คนบริหารประเทศ” และต้องการอะไร เพียงเพราะย่ามใจว่า “ตัวเอง (ส.ว.) ก็เป็นพรรคการเมืองแฝงพรรคหนึ่งในรัฐสภาที่มีเสียงสูงถึง 250 เสียง ในการโหวตเลือกนายกฯ”
ในทางกลับกัน จากไทยรักไทย สู่เพื่อไทย ชาวบ้านกล่าวขานเศรษฐกิจเฟื่องฟู รุ่งเรือง แต่ต้องยอมรับว่า “การทุจริต” เป็นเงาตามตัวของพรรคที่มาแรงที่สุดเช่นกัน ดังนั้นเรื่องนี้จึง ท้าทายจริยธรรมของผู้คนในสังคม จะจัดลำดับความสำคัญอย่างไร จริงจังระดับไหนกับคำว่า “คอร์รัปชัน”
ท้ายสุด ฝากให้คิด “การกระทำใด” ค้านสายตากรรมการเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนั้น นักเฝ้าติดตามพฤติกรรมสังคมวิเคราะห์ว่าบ้านเมืองจะเกิดความวุ่นวาย แต่ในความเป็นจริง อนาคตข้างหน้าไม่มีใครทราบว่าจะเกิดชุมนุมทางการเมืองรุนแรงหรือไม่ แต่ที่จริงแท้แน่นอนคือ ประชาชนจะรู้สึกถึงความเอาเปรียบและโดนกดทับจนอาจนำไปสู่การไม่ยอมรับ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เพื่อไทย' พร้อมถก พ.ร.บ.งบฯ70 วาระ1 กำชับ 'สส.' สแตนด์บายเฝ้าสภา 3 วัน 3 คืน
‘เพื่อไทย’ เตรียมถก พ.ร.บ.งบฯ ปี 2570 วาระ1 ‘จุลพันธ์’ กำชับ สส. สแตนด์บายเฝ้าสภา 3 วัน 3 คืน เพราะการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ยินดีฝ่ายค้านเตรียมชำแหละ ถือเป็นประโยชน์ช่วยรีดไขมันของงบแผ่นดิน
สภาชำแหละ งบ70กางโผ เป้ารอถล่ม
สภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท ในวาระแรกขั้นรับหลักการ ตลอด 3 วัน คือตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.ถึง 1 ก.ค. ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมืองประจำสัปดาห์นี้ ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยวิป 3 ฝ่ายคือ คณะรัฐมนตรี-พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ข้อสรุปให้เวลาในการอภิปรายรวม 41 ชั่วโมง
‘ทักษิณ’ ยิ้มแย้มใช้สิทธิเลือกตั้งในรอบ 20 ปี ชี้มาทำหน้าที่พลเมืองไม่ใช่นักการเมือง
ผุ้สื่อข่าว รายงานว่า ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 14 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด บริเวณเต็นท์เซเว่นอีเลฟเว่น สาขาจรัญสนิทวงศ์ 69 เป็นไปอย่างคึกคักและได้รับความสนใจจากกองทัพสื่อมวลชนเป็นพิเศษ
โกงข้อสอบท้องถิ่น-ปราบอิทธิพลภูเก็ต เขย่า 'อนุทิน' ท้าทายเจตจำนงทางการเมือง
ช็อก! วงการราชการไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.)
'ดีเอสไอ' มัดตราสัง 'ฟอเร็กซ์' ขุดหลักฐาน-เส้นเงิน เชือดเพิ่ม
กำลังอยู่ในการจับจ้องทั้งสื่อและกระสังคมอย่างต่อเนื่อง ในคดีหลอกลวงลงทุนซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (ฟอเร็กซ์) ที่ล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้ลงนามเซ็นรับอนุมัติคดีหลอกลงทุนฟอเร็กซ์ครั้งนี้เข้าเป็นคดีพิเศษอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว
คณะประชาชนทวงความยุติธรรมร้อง 'ส้ม-แดง' หวั่นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดนรื้อ
'ภาคประชาชน' ยื่น 'พรรคประชาชน-เพื่อไทย' วาระ 94 ปีเปลี่ยนแปลงการปกครอง หวั่นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยโดนรื้อ ย้ำสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ยึดโยง ปชช.

