'เศรษฐา' ลุยการเมืองเต็มตัว พท.รอเคาะแคนดิเดตนายกฯ

ก่อนโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง หลายพรรคการเมืองงัดไม้ตายเปิดตัวเหล่าแกนนำ บิ๊กเนม คนเด่น คนดัง เพื่อมาโกยฐานคะแนนเสียงในพื้นที่เขตของตัวเอง ทั้งยังลงพื้นที่หาเสียงกันอย่างต่อเนื่อง แบบไม่มีใครยอมใคร อย่าง พรรคเพื่อไทย ที่หลังจากเปิดตัว อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ลูกสาว นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งแม้จะตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน ก็ยังอุ้มทองลงพื้นที่เป็นว่าเล่น จนมีการแซวว่า อุ๊งอิ๊ง อาจจะลงพื้นที่จนกว่าจะคลอดเลย  

ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค. ที่พรรคเพื่อไทย ได้เปิดตัว เศรษฐา ทวีสิน นักธุรกิจชื่อดัง หรือที่รู้จักกันในนาม เสี่ยนิด สร้างความฮือฮาให้กับสนามเลือกตั้งไม่น้อย เพราะได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย หรือประธานที่ปรึกษา อุ๊งอิ๊ง นั่นเอง 

 ซึ่งในวันดังกล่าว “เศรษฐา” ได้ให้สัมภาษณ์ในหลายประเด็น รวมถึงประเด็นร้อนที่สังคมกำลังตั้งคำถามถึงแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย โดย เสี่ยนิด ตอบเลี่ยงๆ ว่า “ขอให้เป็นขั้นเป็นตอน เพราะยังมีอีกหลายเรื่อง ต้องให้เกียรติสมาชิกพรรคเพื่อไทยด้วย เพราะมีหลายท่านที่เหมาะสม“

 หากย้อนกลับไปดูว่า เสี่ยนิด ที่เป็นนักธุรกิจจะมาเดินทางในเส้นทางการเมืองได้อย่างไรนั้น เริ่มต้นจาก คืนวันที่ 17 พ.ย.65 ทวิตเตอร์บัญชีของ “เศรษฐา” ได้โพสต์ภาพโปร์ไฟล์พร้อมข้อความระบุว่า “6-8 ปีที่ผ่านมาผู้นำของเราไม่ได้นำประเทศไทยไปมีจุดยืนในเวทีโลกเลย ผู้นำคนต่อไปผมว่าต้องกล้าที่จะเดินออกไปสู่เวทีโลก” ซึ่งข้อความดังกล่าวทำให้กระแสเรื่องความคิดทางการเมืองของนักธุรกิจชื่อดังได้กระจายไปในวงกว้าง 

 โดยเฉพาะชาวเน็ตที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ มีผู้คนเข้ามาแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก แต่มีหนึ่งในข้อแสดงความคิดเห็นเขียนว่า “ถ้าท่านมาอยู่เพื่อไทย ผมเลือกเพื่อไทยครับ” ทาง “เศรษฐา” ได้ตอบกลับว่า “ผมอยู่เพื่อไทยครับ”

 จากข้อความในครั้งนั้น ทำให้สร้างความตื่นตัวให้กับคนในวงการการเมืองและวงการธุรกิจ เพราะนอกจากที่ เศรษฐา จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ยังเป็นนักธุรกิจที่มีความรู้ ความสามารถ และยังมีตำแหน่งเป็นถึง ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) อีกด้วย 

 แต่ในทางการเมือง การที่นักธุรกิจจะเปลี่ยนสายมาเป็นนักการเมืองได้นั้นต้องมีการเคลียร์ตัวเองหลายอย่าง โดยเฉพาะหุ้นที่ถือในบริษัท เพราะการที่ “เศรษฐา” มีตำแหน่งเป็นถึงประธานบริษัท ย่อมถือหุ้นเยอะเป็นธรรมดา ประกอบกับการให้สัมภาษณ์เรื่องความพร้อมกับงานการเมืองที่บอกว่า ตอนนี้ยังไม่ 100% ขอค่อยเป็นค่อยไป และต้องปรึกษาผู้ใหญ่ในพรรค 

 และในวันเดียวกันที่มีการเปิดตัว “เศรษฐา” ทางพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่นำโดย บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จัดพิธีทำบุญใหญ่พรรคเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งก็โดนถามเรื่องการเปิดตัวของเศรษฐา โดยถูก บิ๊กตู่ ถามกลับว่า “แล้วเขาเด่นตรงไหนล่ะ ที่เสนอชื่อเขามา เขาเก่งตรงไหน เขาทำอะไรมา เขาทำธุรกิจ และประเทศชาติไม่ใช่ธุรกิจ” 

"จำคำพูดผมเอาไว้นะ คำว่าเศรษฐกิจของประเทศ ไม่ใช่เศรษฐกิจหรือธุรกิจของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง เข้าใจหรือไม่ เป็นของประเทศ ฉะนั้นต้องหาคนที่เหมาะสม และการทำงานก็มีระบบและขั้นตอนมากมายไปหมด" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขณะที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน กล่าวว่า "คุณเศรษฐามาก็จะมีแผลอีก แผลใหม่เยอะแยะมากมาย จะเป็นสตอรี่เรื่องราวที่นายเศรษฐา ก็ไม่คาดคิด ว่าในชีวิตตัวเองมันมีประวัติบัดซบได้ขนาดนั้น...ผมไม่ได้รู้จักคุณเศรษฐา แต่ที่ได้ฟังมา ก็ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ซึ่งไม่ได้ออกมาจากปากผมแน่นอน เพราะผมไม่รู้จักคุณเศรษฐา รู้จักเพียงแค่บางบริบทที่เกี่ยวข้องสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่านั้น"

"แต่บริบทเฉพาะตัวของคุณเศรษฐานั้น ในแวดวงนักธุรกิจที่รู้จักกันดี ดังนั้นให้คุณเศรษฐา เชื่อตัวเองว่าในชีวิตนี้ทำอะไรมาบ้างที่คนทั่วไปไม่รับรู้ ก็จะเป็นประเด็นที่สังคมไทยได้รับรู้ขจรขจาย ก็จะเป็นเศรษฐาอีกคนหนึ่ง เป็นเศรษฐาอีกบริบทหนึ่ง" นายจตุพร กล่าว

นั่นเป็นเพียงเสียงต้อนรับน้องใหม่ทางการเมือง บทแรกของ เศรษฐา ที่กระโดลงสนามการเมืองเต็มตัว หลังจากนี้่จะเผชิญศึกสงครามการเมืองอีกมากมายที่จะไม่เหมือนในโลกธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม นาทีนี้ เสี่ยนิด พร้อมลุยเต็มที่แล้ว สำหรับกลยุทธ์การลงพื้นที่ เป็นที่รู้กันว่า ลุคนักธุรกิจจะตีตลาดพื้นที่ภาคกลางเป็นหลัก เพราะถ้าจะให้นักธุรกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ชาวบ้านจะไม่ค่อยรู้จักว่าเขาเป็นใคร สังเกตจากหมายแรกที่ “เศรษฐา” ลงพื้นที่หลังเปิดตัวเป็นที่ประธานปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ นั่นคือ การพบปะแลกเปลี่ยนกับสมาคมไทย-จีน ณ อาคารหอการค้าไทย-จีน กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 3 มี.ค. 

แต่การชัดเจนในการลงพื้นที่ของ “เศรษฐา” นั้น จะมีความเข้มข้นขึ้นก็ต่อเมื่อ “อุ๊งอิ๊ง” มีความจำกัดต่อการเดินทางลงพื้นที่หาเสียง หรืออาจจะเห็นภาพ เศรษฐา-อุ๊งอิ๊ง เดินคู่กันมากขึ้น

 นอกจากนี้ตามกระแสข่าว มีการตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐา จะมีการชูเป็นแคนดิเดตนายกฯ อย่างที่มีกระแสข่าวหรือไม่ ล่าสุด ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผอ.ครอบครัวเพื่อไทย ออกมายืนยันว่า “จะส่งรายชื่อครบ 3 รายชื่อ ทุกคนล้วนเป็นตัวจริง ไม่มีตัวหลอก ประชาชนพิจารณาหาคนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด ซึ่งสุดท้ายแล้วจะเป็นใครก็จะต้องรอมติกรรมการบริหารพรรคอีกครั้ง”  

 ต้องจับตากันว่า “พรรคเพื่อไทย” จะมีแคนดิเดตนายกฯ ที่ชื่อว่า เศรษฐา หรือไม่ และจะอยู่ลำดับที่ 1 หรือที่เท่าไหร่ ก็ต้องรอการเคาะอีกครั้ง ส่วนการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีนายกฯ ที่มาจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ประชาชนคือผู้ตัดสินใจ. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยกระดับ“ล้อมคอก”อาวุธปืน “บิ๊กต่าย”ประมืองานร้อน"ทิ้งทวน"

เพียงสัปดาห์เดียวเกิดเหตุสลดถึง 2 เคส ที่สังคมไทยต้องนำมาถอดบทเรียนอีกครั้ง ศุกร์ที่ 7 ส.ค. “เหตุกราดยิง” ภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี นักเรียนชาย ม.3 พกอาวุธปืนขนาด 9 มม.มาจากบ้าน พร้อมกระสุน 98 นัด ก่อเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด เดินลั่นไกใส่ครู-นักเรียน ไม่ต่างกับในเกมหรือภาพยนตร์

'จุลพันธ์' ยันรัฐบาลไม่มีแนวคิดให้ประชาชนร่วมจ่ายบัตรทอง

กลุ่มคนเสื้อแดง เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อคัดค้านไม่ให้มีการแก้ไขโครงสร้างโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่หรือโครงการบัตรทอง โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนรับมอบ

วิ่งหัวชนกำแพง อภิสิทธิ์ชน 'พรรคส้ม'รอมหาชนทุบเอง

กลายเป็นชนวนร้อนสั่นสะเทือนไปทั้งสภาฯ และโซเชียลมีเดีย เมื่อสงครามวาทกรรม “วิ่งหัวชนกำแพง” ถูกจุดพลุขึ้นโดย “ไหม” น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แห่งค่าย พรรคส้ม ที่ออกมาเปิดใจสะท้อนสภาวะถดถอยและความกดดันของการสู้กับระบบ

เปิดลึก มหาดไทย ขยับ รีเซ็ต คุมอาวุธปืน ฝ่ายกฎหมายแทงสวน

จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญ กราดยิงกลางโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ทำให้จากเดิมที่มีความเชื่อกันว่า”โรงเรียน-สถานศึกษา”คือ Safe Zone พื้นที่ปลอดภัย ต้องถูกสั่นคลอน ส่งผลให้รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีการบ้านเร่งด่วนคือการทำให้สังคมเชื่อมั่นว่า โรงเรียนยังเป็นพื้นที่ปลอดภัย และอีกหนึ่งเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขยับแรงๆ ทันทีก็คือ การยกระดับความเข้มงวดในการ”ควบคุมอาวุธปืน”เพราะแม้ปืนที่ก่อเหตุจะเป็นปืนในบ้านของผู้ก่อเหตุ แต่ทำให้สังคมเล็งเห็นถึงอันตราย ความไม่ปลอดภัยหากการควบคุมอาวุธปืนยังไม่มีประสิทธิภาพ

สอบท้องถิ่น-ฮั้วสว.-ผลงานไม่ออก บั่นทอนเชื่อมั่น'รัฐบาลอนุทิน'

สัปดาห์ก่อนมีกระแสข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาต้นสัปดาห์นี้มีข่าวลือพลิกขั้วรัฐบาล ส้ม-แดง-เขียว พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคกล้าธรรม จับมือกัน

'โครงสร้างเก่า-คนใหม่' บีอาร์เอ็น รัฐตรึงกำลังรักษาพื้นที่ปลอดภัย

การก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น“วัฏจักร” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภาครัฐพยายามใช้ทุกสูตรในการแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงจะยุติลงได้อย่างสมบูรณ์