การรักษาตัวอดีตนายกฯ ถูกตั้งคำถามจากสังคมว่าได้รับอภิสิทธิ์หรือไม่ เมื่อกลับเข้าประเทศถูกนำตัวเข้าเรือนจำยังไม่ทันข้ามคืนก็ออกมานอนห้องสูท แตกต่างจากนักโทษทั่วไป
ทำให้สังคมต้องหาคำตอบว่า “น.ช.ทักษิณ” ป่วยจริงหรือไม่ หรือถ้าป่วยจริงอาการเป็นเช่นไร ทำไมถึงต้องนอนรักษาตัวนานขนาดนี้ เพราะด้วยกฎของกรมราชทัณฑ์แล้ว การส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำพักรักษาตัวเกินกว่า 120 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้รัฐมนตรีทราบ แต่ทุกอย่างอึมครึม
ข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า มีนักโทษที่พักรักษาตัวนอกเรือนจำเกินกว่า 120 วัน มีเพียง 3 คน โดยเป็นนักโทษที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช 2 คน คนหนึ่งรักษาตัวอยู่ที่ รพ.จิตเวชพิษณุโลก นาน 210 วัน อีกคนรักษาตัวอยู่ที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ 578 วัน
และอีกคนคือ น.ช.ทักษิณ ที่นอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ แล้วกว่า 140 วัน และยังไม่ทราบอาการป่วยที่ชัดเจน
ล่าสุด “กรมราชทัณฑ์” เต้นออกหนังสือชี้แจงอาการป่วย ทักษิณว่า “ขณะนี้นายทักษิณได้ออกไปรับการรักษาตัวยังโรงพยาบาลตำรวจเกินระยะเวลา 120 วัน โดยเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการประสานไปยังโรงพยาบาลตำรวจเพื่อรับทราบถึงอาการป่วยของนายทักษิณ ซึ่งแพทย์ได้รายงานอาการเจ็บป่วยในหลายประการที่ต้องเฝ้าระวัง โดยแจ้งความเห็นว่าผู้ป่วยอยู่ระหว่างการรักษาของแพทย์เฉพาะทาง และต้องดูแลอย่างใกล้ชิดถึงอาการป่วยเพื่อให้พ้นจากสภาวะอันตรายแก่ชีวิต เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครจึงได้รายงานมายังกรมราชทัณฑ์เพื่อดำเนินการพิจารณา ตามกฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 ที่ระบุไว้ว่า กรณีผู้ต้องขังต้องพักรักษาตัวที่สถานที่รักษาเป็นเวลานาน ให้ผู้บัญชาการเรือนจำดำเนินการดังนี้ กรณีการพักรักษาตัวเกินกว่า 120 วัน ให้มีหนังสือขอความเห็นชอบจากอธิบดี พร้อมกับความเห็นแพทย์ ผู้ทำการรักษาและหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้รัฐมนตรีทราบ
อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้พิจารณาจากความเห็นของแพทย์ผู้ทำการรักษาที่พิจารณาแล้วมีความเห็นว่ายังต้องดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ประกอบกับเอกสารหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความครบถ้วนตามกฎหมาย จึงพิจารณาเห็นชอบ เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2567 ให้นายทักษิณอยู่รักษาตัวต่อยังโรงพยาบาลตำรวจ เนื่องจากยังคงมีอาการเจ็บป่วยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้ทำการรักษาเฉพาะทาง และหากเกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออาการที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตจะได้ดำเนินการรักษาอย่างทันท่วงที"
การชี้แจงดังกล่าวคงไม่ได้สร้างความเชื่อถือได้ว่า น.ช.ทักษิณ ป่วยจริง ถึงขั้นต้องรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจต่อไปอีก โดยเฉพาะภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องดังกล่าว
โดย นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ร้องสำนักงานเลขาธิการแพทยสภาตรวจสอบจริยธรรมแพทย์ ทั้งทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ
เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ออกมาเคลื่อนไหวให้เปิดอาการป่วย และส่ง น.ช.ทักษิณกลับเรือนจำ ล่าสุด นายพิชิต ไชยมงคล นายนัสเซอร์ ยีหมะ แกนนํากลุ่ม คปท. พร้อมด้วย นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์, นายอานนท์ กิ่งแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศ.ป.ป.ส.) ยกระดับนัดชุมนุมค้างคืน หน้าทำเนียบรัฐบาล วันที่ 12-14 ม.ค. เพื่อ "ทวงคืนความยุติธรรม" กดดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการตามกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง ประกาศเข้าร่วมกับกลุ่ม คปท.ด้วย ขณะที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อหลากสี ซึ่งเคยสวมชุดดำไว้อาลัยกรมราชทัณฑ์ ไปยื่นหนังสือถึงแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ตอบสังคม 'น.ช.ทักษิณ' ได้รับสิทธิ์เหนือผู้ต้องขังทั่วไป ได้ทำการสืบสวนทางการแพทย์เรื่องนี้มาตลอด รู้ตัวละครทางการแพทย์ทุกคน จะมาชำแหละขบวนการอุ้ม นักโทษเทวดา และบอกข้อเท็จจริงทางการแพทย์ บนเวที คปท.ที่สะพานชมัยมรุเชฐ เวลา 16.00 น. วันที่ 12 ม.ค.นี้ด้วย
สำหรับกลุ่ม คปท.เคยเป็นหัวหอกก่อม็อบไล่รัฐยิ่งลักษณ์ ที่แยกอุรุพงษ์ เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2556 โดยมี นายนิติธร ล้่ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา เป็นที่ปรึกษา จนม็อบขยายตัวนับล้านคน ซึ่งปัจจุบัน ทนายนกเขา กับ จตุพร พรหมพันธุ์ อดีตประธาน นปช.-คนเสื้อแดง ในฐานะวิทยากรคณะหลอมรวมประชาชนร่วมกันชำแหละ
ส่วนฝ่ายการเมือง นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เตรียมบุก รพ.ตำรวจ 12 ม.ค.นี้ เพื่อตรวจสอบว่า น.ช.ทักษิณนอนรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ จริงหรือไม่ หลังจากราชทัณฑ์ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
เมื่อกระแสสังคมบีบ พล.ต.ท.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ นายแพทย์ใหญ่ (สบ8) รพ.ตำรวจ ได้มีหนังสือตอบรับการศึกษาดูงานของประธาน กมธ.ตำรวจ อนุญาตให้ กมธ.เข้าไปศึกษาดูงานและเยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมผู้ต้องขังป่วยที่รักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ในวันศุกร์ที่ 12 ม.ค.67 แต่ต้องไม่กระทบสิทธิ์หรือละเมิดสิทธิ์ของผู้ป่วยที่มาใช้บริการ และไม่อนุญาตให้ขึ้นไปตรวจสอบชั้น 14
ต้องจับตาการกลับมาของ น.ช.ทักษิณ ไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว ได้รับพระราชทานอภัยลดโทษให้นักโทษเด็ดขาดชาย (น.ช.) จากจำคุก 3 คดี รวม 8 ปี เหลือโทษจำคุก 1 ปี กรมราชทัณฑ์ได้ออกระเบียบการจำคุกใหม่ให้ใช้สถานที่อื่นที่ไม่ใช่เรือนจำได้
ถึงแม้กรมราชทัณฑ์ชี้แจงที่ทุกอย่างว่าเป็นไปตามกฎกระทรวง แต่ตัวบทกฎหมายกดทับความรู้สึกของประชาชน ถูกมองว่าใช้อภิสิทธิ์ชน อยู่เหนือกฎหมาย ท้าทายประชาชนที่รักความยุติธรรม จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวสร้างความแตกแยกให้กับสังคมอีกครั้ง
การปักหลักค้างคืนหน้าทำเนียบรัฐบาลของกลุ่ม คปท. วันที่ 12-14 ม.ค.นี้ จะเป็นการหยั่งกระแสมวลชนว่าม็อบจุดติดหรือไม่?.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เบื้องหลังโผครม.'อนุทิน2' จัดสมดุลอำนาจ-ฝ่าวิกฤตศก.
หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก
เรือนจำกลางคลองเปรม เคาะ 'ทักษิณ' ติด 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ
คกก.พักโทษเรือนจำกลางคลองเปรม มีมติที่ประชุมเห็นชอบ "ทักษิณ" ติด 1 ใน 10 รายชื่อผู้ต้องขังผ่านเกณฑ์พักโทษกรณีทั่วไป ส่งต่อ คกก.พักโทษระดับกรมราชทัณฑ์
'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!
พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว
อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.
คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’
'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'
อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน
ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!
เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

