ปรากฏการณ์ป่วนขบวนเสด็จฯ ทำให้เห็นถึงการกลับมาของฝ่าย “อนุรักษนิยม” ที่ฟื้นคืนชีพหลังจากกบดานอยู่ใต้แป้นคีย์บอร์ด ปล่อยให้ฝ่ายก้าวหน้า กลุ่มทะลุทั้งหลาย รวมถึงแฟนคลับด้อมส้มยึดครองพื้นที่ในโซเชียลมีเดียมาพักใหญ่ หลังชัยชนะของพรรคก้าวไกลในสนามเลือกตั้ง จนจริตของฝ่ายก้าวหน้าเฟื่องฟู จนกลายเป็นเทรนด์ความนิยมที่ประกอบสร้างเป็นฐานเสียงทางการเมืองของนักยุทธศาสตร์ของบางพรรค
กลุ่มคนที่กบดาน เฝ้าติดตามการเติบโตของขั้วความคิดนี้มีอยู่จำนวนไม่น้อย แม้ส่วนหนึ่งเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคก้าวไกลในหลายเรื่อง แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการท้าทายสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่อยู่เหนือการเมือง และเห็นว่ากรณีป่วนขบวนเสด็จฯ เป็นการ “ล้ำเส้น-เลยธง” จึงควรแสดงออกอย่างเปิดเผยและชัดเจนในการปฏิเสธการกระทำเช่นนี้
โดยเปลี่ยนบทบาทจากผู้สังเกตการณ์ เว้นระยะห่างกับ “ความกร้าว” ที่อาละวาดในโลกออนไลน์ในห้วงที่ผ่านมา เป็นการลงสนามแสดงออกถึงจุดยืนในการเทิดทูนกรมสมเด็จพระเทพฯ ปกป้องสถาบัน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยไม่หวั่นจะถูกมองว่าจะเป็น “พวกสลิ่มคืนชีพ” หรือ “พวกขวาจัด”
กระแสเหล่านี้บีบรัดไปยังองค์กรที่ผูกติดกับสถาบันฯ อย่างกองทัพ-ตำรวจ ให้ออกมาปกป้อง จัดการ เลยไปถึงผู้อยู่เบื้องหลัง ในการปักธงความคิดเชิงอนาคิสต์ เพิกเฉยต่อกฎหมายและรัฐ ในการต่อสู้เรียกร้อง มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามสังคมอุดมคติในกรอบทฤษฎีที่ยึดถือเป็นสรณะ
ปรากฏการณ์ป่วนขบวนเสด็จฯ ด้วยการอัดคลิปเพิ่มน้ำหนักให้คนเห็นว่า “สร้างความเดือดร้อน” แต่ก็มาโป๊ะแตกเพราะ CCTV ที่ทำให้เห็นว่าเป็นหนังคนละม้วน เลยทำให้เป้าหมายที่จะใช้ปลุกกลุ่มเรียกร้องให้แก้ไข ม.112 ตีโต้ศาล รธน. พังไม่เป็นท่า ในทางตรงข้ามกลับเข้าทางกลุ่มที่ต้องการขุดรากถอนโคนผู้บงการกลุ่มเซาะกร่อน-บ่อนทำลายสถาบัน ไม่ให้เป็นหัวเชื้อความคิดในหมู่เยาวชน จนเป็นภัยที่ยากจะควบคุมได้
การปะทะระหว่างแนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง 2 ขั้วเกิดขึ้นมาแล้วในสังคม จากประวัติศาสตร์การเผชิญหน้าระหว่างคนไทยด้วยกัน ในยุค “ขวาพิฆาตซ้าย” ในเหตุการณ์ 6 ต.ค.2519, เผด็จการทหาร-ประชาธิปไตยใน “พฤษภาทมิฬ” และการปริร้าวในสังคมจากความเห็นต่างทางการเมืองระหว่างคนเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
ทั้งหมดนั้นล้วนมีต้นทางมาจากความคิดทางการเมือง 2 ขั้วที่มีความเห็นต่อ “สถาบัน” ต่างกัน และไม่เคยเลือนหายไประหว่างรอยต่อรุ่นต่อรุ่น เพียงแต่สถานการณ์ในแต่ละห้วงมีวิธีการจัดการปัญหาของรัฐที่แตกต่างกันไป
ซึ่งก็คือ การบังคับใช้กฎหมาย การใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ายุติสถานการณ์ หรือแนวทางการเมืองด้วยการใช้แนวทางสังคมจิตวิทยา และดีลการเมืองโดยมีกลไกพรรคการเมืองเป็นเครื่องมือ
ที่ผ่านมา “กลยุทธ์” ของฝ่ายอนุรักษนิยม ไม่เลือกใช้ไพ่เดินหน้าฆ่ามัน แต่ย้อนศรด้วยการนำเสนอจุดอ่อน ตีแผ่เป้าหมายที่แท้จริงของผู้อยู่เบื้องหลัง สะท้อนให้เห็นเกมที่อยู่เหนืออุดมการณ์ ผสมผสานกับเรื่องผลประโยชน์ และเครือข่ายทางการเมืองที่รอผลลัพธ์สุดท้ายปลายทาง
ถอนราก “ความฝันดันเพดาน” ไม่มีอยู่จริง มีแต่คนกำหนดเกม และเยาวชนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือ พร้อมมอบสัจธรรมของผู้ที่เพิกเฉยต่ออำนาจรัฐด้วยการดำเนินคดีตามกฎหมายเมื่อกระทำความผิด เผชิญชะตากรรมอยู่ตีนโรงตีนศาล
พร้อมมัดคอเหล่าบรรดานายทุนพรรคทั้งแดง และส้ม ให้เข้ามาสู่สมการอำนาจ และการเจรจา โดยมีผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นตัวต่อรอง
ขณะเดียวกัน ก็รอจังหวะ และสถานการณ์ให้ผู้กระทำการบ่อนเซาะเพลี่ยงพล้ำ เปิดเจตนาที่หมกมุ่น จ้องเล่นงานสถาบันออกมาให้คนเห็น แล้วชิงพื้นที่ในสื่อสังคมออนไลน์กลับคืนมาให้กลุ่มที่จงรักภักดี หลังจากที่ถูกอีกฝ่ายประกาศศักดา กดทับด้วยตัวอักษรบนโลกโซเชียลมานานหลายปี
ขณะที่ฝ่ายอำนาจรัฐก็มี “สายเหยี่ยว” มองว่าการใช้แนวทางมวลชนเผชิญหน้า ใช้ยาแรงจัดการ ทั้งทางกฎหมายและสังคม เพื่อขุดรากถอนโคนพรรคการเมืองไม่ให้เป็นผลไม้พิษ ก็ยังขับเคลื่อนคู่ขนานกับ สายพิราบ อยู่ แต่สุดท้ายปลายทางของสูตรนี้ก็จะเกิดความเกลียดชัง การเผชิญหน้า และเกิดความรุนแรง นำไปสู่กระแสเรียกร้องให้มีกรรมการห้ามทัพ เป็นวัฏจักรวังวนที่ไม่จบไม่สิ้น
ดังนั้นสูตรการสร้างสมดุลของพื้นที่ข้อมูลและการแสดงออกของคนที่มีความเห็นต่าง จึงเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุดในขณะนี้ เพราะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันที่จะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวขึ้นมาได้ แม้คนไทยจะได้ประชาธิปไตยแบบ “แทงหลังเพื่อน” มาทดแทน แต่นั่นก็เป็นหนทางในการหลีกเลี่ยง “อำนาจนอกระบบ” เข้ามาจัดการ
เช่นเดียวกับการใช้จังหวะที่ดีนี้ในการปลดล็อกกลุ่มอนุรักษนิยมที่ถูกกดทับ ถูกคุมขังอารมณ์ความรู้สึก ได้แสดงออกในการปกป้องให้กำลังใจผ่านทางออฟไลน์และออนไลน์ ด้วยการใช้สัญลักษณ์ทั้งภาพเขียน การ์ตูน สี เสื้อ เพื่อให้กำลังใจ ในระดับที่ถือว่า “พอเหมาะ” ไม่ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าหรือแรงปะทะ
และยังเป็นการฟื้นคืนชีพพลังกลุ่มรักสถาบัน ขึ้นมาถ่วงดุลฝ่ายวิพากษ์เจ้า ไม่ให้เซาะกร่อน-บ่อนทำลายได้ง่ายๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ภูมิใจไทย”คุมเกมเลือกขั้ว กธ.จัดง่าย-พท.ใหญ่เทอะทะ
สูตรจัดตั้งรัฐบาลออกมาอย่างต่อเนื่องสอดรับกับผลการเลือกตั้ง แต่หากถาม “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า “ยังอีกไกล” เพราะต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งมีกำหนดระยะเวลา 60 วัน
"กกต."จำเลยใหญ่สังคม เสี่ยงพา"การเมืองวิกฤต"
ผ่านไปเพียง 3 วันหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งควรจะเป็นวันแห่งชัยชนะของระบอบประชาธิปไตยและการเริ่มต้นใหม่ของประเทศไทย ทว่าภาพที่ปรากฏต่อสายตาชาวโลกกลับเต็มไปด้วย "เครื่องหมายคำถาม" ตัวโตๆ ที่พุ่งตรงไปยังศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
เท้ง-ไหม-โรมและพวก กับโอกาสรอดที่ศาลฎีกา?
จากมติของที่ประชุมใหญ่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
แลนด์สไลด์ส่ง ‘ค่ายน้ำเงิน’ ‘ผู้กำหนดเกม’ ตั้งรัฐบาล!
กว่า 190 ที่นั่งของ ‘ค่ายสีน้ำเงิน-พรรคภูมิใจไทย’ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ฐานกำลังหลักคือ จำนวน สส.แบ่งแบ่งเขต ที่กวาดไปได้ถึงกว่า 170 ที่นั่ง
ดีลตั้งรัฐบาลขยับ ปิดงานสัปดาห์นี้ เปิดสภาฯนัดแรกไม่เกิน 13 มี.ค.
หลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ มีการประเมินทางการเมืองว่า การเปิดประชุมสภาฯนัดแรก เพื่อเลือก”ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ-ประธานสภาผู้แทนราษฎร”จะเกิดขึ้น ภายในไม่เกินกลางเดือนมีนาคมนี้ โดยมีการคาดกันว่า อาจจะเกิดขึ้นช่วงไม่เกิน 13 มีนาคม หรืออาจเร็วกว่านั้น
โจทย์หินนายกฯคนที่33รัฐบาลปีม้าไฟ
ภายหลังการปิดหีบเลือกตั้งช่วงค่ำวันที่ 8 ก.พ.นี้ ก็จะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่ และนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย รวมทั้งได้ข้อสรุปว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

