นโยบายที่“อิ๊งค์”ไม่กล้าพูด เรื่องสำคัญกว่าผลงาน90วัน

บรรดากองเชียร์รัฐบาลเพื่อไทยอาจจะชื่นชม หลัง “แพทองธาร ชินวัตร” นายกรัฐมนตรี เล่นใหญ่ เปิดสตูดิโอ 4 ของสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) ยืนเดี่ยวไมโครโฟน แถลงผลงานของรัฐบาลในรอบ 3 เดือน หรือ 90 วัน ภายใต้ชื่อ “2568 โอกาสไทย ทำได้จริง” โดยมีรัฐมนตรีของตัวเองนั่งรายล้อมให้กำลังใจอยู่ข้างเวที 

พร้อมถ่ายสอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT ให้ประชาชนรับทราบฝ่ายเดียว โดยไม่เปิดโอกาสให้สื่อสัมภาษณ์ให้เสียบรรยากาศ เพราะเกรงว่าสังคมจะไม่ได้รับทราบวัตถุประสงค์ในการสื่อสารของรัฐบาล

สำหรับแผนงานปี 2568 รวมทั้งสิ้น 11 นโยบาย แบ่งเป็นนโยบายระยะยาว ที่ต้องทำในเชิงโครงการ 6 นโยบาย คือ จัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง, แก้ปัญหาหมอกควัน PM 2.5, ปัญหายาเสพติด, ทลายทุนผูกขาด, แก้ปัญหาธุรกิจนอกระบบ และนโยบายลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต 

และโครงการที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า 5 นโยบาย คือ โครงการ sml, 1 อำเภอ 1 ทุน, ดิจิทัลวอลเล็ต, แก้หนี้ครัวเรือน และบ้านเพื่อคนไทย  

โดย “นายกฯ อิ๊งค์” ย้ำว่า “ทุกคนคือทีมเดียวกัน และจะร่วมกันเดินไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ วางรากฐานของประเทศไทยในทศวรรษหน้าให้คนไทย “มีกิน-มีใช้-มีเกียรติ-มีศักดิ์ศรี” ประเทศไทยในปี 2568 จะเป็นปีแห่งโอกาส รัฐบาลจะสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างอนาคตที่เป็นจริง”  

ทั้งนี้ หากสแกนนโยบายเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นโครงการเก่าที่นำมาปัดฝุ่นเล่าใหม่ หลังล้มเหลวไม่ประสบความสำเร็จ อย่างแจกเงินหมื่น ที่บัดนี้มุ่งเป้าประสงค์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว เพื่อไม่ให้ถูกประชาชนด่า และที่สำคัญไม่สามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ เพราะแบ่งการจ่ายถึง 3เฟส เนื่องจากไม่มีเงิน ไม่นับว่าเป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศ     

บางนโยบายใหม่ต่างๆ ก็ถูกกังขาว่าจะสำเร็จหรือไม่ และควรให้ความสนใจกับนโยบายเก่าที่เคยหาเสียงไว้ก่อนว่าทำตามที่สัญญากับประชาชนหรือไม่ รวมถึงบางนโยบายเป็น ประชานิยม ลด แลก แจก แถม สืบทอดมาจากระบบทักษิณ อย่างเช่นเคยแจกรถคันแรก เป็นต้น 

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรจะแก้ไข แต่กลับแกล้งลืมไม่กล้าพูดถึง ทั้งที่ปัญหาสำคัญของประเทศ ที่ทำลายความเชื่อมั่น และล้มละลายทางความน่าเชื่อจากสังคม อาทิ การทำลายกระบวนการยุติธรรม กรณีนักโทษเทวดาชั้น 14, ปล่อยนักโทษคดีจำนำข้าวเร็วกว่านักโทษในเรือนจำคนอื่นๆ รวมถึงเตรียมออกระเบียบให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินตามโมเดลพี่ชาย ไม่ต้องติดคุกใช่หรือไม่? 

กรณีฟื้นความเชื่อมั่นการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ และปล่อยให้คดีหมดอายุความในคดีตากใบทั้งที่ผู้ต้องหาเป็นอดีต สส.พรรคเพื่อไทย ลูกพรรคของนายกฯ แพทองธาร, แก้ปัญหาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใกล้ชิดพรรคการเมือง และประเทศกัมพูชาระหว่างตระกูลชินวัตร และตระกูล ฮุน เซน สุ่มเสี่ยงจะเสียดินแดนหรือไม่ 

ทุจริตคอร์รัปชัน, ปฏิรูปกองทัพ, ล้มเหลวเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย แก้ปัญหาการเมืองระบบอุปถัมภ์แบบเครือญาติลูกท่านหลานเธอ ฯลฯ ที่กำลังจะกลายเป็นวาทกรรม

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ไม่ใช่แถลงผลงาน 90 วัน ไม่ใช่มอบนโยบายแก่หัวหน้าส่วนราชการ แต่เป็นขายฝันให้ประชาชนรอคอยอีกรอบเท่านั้น

1 ชั่วโมงของ แพทองธาร ชินวัตร ที่โปรยไว้ว่าจะเป็นการแถลงผลงาน และมอบนโยบายให้หัวหน้าส่วนราชการ จึงไม่ตรงปกอย่างยิ่ง ยิ่งบุคลิกในช่วงต้นที่แฝงความไม่มั่นใจ สายตาต้องเหลือบดูบทในจอมอนิเตอร์ข้างหน้าอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ยิ่งนึกถึงนักศึกษา ป.โท ที่ต้องมานำเสนองานวิจัยที่ตนไม่เชี่ยวชาญหรือไม่รู้จริง

ครึ่งหลังดูผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อกล่าวถึงฝันในปี 2568 ว่าจะเกิดอะไรกับคนไทย แต่สาระยังดูจูงใจ และสร้างความเชื่อมั่นไม่ได้ เงินหมื่นเฟส 3 บอกได้แน่ในปี 2568 แต่ไม่บอกจำนวนคนและกำหนดการที่แน่ชัด

บ้านเพื่อคนไทย ฟังไปฟังมาก็เป็นการสร้างคอนโดให้เช่าเพื่อคนกรุงตามแนวรถไฟฟ้า และปีหน้าได้เห็นแบบห้องตัวอย่างและมีแบบฟอร์มให้สั่งจองเท่านั้น

ต้านทุนผูกขาด พอยกรูปธรรม ก็กลายเป็นประเด็นเพิ่มโอกาสการส่งข้าวออกนอกแก่ผู้ค้ารายย่อย SME เท่านั้น ไม่มีประเด็นอื่น

1 อำเภอ 1 ทุนการศึกษา (ODOS) ที่ฟื้นคืนมาใหม่ ก็เอาไปผูกกับสลากกินแบ่ง และการนำธุรกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน จนทำให้อดรู้สึกไม่ได้ว่า อยากทำหวยบนดิน กาสิโน หรืออยากให้ทุนมากกว่ากันค่าไฟต้องถูกลง แต่ไม่บอกว่าเท่าไหร่ อย่าให้เหมือนที่ว่า ถูกลง 6 สตางค์ เป็นของขวัญปีใหม่

ที่เป็นรูปธรรม แต่คนทำก็พยักหน้ารับ โดยไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริง คือ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทุกสายในปี 2568 

 “ที่ไม่ได้พูดเลย คือค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท แก้รัฐธรรมนูญไปถึงไหน จะจัดการกับทุจริตคอร์รัปชันอย่างไร MOU 44 จะเดินหน้าต่อหรือไม่ จะแก้ไขปัญหาภาคใต้ และชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ดูหนังตัวอย่างที่โปรยและสร้างความคาดหวัง แต่พอเสียตังค์มาดูหนังฉายจริง แบบนี้ถ้าเป็นเว็บมะเขือให้มะเขือเน่า” นายสมชัย ระบุ

 “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เสนอว่า อยากเห็นรัฐบาลปฏิรูประบบราชการและการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นปัญหาฝังรากลึกในสังคมไทย อีกทั้งที่ผ่านมา รัฐบาลประสบความล้มเหลว การแจกเงินให้แก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยในเฟส 1 ก็ยังกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่ดีเท่าที่ควร และยังพลาดไปหลายๆ เป้าตามนโยบายที่เคยหาเสียงไว้

 “นายกรัฐมนตรียังพูดไม่ครบ และคิดไม่จบ จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลให้ความสำคัญกับฝ่ายนิติบัญญัติ มาตอบกระทู้ถามและชี้แจงรายละเอียดในนโยบายต่างๆ รวมถึงการผ่านร่างกฎหมายต่างๆ เพื่อให้นโยบายประสบผลสำเร็จ” หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

เช่นเดียวกับ “ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะรองหัวหน้าพรรค ทวงถามนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ที่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ หลังจากที่นางสาวแพทองธารนั่งเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์มากว่า 1 ปี

นี่คือนโยบายสำคัญที่ “นายกฯ อิ๊งค์” ไม่กล้าพูด แต่คนไทยไม่ลืมและอยากฟัง ว่าจะทำตามที่หาเสียงไว้ หรือแค่หลอกชาวบ้านซื้อเวลาเอาตัวรอดไปวันๆ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องหลังโผครม.'อนุทิน2' จัดสมดุลอำนาจ-ฝ่าวิกฤตศก.

หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี 35 คน รายชื่อส่วนใหญ่ไม่พลิกจากโผที่สื่อคาดการณ์ไว้ แต่ ของจริง อยู่ที่เบื้องหลังการจัดวางตัวบุคคล ซึ่งสะท้อนการคุมเกมอำนาจภายในพรรคสีน้ำเงินอย่างรอบคอบ ทั้งการให้รางวัล “คนทำงาน” การกันแรงกระเพื่อม และการล็อกเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่วันแรก

'รทสช.'อยู่ยากใน‘รัฐบาลหนู2’ เจอพิษน้ำมัน ซัดกันเองฉ่ำ!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกหนึ่งพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หลังจาก รทสช.พ่ายในสนามเลือกตั้ง ได้ สส.เพียง 2 คน โดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สละที่นั่ง สส.บัญชีรายชื่อให้ นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ทำหน้าที่แทน ควบคู่กับ นายชัชวาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ ส่วนพีระพันธุ์ขอลุยทำหน้าที่ขับคลื่อนพรรคเพียงหมวกเดียว

อาฟเตอร์ช็อกน้ำมันแพง จับตามาตรการช่วยเหลือ วัดกึ๋น รบ.

คำขอโทษประชาชนของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในงาน Meet The Press ภายใต้หัวข้อ ‘1 เดือนวิกฤตโลก : แผนรับมือไทยในโลกที่ไม่เหมือนเดิม’

'วิกฤตน้ำมัน'ผลพวงลากยาว หยิกเล็บเจ็บเนื้อ'ครม.หนู2'

อารมณ์คนในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน ค่าครองชีพพุ่งสูง เดือดยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงหน้าร้อนหลายเท่าตัว แม้กระทั่งภาพจำในช่วงรัฐบาลรักชาติยึดคืนอธิปไตยกลับคืนมลายหายไปสิ้น แปรเปลี่ยนเป็นเสียงบ่น ก่นด่าแทน

ปล่อย“ไอ้โม่ง”ลอยนวล รัฐบาล“อนุทิน”เสี่ยงพัง!

เหตุการณ์ “ลักหลับประชาชน” คืนวันที่ 25 มีนาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 26 มีนาคม กลายเป็นแรงกระแทกทางการเมืองครั้งใหญ่ หลังรัฐบาลตัดสินใจปล่อยลอยตัวดีเซล ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีถึง 6 บาทต่อลิตร สร้างภาระค่าครองชีพที่ถาโถมใส่ประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้